- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 14 ปิดฉากความทรงจำ
บทที่ 14 ปิดฉากความทรงจำ
บทที่ 14 ปิดฉากความทรงจำ
บทที่ 14 ปิดฉากความทรงจำ
เมื่อได้ยินตี้จิ่วถามถึงอาการป่วยของตัวเอง เสิ่นจื่ออวี่ก็รู้ได้ทันทีว่าตี้จิ่วน่าจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วย อันที่จริงตี้จิ่วรู้เรื่องอาการป่วยของเธอดี แถมยังเคยบอกด้วยซ้ำว่าจะไปหาดอกหงเซวียมาให้เธอ
"โรคของฉันคือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันน่ะ..." พูดถึงตรงนี้เสิ่นจื่ออวี่ก็อธิบายเพิ่มอีกนิด "ก็คือหัวใจจะหยุดทำงานไปดื้อๆ เมื่อไหร่ก็ได้ บางทีก็หยุดไปแป๊บเดียว บางทีก็หยุดไปนานเลย ถ้าหยุดนานเกินไป ต่อให้ช่วยชีวิตก็คงไม่ทันแล้ว..."
เมื่อเสิ่นจื่ออวี่พูดมาถึงตรงนี้ ตี้จิ่วก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ทันที อาการป่วยของเสิ่นจื่ออวี่ ในทวีปอารันต์เรียกว่าโรครั่วไหลของชีวิต
ตี้จิ่วเป็นถึงปรมาจารย์แพทย์ในแคว้นจี้ เขาย่อมรู้ดีว่าโรคนี้มันน่ากลัวขนาดไหน
โรครั่วไหลของชีวิตเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรคสูญเสียพลังชีวิต อาการที่แสดงออกมาไม่ได้มีแค่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเท่านั้น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่เสิ่นจื่ออวี่พูดถึงเป็นเพียงหนึ่งในอาการของโรคนี้เท่านั้น คนที่ป่วยเป็นโรคนี้อย่างมากก็อยู่ได้ไม่เกินสามสิบหกปี
แม้แต่ในแคว้นจี้ คนที่ป่วยเป็นโรคสูญเสียพลังชีวิตก็ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามยถาธรรม คนที่โชคดีหน่อยก็อาจจะอยู่ได้จนถึงอายุสามสิบหกปี ส่วนคนที่โชคร้ายก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อ อาการแบบนี้การแพทย์แผนตะวันตกไม่สามารถรักษาได้
ในแคว้นจี้ไม่มีการแบ่งแยกการแพทย์แผนตะวันตกหรือแผนจีน เทคโนโลยีของแคว้นจี้ก็ล้ำหน้ากว่าโลกอยู่แล้ว วิธีการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่เชื้อโรคย่อมมีมากกว่า ทว่าโรครั่วไหลของชีวิตนี้สามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรธรรมชาติเท่านั้น และดอกหงเซวียก็เป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาโรครั่วไหลของชีวิตได้จริงๆ
ดอกหงเซวียนั้นประเมินค่าไม่ได้และหายากยิ่งนัก
สิ่งเดียวที่ตี้จิ่วไม่เข้าใจก็คือ ทำไมอดีตชาติของเขาถึงรู้ว่าดอกหงเซวียเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาโรครั่วไหลของชีวิตได้? สมุนไพรอย่างดอกหงเซวียเนี่ย ขนาดในแคว้นจี้ก็ยังมีแค่แพทย์บางคนเท่านั้นที่รู้จัก
เมื่อเห็นตี้จิ่วนิ่งเงียบไป เสิ่นจื่ออวี่ก็หยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่ข้างเตียงแล้วยื่นให้ตี้จิ่ว "ในนี้มีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง รหัสผ่านคือเลขหนึ่งทั้งหมด คุณรีบไปจากเมืองลั่วจินก่อนเถอะนะ"
"ขอบคุณนะ" ตี้จิ่วรับบัตรธนาคารมาอย่างไม่เกรงใจ
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทิ้งดอกหงเซวียไว้ให้เสิ่นจื่ออวี่ เขาไม่รู้หรอกว่าในบัตรธนาคารใบนี้มีเงินอยู่เท่าไหร่ แต่เขามั่นใจว่าต่อให้เสิ่นจื่ออวี่จะให้บัตรแบบนี้มาสักร้อยใบ ก็คงซื้อดอกหงเซวียของเขาไม่ได้หรอก
เมื่อเห็นตี้จิ่วรับบัตรธนาคารไป เสิ่นจื่ออวี่ก็ชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีเธอคิดว่าตี้จิ่วจะไม่ยอมรับบัตรใบนี้เสียอีก และเธอก็เตรียมคำพูดมากมายเพื่อโน้มน้าวให้เขารับมันไป ทว่าเธอกลับไม่คิดเลยว่าตี้จิ่วจะรับบัตรใบนี้ไปอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
บางทีจุดประสงค์ที่เขาขอหย่าในตอนนั้น เธออาจจะคิดผิดไปก็ได้...
ความคิดของเสิ่นจื่ออวี่ย้อนกลับไปในวันที่ตี้จื่อมั่วขอหย่า วันนั้นผลตรวจดีเอ็นเอของตี้จื่อมั่วออกมาพอดี เขาไม่ใช่ลูกชายของตี้เหวินเฉิง และสูญเสียสิทธิ์ในการสืบทอดธุรกิจของตระกูลตี้ไป
แม้ว่าตี้จื่อมั่วกับเธอ หรือแม้แต่คนนอกหลายคนจะรู้ดีว่า สาเหตุที่เสิ่นจื่ออวี่ยอมแต่งงานกับตี้จื่อมั่ว ก็เพื่อต้องการให้ตระกูลตี้เข้ามาช่วยเหลือตระกูลเสิ่นที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต แต่เสิ่นจื่ออวี่ก็ยอมรับในโชตชะตาแล้ว เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ในเมื่อแต่งงานกับตี้จื่อมั่วแล้ว เธอจะไม่มีวันแต่งงานกับคนอื่นอีก
เสิ่นจื่ออวี่รู้ดีว่าตี้จื่อมั่วชอบเธอมาก ดังนั้นหลังจากที่ตี้จื่อมั่วถูกตระกูลตี้ทอดทิ้ง เธอก็เป็นฝ่ายบอกตี้จื่อมั่วเองว่าเธอจะไม่ทิ้งเขา เพราะเธอเองก็เป็นคนป่วยเหมือนกัน
โรคของเธอคือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งบนโลกใบนี้ถือเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย
อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับต้องมาเป็นโรคร้าย เสิ่นจื่ออวี่ย่อมไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา โรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลกต่างก็รักษาไม่หาย เธอจึงดั้นด้นไปที่อารามสิ้นทรงจำเพื่อสอบถามหลวงจีนหงเฉิน เจ้าอาวาสของอารามสิ้นทรงจำ ว่ากันว่าหลวงจีนหงเฉินเป็นผู้ทรงศีลที่บรรลุธรรม และเคยรักษาผู้นำตระกูลไอมอร์ฮวาซึ่งเป็นตระกูลชั้นนำของอิตาลีมาแล้ว
เรื่องแบบนี้มีเพียงคนในตระกูลใหญ่ๆ บางตระกูลเท่านั้นที่รู้ ประกอบกับหลวงจีนหงเฉินมักจะออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ตลอดทั้งปี ต่อให้คุณไปพักอยู่ที่อารามสิ้นทรงจำเป็นปีๆ ก็ใช่ว่าจะได้พบกับหลวงจีนหงเฉิน
เธอโชคดีมากที่ไปอารามสิ้นทรงจำแล้วได้พบกับหลวงจีนหงเฉินพอดี
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังจำได้ดีว่า หลวงจีนเจ้าอาวาสเพียงแค่มองเธอแวบเดียวก็รู้ถึงอาการป่วยของเธอแล้ว แถมยังบอกเธออีกว่า มีเพียงดอกหงเซวียเท่านั้นที่สามารถรักษาโรคของเธอให้หายขาดได้
ดอกหงเซวียคืออะไร เสิ่นจื่ออวี่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
ตอนที่เธอถามท่านเจ้าอาวาสว่าสามารถหาดอกหงเซวียได้ที่ไหน ท่านเจ้าอาวาสหลับตาลงและนิ่งเงียบไปเกือบสิบนาทีเต็ม จากนั้นถึงได้ลืมตาขึ้นมองเธอแล้วถอนหายใจพลางกล่าวว่า "บนโลกใบนี้น่าจะไม่มีดอกหงเซวียอีกแล้วล่ะ"
เสิ่นจื่ออวี่ลืมไปแล้วว่าตอนนั้นเธอเดินออกมาจากอารามสิ้นทรงจำได้อย่างไร ตอนที่ตี้จื่อมั่วถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ผู้สืบทอดของบริษัทยาสกุลตี้ เธอไม่อยากให้ตี้จื่อมั่วต้องถูกกระทบกระเทือนจิตใจไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจบอกความจริงกับตี้จื่อมั่วอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอไม่ได้ชอบตี้จื่อมั่ว ขอแค่ตี้จื่อมั่วไม่ใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยากับเธอ เธอก็ไม่คิดจะหย่ากับเขา
นอกจากนี้เธอยังบอกตี้จื่อมั่วด้วยว่า เธอเป็นโรคร้ายแรง มีเพียงดอกหงเซวียที่สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วเท่านั้นที่รักษาได้ และในเมื่อดอกหงเซวียสูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว ชีวิตของเธอก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน การที่ตระกูลเสิ่นให้เธอแต่งงานออกมา ก็เป็นเพียงการหลอกใช้เท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ ต่างคนต่างก็ตกระกำลำบากเหมือนกัน ตี้จื่อมั่วก็ไม่จำเป็นต้องสิ้นหวังเพียงเพราะสูญเสียสิทธิ์ในการสืบทอดตระกูลตี้ไปหรอก
แต่หลังจากที่เธอพูดเรื่องพวกนี้ออกไป ตี้จื่อมั่วกลับยืนกรานที่จะหย่ากับเธอให้ได้
การที่ตี้จื่อมั่วยืนกรานจะหย่ากับเธอ ตอนนั้นเสิ่นจื่ออวี่รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เธอมั่นใจว่าตี้จื่อมั่วแคร์เธอมากเกินไป ดังนั้นพอตี้จื่อมั่วรู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์สืบทอด และเธอก็ไม่ได้ชอบเขา เขาจึงตัดสินใจปล่อยเธอไป เพื่อคืนอิสระให้กับเธอ
เสิ่นจื่ออวี่รู้ดีว่าต่อให้ตี้จื่อมั่วจะหย่ากับเธอ แต่ตระกูลเสิ่นก็คงจับเธอไปแต่งงานกับตี้จื่อเหิง น้องชายของตี้จื่อมั่วอยู่ดี ทว่าความปรารถนาดีของตี้จื่อมั่วในครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ
หลังจากหย่ากัน ตี้จื่อมั่วก็หายตัวไป
การกลับมาของตี้จื่อมั่วในครั้งนี้ การที่เขารับบัตรธนาคารของเธอไปอย่างไม่ลังเล ทำให้เธอนึกถึงคำพูดติดตลกที่ตี้จื่อมั่วเคยพูดไว้ตอนที่ขอหย่าว่า 'ขอแค่ผมหย่ากับคุณ ตระกูลเสิ่นของคุณก็ต้องให้เงินผมก้อนโตเลยนะ ตอนนี้ผมไม่ใช่ผู้สืบทอดของตระกูลตี้แล้ว เงินพวกนี้มันสำคัญกับผมมากเลยนะจะบอกให้'
ด้วยความที่เธอรู้จักตี้จื่อมั่วดี เธอจึงคิดว่าตี้จื่อมั่วไม่มีทางหย่ากับเธอเพราะเรื่องเงินหรอก แต่น่าจะเป็นเพราะไม่อยากให้เธอต้องมาตกระกำลำบากไปด้วย หรือไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกลำบากใจต่างหาก
แต่ดูเหมือนว่าตอนนั้นเธออาจจะเดาผิดไปจริงๆ ตี้จื่อมั่วพูดความจริงต่างหาก
อันที่จริงการแต่งงานระหว่างเธอกับตี้จื่อมั่วมันก็เป็นแค่พิธีการเท่านั้น หลังจากสูญเสียตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลตี้ไป เพื่อแลกกับเงินของตระกูลเสิ่น การที่ตี้จื่อมั่วเลือกที่จะหย่ากับเธอก็มีความเป็นไปได้สูงมาก และอันที่จริงนี่ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าตระกูลเสิ่นจะยอมจ่ายเงินให้ตี้จื่อมั่วเพื่อแลกกับการหย่ากับเธอหรือไม่นั้น เสิ่นจื่ออวี่ไม่เคยสงสัยเลยสักนิด เสิ่นจื่ออวี่ยังพอมีความสำคัญในตระกูลเสิ่นอยู่บ้าง แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องยอมเสียสละตัวเองเพื่อตระกูลเสิ่น
ลึกๆ ในใจของเสิ่นจื่ออวี่จู่ๆ ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ต่อให้เธอจะไม่ได้ชอบตี้จื่อมั่ว แต่การที่ตี้จื่อมั่วชอบเธอ เธอก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่พอตอนนี้มารู้ว่าที่ตี้จื่อมั่วทำไปไม่ใช่เพราะชอบเธอ แต่เป็นเพราะเหตุผลอื่น แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้ แต่เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังและทำใจยอมรับได้ยากอยู่ดี
"คุณไปเถอะ ฉันคงไม่ไปส่ง..." เสิ่นจื่ออวี่ตั้งสติได้ เธอยังพูดไม่ทันจบก็รู้สึกหน้ามืดและล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
ในขณะนั้นตี้จิ่วเพิ่งจะหยิบกล่องไม้ออกมา พอเห็นเสิ่นจื่ออวี่หมดสติไป เขาก็รีบพุ่งเข้าไปประคองเธอไว้ทันที
ความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยเข้าจมูก เมื่อมองในระยะประชิดแบบนี้ตี้จิ่วก็ยิ่งเห็นใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของเสิ่นจื่ออวี่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งพอนึกถึงรูปร่างอันสมบูรณ์แบบของเธอ ในใจเขาก็แอบคิดว่า ไม่แปลกใจเลยที่อดีตชาติของเขาถึงกับยอมแลกชีวิตเพื่อเสิ่นจื่ออวี่ ผู้หญิงคนนี้สวยมากจริงๆ
ทว่าต่อให้จะหลงใหลเสิ่นจื่ออวี่มากแค่ไหน นั่นก็เป็นเรื่องของอดีตชาติ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาในชาตินี้เลย
ตี้จิ่วรู้ดีว่าที่เสิ่นจื่ออวี่หมดสติไปเป็นเพราะโรครั่วไหลของชีวิตกำเริบ เขาไม่ได้ปลุกเสิ่นจื่ออวี่ให้ตื่น แต่กลับเปิดกล่องไม้ออก เลิกเสื้อของเสิ่นจื่ออวี่ขึ้น แล้วนำดอกหงเซวียวางทาบลงบนกลางหลังของเธอ จากนั้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งกดดอกหงเซวียไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เริ่มกดจุดต่างๆ บนร่างของเสิ่นจื่ออวี่อย่างต่อเนื่อง
ดอกหงเซวียไม่ได้ใช้กินโดยตรง แต่ต้องใช้เข็มทองส่งผ่านตัวยาเข้าสู่ร่างกาย
ระดับของตี้จิ่วเทียบเท่ากับปรมาจารย์แพทย์แล้ว ต่อให้ไม่มีเข็มทอง เขาก็สามารถใช้วิธีกดจุดเพื่อทำให้ตัวยาของดอกหงเซวียซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเสิ่นจื่ออวี่ได้
เพียงสิบกว่านาที ดอกหงเซวียที่แนบอยู่บนกลางหลังของเสิ่นจื่ออวี่ก็เหี่ยวแห้งและเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แม้เสิ่นจื่ออวี่จะยังไม่ฟื้น แต่ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว
ตี้จิ่วโยนดอกหงเซวียที่แห้งเหี่ยวทิ้งลงบนพื้น จากนั้นก็ดึงเสื้อของเสิ่นจื่ออวี่ลง แล้วประคองเธอให้นอนลงบนเตียงตามเดิม
การใช้ดอกหงเซวียหนึ่งต้นที่ได้มาจากอดีตชาติเพื่อช่วยชีวิตเสิ่นจื่ออวี่ ถือเป็นการปิดฉากการเสียสละของอดีตชาติที่มีต่อคนที่เขารัก หลังจากเดินออกจากห้องนี้ไป เขากับเสิ่นจื่ออวี่ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป