- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 96 ก้าวสู่ประตูเซียน
บทที่ 96 ก้าวสู่ประตูเซียน
บทที่ 96 ก้าวสู่ประตูเซียน
บทที่ 96 ก้าวสู่ประตูเซียน
"จะก้าวสู่ประตูเซียนได้ที่ไหน?" ตี้จิ่วพอจะรู้เรื่องการเข้าสำนักเซียนอยู่บ้าง
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เวลาที่สำนักบำเพ็ญเพียรบางแห่งเริ่มเปิดรับสมัครศิษย์จะเรียกว่าการเปิดประตูเซียน ส่วนสำหรับศิษย์ธรรมดาที่อยากเข้าสำนักบำเพ็ญเพียรจะเรียกว่าการก้าวสู่ประตูเซียน มีเพียงศิษย์ที่ได้รับคัดเลือกเท่านั้นจึงจะถือว่าก้าวสู่ประตูเซียนได้สำเร็จ
หญิงอัปลักษณ์ปรายตามองตี้จิ่วเรียบๆ แต่ก็ยอมอธิบาย "ครั้งนี้สำนักเซียนส่วนใหญ่ในแดนเหนือเปิดรับสมัครศิษย์ คนทั่วทั้งแดนเหนือต่างก็พากันไปเข้าร่วม ไม่อย่างนั้นข้าก็คงไม่มีปัญญาพูดว่าจะพาเจ้าไปหรอก"
เรื่องที่สำนักเซียนรับสมัครศิษย์ คนต่ำต้อยอย่างตี้จิ่วจะไม่รู้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เธอไม่ได้โกหกตี้จิ่ว หากไม่ใช่เพราะสำนักเซียนในแดนเหนือเปิดรับสมัครศิษย์ เธอก็คงไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างที่จะออกจากตระกูลจิ่ง ต่อให้ออกจากตระกูลจิ่งได้ เธอก็ไม่อาจปล่อยตี้จิ่วไปง่ายๆ เช่นกัน
ลูกไม้ตื้นๆ ของจงเฮ่อเทียนแห่งตระกูลจง ในสายตาของเธอมันช่างน่าขันสิ้นดี
ตี้จิ่วปะติดปะต่อเรื่องราวคร่าวๆ ได้แล้ว เดิมทีจงเฮ่อเทียนแห่งตระกูลจงต้องแต่งเข้าตระกูลจิ่งเพื่อแต่งงานกับหญิงอัปลักษณ์คนนี้ แต่จงเฮ่อเทียนไม่อยากมาที่นี่ก็เลยหาเขามาสวมรอยแทน ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ปิดบังหญิงอัปลักษณ์ตรงหน้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และเห็นได้ชัดว่าหญิงอัปลักษณ์คนนี้ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้เช่นกัน
โชคดีที่หญิงอัปลักษณ์คนนี้จิตใจไม่เลว ไม่เพียงแต่ไม่เอาเรื่องหัวขโมยอย่างเขาแต่ยังตั้งใจจะปล่อยเขาไปตอนที่ออกจากตระกูลจิ่งในอีกสามวันให้หลังด้วย
ส่วนเรื่องที่เขามาโผล่ที่ตระกูลจงได้อย่างไร จนสุดท้ายถูกจงเฮ่อเทียนจับมาสวมรอยเป็นเจ้าบ่าวแล้วส่งมาที่นี่ได้นั้น ในใจของตี้จิ่วพอจะมีภาพลางๆ แล้ว
ตอนที่เขาใช้มีดปังตอฟันลงไปบนอักขระค่ายกลของเสาหินค่ายกลสังหารในวังเทียนกัง เขาได้ยินเสียงหญิงสาวในโลงหยกตะโกนห้าม แต่ตอนนั้นเขาไม่สามารถหยุดยั้งสภาวะดาบได้แล้ว
ผู้หญิงในโลงหยกกลางตำหนักนั่นไม่รู้ว่าหลับใหลมานานกี่ปี นึกไม่ถึงว่าจะยังตื่นขึ้นมาได้ เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว การที่เขามาตกอยู่ที่ตระกูลจง เป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นฝีมือของผู้หญิงคนนั้น ที่นี่ต้องไม่ใช่ดาวนางฟ้าแน่ๆ จากความรู้ที่ตี้จิ่วมี วิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่งก็คือการเทเลพอร์ตเคลื่อนย้าย
บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจจะโยนเขาเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายทางเดียว แล้วบังเอิญมาโผล่ที่ตระกูลจง ผลก็คือคนตระกูลจงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นขโมย
แม้ตี้จิ่วจะเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับสี่ แต่เขาก็ไม่เคยไปสัมผัสโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงมาก่อน เขาจึงไม่รู้เลยว่าด้วยระดับพลังเพียงน้อยนิดของเขา หากใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายทางเดียวโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดๆ โอกาสที่จะถูกมิติอันเวิ้งว้างฉีกกระชากจนแหลกละเอียดนั้นมีสูงเกินกว่าเก้าในสิบส่วน
"ขอบใจเจ้ามากที่ไม่เปิดโปงข้า ข้าชื่อตี้จิ่ว" เมื่อตี้จิ่วเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาก็รีบประสานมือกล่าวขอบคุณหญิงอัปลักษณ์ทันที
หญิงอัปลักษณ์เอ่ยอย่างราบเรียบ "ไม่เป็นไรหรอก ที่จริงเจ้าก็ถือว่าได้ช่วยข้าไว้เหมือนกัน ถ้าจงเฮ่อเทียนมาที่นี่จริงๆ สำหรับข้าแล้วมันคงเป็นเรื่องยุ่งยากกว่านี้มาก"
หญิงอัปลักษณ์คนนี้คิดเหมือนจงเฮ่อเทียนจริงๆ ด้วย เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานกับอีกฝ่าย ตี้จิ่วจึงรีบถามขึ้น "ยังไม่ทราบเลยว่าพี่สาวมีนามว่าอะไร?"
"ข้าชื่อจิ่งมั่วซวง" หลังจากหญิงอัปลักษณ์พูดจบ เธอก็เหมือนจะกลัวตี้จิ่วไม่เข้าใจจึงจงใจอธิบายเพิ่มอีกประโยค "คำว่าซวง ที่แปลว่าคู่ ไม่ใช่ซวง ที่แปลว่าน้ำค้างแข็ง"
"พี่ซวง ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านช่วยสักหน่อย ท่านพาข้าไปดูที่ลานทดสอบเข้าสำนักเซียนด้วยได้ไหม?" ตี้จิ่วไม่เข้าใจว่าทำไมจิ่งมั่วซวงถึงต้องจงใจอธิบายคำว่าซวงด้วยแต่เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ สิ่งที่เขาใส่ใจก็คือไม่ว่าตอนนี้เขาจะมาอยู่ที่ไหน เขาสามารถเข้าร่วมสำนักเซียนได้หรือไม่
ตามความเข้าใจเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของตี้จิ่วนั้น หากไม่เข้าสำนักเซียนก็จะเป็นได้เพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ในประวัติศาสตร์การบำเพ็ญเพียร นอกเสียจากผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรบางคนที่มีวาสนาครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรส่วนใหญ่ล้วนไปได้ไม่ไกลนัก
"เจ้าอยากเข้าสำนักเซียนงั้นรึ?" จิ่งมั่วซวงมองตี้จิ่วด้วยความประหลาดใจ
ตี้จิ่วถูมือไปมาอย่างเก้อเขิน "ใช่ ข้าก็อยากไปลองเสี่ยงดวงดูเหมือนกัน ถ้าไม่ผ่านจริงๆ ค่อยว่ากันอีกที"
จิ่งมั่วซวงเป็นคนนิสัยเด็ดขาด เธอลุกขึ้นยืนทันที "ตกลง งั้นรอไปถึงลานทดสอบเข้าสำนักเซียนพวกเราค่อยแยกย้ายกัน อ้อ แล้วก็... เจ้าเรียกชื่อข้าตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่ซวงหรอก"
มองดูจิ่งมั่วซวงที่ลุกขึ้นยืน ตี้จิ่วก็ลอบถอดถอนใจ รูปร่างของจิ่งมั่วซวงคนนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาผู้หญิงทั้งหมดที่เขาเคยพบเจอมา ต่อให้สวมใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดาๆ ก็ยังสามารถขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอันไร้ที่ติของลูกผู้หญิงออกมาได้อย่างหมดจด แม้แต่เจินม่านที่เขาเคยคะนึงหาในวันวานก็ยังเทียบกับเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
สวรรค์ช่างเล่นตลก ประทานรูปร่างอันสมบูรณ์แบบมาให้แต่กลับประทานใบหน้าเช่นนี้มาให้เธอแทน ด้วยระดับวิชาแพทย์ของตี้จิ่วย่อมมองออกในพริบตาว่าใบหน้าของจิ่งมั่วซวงถูกคนทำลาย และตอนที่ใบหน้าถูกทำลายนั้นยังมีการใช้พิษกัดกร่อนผิวหนังอีกด้วย
ต่อให้เป็นฝีมือระดับเขาก็ยังไม่อาจฟื้นฟูใบหน้าของจิ่งมั่วซวงให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
ไม่ใช่ว่าวิชาแพทย์ของเขาไม่เก่งกาจแต่เป็นเพราะเขาไม่มีสมุนไพรสำหรับฟื้นฟูรูปโฉมต่างหาก เขาเคยเห็นสมุนไพรชนิดหนึ่งในตำราแพทย์ที่เรียกว่าผลฟ่านฮุ่ย สามารถนำมาปรุงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้าก็จะสามารถลบรอยแผลเป็นได้ทุกชนิด สมุนไพรชนิดนี้เขาเคยแต่ได้ยินชื่อทว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน
"เจ้านอนเตียงใหญ่เถอะ ข้าจะพักอยู่ข้างๆ นี้เอง" จิ่งมั่วซวงพูดจบก็ยกมือกดลงที่ข้างเตียง ม่านสายหนึ่งก็ถูกดึงปิดลงมาโดยอัตโนมัติ
จิ่งมั่วซวงหายเข้าไปหลังม่าน จากนั้นก็ไม่มีสรรพเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาอีกเลย
ผู้หญิงคนนี้ช่างได้รับการอบรมมาดีเสียจริง ตี้จิ่วคิดในใจ ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ การที่จิ่งมั่วซวงยอมพาเขาไปด้วยก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าจิ่งมั่วซวงไม่ได้มองว่าเขาต่ำต้อยกว่ามิหนำซ้ำยังสละเตียงให้เขานอนอีก
ตี้จิ่วลองโคจรพลังดู แต่เส้นลมปราณของเขาขาดสะบั้นจึงไม่อาจโคจรพลังตามวิถีโคจรได้เลย เขาถอนหายใจ ทำได้เพียงพักฟื้นร่างกายให้หายดีเสียก่อนค่อยว่ากัน
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตลอดสามวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจิ่งมั่วซวงหรือตี้จิ่วต่างก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนหอแห่งนี้เลย จิ่งมั่วซวงเป็นคนพูดน้อย นอกจากคุยกับตี้จิ่วไม่กี่ประโยคในคืนเข้าหอแล้วตลอดสามวันมานี้เธอไม่ปริปากพูดกับตี้จิ่วอีกเลย
ในสายตาของคนนอกคงคิดว่าคู่ข้าวใหม่ปลามันคู่นี้กำลังรักใคร่กลมเกลียวกันอยู่เป็นแน่ มีเพียงตี้จิ่วที่รู้ดีว่าตลอดสามวันนี้เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากการพยายามซ่อมแซมเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ตี้จิ่วดีใจก็คือ หลังจากผ่านไปสามวัน ในที่สุดเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นของเขาก็เริ่มสมานตัวอย่างช้าๆ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการซ่อมแซมของเขาเลยแต่มันเป็นการสมานตัวโดยอัตโนมัติ หินสีเทาก้อนนั้นช่างเป็นของวิเศษที่ฝืนลิขิตสวรรค์จริงๆ แม้แต่เส้นลมปราณขาดสะบั้นก็ยังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการรักษา
ในฐานะปรมาจารย์ด้านการแพทย์ ตี้จิ่วย่อมรู้ดีกว่าใครว่าการฟื้นฟูเส้นลมปราณนั้นยากเข็ญเพียงใด
สามวันให้หลัง จิ่งมั่วซวงแค่ออกไปบอกกล่าวเรื่องราว ไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนพอกลับมาเธอก็พาตี้จิ่วเดินออกจากตระกูลจิ่งไปอย่างง่ายดาย
ตี้จิ่วยังแอบกังวลว่าจะมีคนจำได้ว่าเขาไม่ใช่จงเฮ่อเทียนแห่งตระกูลจง แต่ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเขากังวลมากเกินไป ตอนที่จิ่งมั่วซวงจากมา ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มาส่งอย่าว่าแต่จะมีใครมาตรวจสอบตัวตนของเขาเลย ดูเหมือนว่างานแต่งงานอันครึกครื้นเมื่อไม่กี่วันก่อนจะไม่ใช่งานแต่งงานของจิ่งมั่วซวงคนนี้เสียด้วยซ้ำ
...
หลังจากเดินทางออกมาจากตระกูลจิ่งได้ระยะหนึ่ง ความรู้สึกอึดอัดของตี้จิ่วก็ผ่อนคลายลงบ้าง จนกระทั่งได้ขึ้นไปนั่งบนรถเทียมสัตว์อสูรกับจิ่งมั่วซวง ตี้จิ่วก็อดรนทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้น "มั่วซวง สถานที่ทดสอบเข้าสำนักเซียนอยู่ที่ไหนงั้นหรือ? พวกเราต้องเดินทางอีกนานแค่ไหน?"
คราวนี้ไม่ต้องรอให้จิ่งมั่วซวงตอบ ชายชราอีกคนบนรถก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน "การทดสอบเข้าสำนักเซียนของแดนเหนือในครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองจี้ชวน นั่งรถเทียมสัตว์อสูรไปประมาณหนึ่งวันก็ถึงแล้ว"
"ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าการทดสอบเข้าสำนักเซียนครั้งก่อนๆ ล้วนจัดขึ้นที่เมืองฮวง ถ้าเป็นเมืองฮวงล่ะก็พวกเราต้องออกเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือนถึงจะไปถึง" มีคนพูดสนับสนุนขึ้นมาอีกประโยค
เดิมทีเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน แต่พอได้จับเข่าคุยกันหัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องที่สำนักเซียนเปิดรับสมัครศิษย์
ตี้จิ่วคอยนั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อย อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าครั้งนี้มีสำนักเซียนเดินทางมาที่เมืองจี้ชวนกว่าสิบสำนัก และยังมีสำนักเซียนขนาดใหญ่อีกสองสำนักด้วย
เมื่อพลบค่ำมาเยือน รถเทียมสัตว์อสูรที่ตี้จิ่วนั่งมาก็เดินทางมาถึงเมืองจี้ชวน
แม้ท้องฟ้าจะมืดมิดแล้วแต่เมืองจี้ชวนก็ยังคงคึกคักจอแจ แสงไฟสว่างไสวอาบย้อมไปทั่วทั้งเมืองราวกับว่าเมืองนี้เพิ่งจะตื่นจากการหลับใหล ถนนทุกสายเนืองแน่นไปด้วยผู้คนขวักไขว่ ร้านรวงทั้งสองฝั่งถนนดูเหมือนจะขายดิบขายดีกันทุกร้าน
จิ่งมั่วซวงก้าวลงจากรถเทียมสัตว์อสูร เธอหยิบถุงเงินสีดำใบหนึ่งส่งให้ตี้จิ่วพลางกล่าว "พวกเราแยกย้ายกันตรงนี้เถอะ การทดสอบเข้าสำนักเซียนจะจัดขึ้นต่อเนื่องสามวัน ขอให้เจ้าโชคดีได้เข้าสำนักเซียนนะ"
ตี้จิ่วในตอนนี้เรียกได้ว่าหมดเนื้อหมดตัว เขากำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะไปหาเงินจากไหน จิ่งมั่วซวงก็ยื่นถุงเงินมาให้พอดี เขาจึงรับมาอย่างไม่เกรงใจ "มั่วซวง ขอบใจเจ้ามากนะ ขอให้เจ้าโชคดีได้เข้าสำนักเซียนระดับหนึ่งเช่นกัน"
จากที่ได้ฟังมามากมายบนรถบวกกับความรู้ที่ตัวเองมี ตี้จิ่วก็ไม่กังวลเรื่องการเข้าสำนักเซียนเลย สำนักเซียนรับสมัครศิษย์ สิ่งแรกที่พวกเขาให้ความสำคัญก็คือรากวิญญาณดีหรือไม่ดี หลังจากได้หินสีเทามาตี้จิ่วก็มั่นใจว่ารากวิญญาณของเขาต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาคงไม่พุ่งพรวดพราดขนาดนี้
จิ่งมั่วซวงไม่ได้พูดอะไรกับตี้จิ่วให้มากความ เธอรีบแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนแล้วหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว