- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 97 ทดสอบรากวิญญาณ
บทที่ 97 ทดสอบรากวิญญาณ
บทที่ 97 ทดสอบรากวิญญาณ
บทที่ 97 ทดสอบรากวิญญาณ
ตี้จิ่วดูถุงเงินที่จิ่งมั่วซวงให้มา ด้านในมีเหรียญเงินสิบเหรียญและเหรียญทองแดงอีกหลายสิบเหรียญ
ตี้จิ่วไม่ได้แปลกใจกับการใช้เหรียญทอง เงิน และทองแดง แม้ว่าอาณาจักรจี้จะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก แต่ก็ยังคงมีการใช้เหรียญทองและเหรียญเงินควบคู่ไปกับธนบัตร
ตี้จิ่วคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะพอประทังชีวิตไปได้อีกหลายวัน แต่พอเริ่มหาโรงเตี๊ยมในเมืองจี้ชวน เขาถึงได้รู้ว่าเงินแค่นี้มันแทบจะไม่พอยาไส้เลย
โรงเตี๊ยมที่ห่วยที่สุดในเมืองจี้ชวนตอนนี้ยังคิดราคาคืนละหนึ่งเหรียญเงิน ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมค่าอาหาร ส่วนโรงเตี๊ยมที่ดูดีขึ้นมาหน่อยก็ราคาพุ่งทะลุห้าเหรียญเงินต่อคืนไปแล้ว ที่สำคัญคือ นี่เป็นแค่ราคาคุยเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ในเมืองจี้ชวนตอนนี้แทบจะหาโรงเตี๊ยมพักไม่ได้เลย ทุกแห่งเต็มแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบล้น
ด้วยความจนใจ ตี้จิ่วจึงทำได้แค่มุ่งหน้าไปยังจัตุรัสเติงเซียน กะว่าจะหาที่ซุกหัวนอนแถวๆ ริมจัตุรัสไปสักคืน
เดิมทีจัตุรัสเติงเซียนมีชื่อว่าจัตุรัสจี้ชวน แต่เพราะเมืองจี้ชวนได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานรับสมัครศิษย์ของสำนักเซียน จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นจัตุรัสเติงเซียน ไม่เพียงแค่นั้น ตัวจัตุรัสยังถูกขยายพื้นที่ให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่าตัวอีกด้วย
พอตี้จิ่วมาถึงที่นี่ เขาถึงได้รู้ว่ามีคนไร้ที่ซุกหัวนอนเหมือนเขาอีกเพียบ เนื่องจากบริเวณกลางจัตุรัสไม่อนุญาตให้ค้างคืน หลายคนจึงพากันมากางเต็นท์แบบง่ายๆ อยู่ตามขอบจัตุรัส
ก็แค่คืนเดียว ตี้จิ่วตั้งใจจะหาที่ว่างๆ แถวริมจัตุรัสเพื่อนั่งพักสักหน่อย ก่อนหน้าที่เส้นลมปราณของเขาจะขาดสะบั้น บางครั้งเขาเข้าฌานบำเพ็ญเพียรทีเดียวกินเวลาเป็นค่อนเดือน การหาที่นั่งพักแค่คืนเดียวแค่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงอะไรเลย
ตี้จิ่วเดินวนหาอยู่เกือบครึ่งค่อนจัตุรัสก็ยังหาที่เหมาะๆ ลงนั่งไม่ได้เลย สาเหตุหลักก็เพราะเขามาดึกเกินไปนั่นแหละ
"พี่ชาย ตอนนี้หาที่ว่างไม่ได้แล้วล่ะ ข้ามาก่อนเวลาตั้งสองชั่วยาม ถ้าไม่รังเกียจก็มานั่งพักตรงนี้กับข้าสักคืนไหมล่ะ" เสียงทุ้มใหญ่ดังขึ้นเรียกตี้จิ่วไว้
ตี้จิ่วหยุดฝีเท้าลง เขามองเห็นเสื่อสีเทาดำผืนหนึ่ง ไม่รู้ว่าไปเก็บมาจากไหน บนเสื่อมีรอยด่างดวงเต็มไปหมดดูสกปรกไม่เบา คนที่นั่งอยู่บนเสื่อคือชายร่างใหญ่โตทะมึน พอเห็นตี้จิ่วมองมา เขาก็ยกมือขึ้นลูบผมสั้นๆ ของตัวเองแก้เขิน เขาคนนี้นี่เองที่เรียกตี้จิ่วเมื่อครู่
ข้างๆ ชายร่างใหญ่คนนี้มีพื้นที่ว่างอยู่จริงๆ แม้จะไม่กว้างนัก แต่ก็พอให้ตี้จิ่วใช้นั่งพักค้างคืนได้
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจมากนะ" ตี้จิ่วเดินเข้าไปนั่งลงข้างชายร่างใหญ่
ชายร่างใหญ่รีบล้วงเอาเบาะรองนั่งใบเล็กที่ดูสกปรกยิ่งกว่าออกมาจากห่อผ้าใบอาบน้ำมันข้างตัวแล้วบอกว่า "พี่ชายนั่งบนเสื่อผืนใหญ่ของข้าเถอะ ข้ายังมีเบาะอีกใบ"
ตี้จิ่วรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอก แบบนี้ก็ดีแล้ว"
พูดตามตรง แผ่นหินสีเขียวที่เขานั่งทับอยู่ตอนนี้ยังสะอาดกว่าเสื่อของชายร่างใหญ่ตั้งเยอะ
ตี้จิ่วกลัวว่าชายร่างใหญ่จะยังคงคะยั้นคะยอให้เขานั่งบนเสื่อ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องถาม "เจ้ามาก่อนตั้งสองชั่วยาม แต่กลับจองได้ที่แค่นี้เองเหรอ?"
"ไม่ใช่ๆ ตอนแรกข้าจองที่ตรงโน้นไว้ต่างหาก แล้วก็ถอยร่นมาจนถึงตรงนี้นี่แหละ" ชายร่างใหญ่ชี้มือไปยังพื้นที่โล่งๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
พื้นที่ตรงนั้นดูกว้างขวางและโปร่งสบายกว่าตรงนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มสองคนยึดครองไปแล้ว
"งั้นก็ไม่ถูกสิ ต่อให้เจ้ายอมสละที่ให้คนอื่น ข้างๆ นั้นก็ยังมีที่ว่างอีกไม่ใช่หรือ?" ตี้จิ่วถามด้วยความสงสัย
ชายร่างใหญ่ยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองอีกครั้งแล้วตอบว่า "ข้ายอมสละที่ให้คนอื่นอีกหลายครั้งน่ะ สุดท้ายก็เลยต้องถอยร่นมาอยู่ตรงนี้"
ตี้จิ่วถึงกับพูดไม่ออก ชายร่างใหญ่คนนี้สมควรได้รับโล่รางวัลคนดีศรีสังคมไปครองจริงๆ แต่ก็เพราะความใจดีของหมอนี่แหละ เขาถึงได้มีที่ซุกหัวนอนคืนนี้
เหมือนจะดูออกว่าตี้จิ่วไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเขา ชายร่างใหญ่จึงยิ้มซื่อๆ แล้วบอกว่า "แม่ข้าสอนไว้ว่า ออกไปอยู่ข้างนอกต้องรู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัยและอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้"
ตี้จิ่วไม่ได้สนิทสนมอะไรกับชายร่างใหญ่ จึงได้แต่บอกปัดไปว่า "แม่เจ้าพูดถูกแล้วล่ะ แต่ของที่เป็นของเจ้า ก็ไม่ควรจะยกให้ใครไปง่ายๆ นะ"
เขามองออกว่าชายร่างใหญ่คนนี้มีจิตใจดีงาม ตี้จิ่วผ่านโลกมามาก เขารู้ดีว่าคนเราควรมีน้ำใจ แต่มันก็ต้องดูคนด้วย อย่างเช่นชายร่างใหญ่คนนี้ที่มีน้ำใจสละที่ให้คนอื่นตั้งหลายครั้ง ผลสุดท้ายก็คือตัวเองต้องมากระจุกตัวอยู่ตรงมุมแคบๆ นี่ ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะรู้จักบุญคุณคน หลายคนกลับคิดว่าการที่คุณยอมสละให้เขาคือสิ่งที่คุณสมควรทำอยู่แล้ว
"ใช่ๆ พี่ชาย ข้าชื่อเกิ่งจี่ฮวา แล้วท่านล่ะ?" เกิ่งจี่ฮวาเป็นคนอารมณ์ดี เขาไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดของตี้จิ่วมีอะไรผิดปกติ
"ข้าชื่อตี้จิ่ว" ตี้จิ่วแอบแปลกใจกับชื่อเกิ่งจี่ฮวาอยู่ไม่น้อย ชายชาตรีตัวใหญ่โตล่ำบึกขนาดนี้ ดันมีคำว่าฮวาอยู่ในชื่อซะงั้น
เกิ่งจี่ฮวาเป็นคนช่างจ้อ ตี้จิ่วแทบไม่ต้องถามอะไรมาก เขาก็เล่าให้ฟังหมดเปลือกเลยว่าเขามาจากหมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกล บังเอิญได้ยินข่าวเรื่องเมืองจี้ชวนเปิดประตูเซียนเข้า จึงรอนแรมเดินทางฝ่าฟันความยากลำบากมาถึงครึ่งค่อนปี กว่าจะมาถึงที่นี่ได้
ข้อมูลที่ตี้จิ่วได้จากเกิ่งจี่ฮวาก็มีไม่มากนัก เพราะเกิ่งจี่ฮวามาจากหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ เรื่องสถานการณ์ของทวีปหรือการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์อะไรพวกนี้ เขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับสำนักเซียนนั้น เผลอๆ จะรู้สู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
...
คืนหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตี้จิ่วเพิ่งจะงีบหลับไปได้ครู่เดียว รอบข้างก็เริ่มมีเสียงจอแจดังขึ้นมา เขาเปิดเปลือกตาขึ้น ก็เห็นเกิ่งจี่ฮวาเก็บเสื่อเรียบร้อยแล้ว หมอนั่นกำลังยืนมองสำนักเซียนต่างๆ ทยอยเดินเข้าสู่ลานจัตุรัสด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดๆ
พอเห็นตี้จิ่วตื่นขึ้นมา เขาก็รีบคว้ากระติกน้ำยื่นให้ตี้จิ่วทันที "พี่จิ่ว ท่านล้างหน้าล้างตาหน่อยเถอะ ข้าได้ยินมาว่าตอนที่สำนักเซียนรับสมัครศิษย์ การแต่งกายต้องสะอาดสะอ้านเรียบร้อยนะ"
"อืม ขอบใจนะ" ตี้จิ่วล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ แล้วจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเดินตามเกิ่งจี่ฮวาเข้าไปในจัตุรัส
"พี่ชาย ข้าไม่รู้เลยว่าสำนักไหนดีกว่ากัน" เกิ่งจี่ฮวาถูมือไปมาพลางมองดูป้ายสัญลักษณ์ของแต่ละสำนักที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายอยากรู้อยากเห็น
ตี้จิ่วเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน จึงได้แต่ตอบไปว่า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกับเจ้านั่นแหละ ไม่รู้ว่าสำนักไหนใหญ่ สำนักไหนเล็ก ถึงตอนนั้นพวกเราก็คอยดูเอาแล้วกันว่าสำนักไหนใช้พื้นที่เยอะสุด สำนักนั้นแหละสำนักใหญ่"
มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง "ครั้งนี้สำนักระดับแนวหน้าของแดนเหนือมากันครบเลยล่ะ พวกเจ้าดูสิ สำนักกระบี่เจินหลี สำนักหนีคุน สำนักปีกอัสนี พวกนี้ล้วนเป็นสำนักระดับท็อปทั้งนั้น ส่วนพรรคสะท้านสมุทร พรรคธารดารา วังหมื่นวิถี หุบเขาเจินหลิวหลี เป็นสำนักระดับสอง ที่เหลือก็เป็นแค่สำนักระดับสามหรือสี่เท่านั้นแหละ"
ตี้จิ่วมองตามไป ก็พบว่าสำนักกระบี่เจินหลี สำนักหนีคุน และสำนักปีกอัสนี ใช้พื้นที่เยอะที่สุดจริงๆ แถมยังจัดซุ้มอลังการงานสร้างกว่าใครเพื่อนอีกต่างหาก
"พี่จิ่ว พวกเราไปต่อแถวกันเถอะ" พอเห็นคนจำนวนมากไปเข้าแถวรอรับการทดสอบแล้ว เกิ่งจี่ฮวาก็อดรนทนไม่ไหวเอ่ยชวน
ตี้จิ่วเองก็อยากรู้เร็วๆ เหมือนกันว่ารากวิญญาณของเขาพัฒนากลายพันธุ์ไปถึงระดับไหนแล้ว "ได้ งั้นไปต่อแถวที่สำนักกระบี่เจินหลีแล้วกัน"
แถวของสำนักกระบี่เจินหลียาวที่สุดในบรรดาทุกสำนัก ดูท่าสำนักกระบี่เจินหลีคงจะเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริงๆ นั่นแหละ
แม้คนมาร่วมงานก้าวสู่ประตูเซียนจะเยอะมืดฟ้ามัวดิน แต่ตี้จิ่วก็สังเกตเห็นว่าความเร็วในการทดสอบนั้นไวมาก คนที่เข้ารับการทดสอบแค่ขึ้นไปยืนบนอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง แล้ววางมือทั้งสองข้างลงไปในช่องเว้า ด้านหลังอุปกรณ์ก็จะมีเสาแสงสว่างวาบขึ้นมา หากมีเสาแสงปรากฏขึ้นหนึ่งต้นก็คือรากวิญญาณเดี่ยว สองต้นก็คือรากวิญญาณคู่ เรียงลำดับไปเป็นรากวิญญาณสามธาตุ สี่ธาตุ
ยืนดูอยู่ครู่เดียว ตี้จิ่วก็จับจุดได้แล้วว่าเกณฑ์การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเซียนโดยดูจากรากวิญญาณดีหรือไม่ดีนั้นเป็นอย่างไร สำนักกระบี่เจินหลีเพิ่งจะรับอัจฉริยะที่มีรากวิญญาณธาตุไม้บริสุทธิ์เข้าไปคนหนึ่ง นี่คือรากวิญญาณเดี่ยว เสาแสงสีเขียวพุ่งทะยานสูงถึงหนึ่งจ้าง สาดแสงสีเขียวเจิดจ้าบาดตา
แต่ก็ใช่ว่ารากวิญญาณเดี่ยวจะดีเสมอไป หากสีของเสาแสงไม่ได้เป็นสีบริสุทธิ์ แต่มีสีอื่นปะปนจนดูมัวหมอง ก็จะไม่รับคัดเลือกเช่นกัน
ผู้ทดสอบที่มีรากวิญญาณคู่อีกคนหนึ่ง เสาแสงสีแดงของรากวิญญาณต้นหนึ่งสูงไม่ถึงสามฉื่อด้วยซ้ำ ส่วนเสาแสงสีเหลืองดินของรากวิญญาณอีกต้นสูงเกือบถึงหนึ่งจ้าง แต่เพราะเสาแสงสีเหลืองดินนั้นไม่มีสีอื่นเจือปนเลยแม้แต่น้อย เขาจึงถูกรับเข้าสำนักในฐานะอัจฉริยะเช่นกัน
พวกรากวิญญาณสามธาตุก็มีถูกรับเลือกเข้าไปบ้างเหมือนกัน ซึ่งศิษย์ที่ได้รับคัดเลือกทั้งหมดล้วนมีจุดเด่นเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ต้องมีเสาแสงต้นใดต้นหนึ่งโดดเด่นกว่าใครเพื่อน โดยต้องมีความสูงเกินครึ่งจ้างขึ้นไป ยิ่งไปกว่านั้น สีของเสาแสงก็ต้องเป็นสีบริสุทธิ์ ห้ามมีสีอื่นปนเด็ดขาด
ส่วนพวกรากวิญญาณสี่ธาตุที่ได้รับคัดเลือกนั้นมีน้อยมาก มีแค่คนเดียวเอง ส่วนพวกร่างวิญญาณห้าธาตุ ตี้จิ่วก็เห็นอยู่สองสามคน แต่ไม่มีใครได้รับคัดเลือกเลยแม้แต่คนเดียว
"พี่จิ่ว ถึงตาข้าแล้วนะ" เมื่อเกิ่งจี่ฮวาเห็นคนข้างหน้าทดสอบเสร็จ เขาก็หันมาทักทายตี้จิ่วด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะสาวเท้าไม่กี่ก้าวไปหยุดยืนอยู่หน้าจุดทดสอบของสำนักกระบี่เจินหลี
"พยายามเข้านะ" แม้ตี้จิ่วจะรู้ว่าคำพูดให้กำลังใจของเขาคงไม่มีความหมายอะไร แต่ก็ยังส่งเสียงเชียร์ออกไปอยู่ดี
เกิ่งจี่ฮวาเดินเข้าไปในอุปกรณ์ทดสอบ แล้ววางมือทั้งสองข้างลงบนช่องเว้า พริบตานั้นเสาแสงสีน้ำเงินที่หม่นหมองไปด้วยสีอื่นเจือปนก็พุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าสองเมตร
ตี้จิ่วมองดูเสาแสงสีน้ำเงินด้านหลังของเกิ่งจี่ฮวาด้วยความประหลาดใจ ตั้งแต่เริ่มการทดสอบมา เขาเฝ้าสังเกตคนมาเป็นร้อยเป็นสองร้อยคนแล้ว แต่เพิ่งจะเคยเห็นแสงสีน้ำเงินเป็นครั้งแรกนี่แหละ
"เอ๊ะ รากวิญญาณธาตุสายฟ้ากลายพันธุ์... น่าเสียดาย รากวิญญาณนี่มันมีสีอื่นเจือปนมากเกินไป ไม่อย่างนั้นเจ้าคงได้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของที่นี่ไปแล้ว..." ผู้บำเพ็ญเพียรที่รับหน้าที่ทดสอบให้เกิ่งจี่ฮวาส่ายหน้า พยักพเยิดให้เกิ่งจี่ฮวาลงมา แล้วบอกว่า "ไม่ผ่าน คนต่อไป"