- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 13 ทำไมถึงต้องแต่งงานกับคุณ
บทที่ 13 ทำไมถึงต้องแต่งงานกับคุณ
บทที่ 13 ทำไมถึงต้องแต่งงานกับคุณ
บทที่ 13 ทำไมถึงต้องแต่งงานกับคุณ
โรงพยาบาลลั่วคังอยู่ไม่ไกลจากที่พักของตี้จิ่วมากนัก นั่งรถเพียงสิบกว่านาทีก็มาถึง
ห้องพักผู้ป่วยของเสิ่นจื่ออวี่เป็นห้องวีไอพีระดับเฟิร์สคลาสบนชั้นดาดฟ้า ทันทีที่ตี้จิ่วเดินเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เขามองเห็นก็คือเสิ่นจื่ออวี่ที่กำลังนั่งพิงอยู่บนเตียงผู้ป่วย
เสิ่นจื่ออวี่ถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือ ดูเหมือนเธอกำลังเหม่อลอย
เสียงเปิดประตูของหญิงสาวที่พาตี้จิ่วมาทำให้เสิ่นจื่ออวี่หลุดออกจากภวังค์ เธอวางหนังสือในมือลง ยิ้มให้ตี้จิ่วบางๆ แล้วหันไปพูดกับหญิงสาวคนนั้น "ป้าฟาง ขอบคุณมากนะคะ รบกวนช่วยปิดประตูให้ด้วย ฉันมีเรื่องจะคุยกับจื่อมั่วสักหน่อย"
"ค่ะ" ป้าฟางรับคำก่อนจะเดินถอยหลังออกไปพร้อมกับปิดประตูให้สนิท
"คุณป่วยเหรอ?" ตี้จื่อมั่วกวาดสายตามองเสิ่นจื่ออวี่ที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามสั้นๆ
"โรคเก่ากำเริบน่ะ คุณก็รู้นี่ ไม่มีอะไรต้องพูดถึงหรอก ที่ฉันเรียกคุณมาคราวนี้ก็เพราะอยากจะให้คุณไปจากเมืองลั่วจิน..."
"ไปจากเมืองลั่วจิน ทำไมล่ะ?" ตี้จิ่วพูดแทรกขึ้นมา
เสิ่นจื่ออวี่ถอนหายใจ เธอมองตี้จิ่วพลางเอ่ยถาม "ฉันได้ยินจากเหลียงเชี่ยนว่าคุณหกล้มมาเหรอ?"
"ใช่ ผมหกล้มที่เทือกเขาสิ้นทรงจำน่ะ สมองก็เลยได้รับการกระทบกระเทือนนิดหน่อย ทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป ว่าแต่ทำไมผมต้องไปจากเมืองลั่วจินด้วยล่ะ?" ตี้จิ่วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ให้มากความ
เสิ่นจื่ออวี่จ้องมองตี้จิ่วพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ "จื่อมั่ว ฉันรู้ว่าคุณชอบฉันมาก ถึงขั้นรักฉันเลยด้วยซ้ำ ฉันขอโทษจริงๆ นะ..."
ตี้จิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย รักคุณเนี่ยนะ? เขาแอบคิดในใจว่าถึงเสิ่นจื่ออวี่จะสวยมากก็เถอะ แต่แบบนี้มันหลงตัวเองเกินไปหน่อยหรือเปล่า? เขาไปรักเสิ่นจื่ออวี่ตั้งแต่ตอนไหนกัน? ต่อให้เขาในอดีตชาติกับเสิ่นจื่ออวี่จะหย่ากัน เขาก็เป็นฝ่ายขอหย่าเองไม่ใช่เหรอ ไม่อย่างนั้นเสิ่นจื่ออวี่คงไม่พูดหรอกว่าเขาเป็นคนเตะเธอทิ้ง
ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาเคยชอบก็คือเจินม่าน และต่อให้เป็นเจินม่าน ในตอนท้ายที่เขาเห็นเธอเดินเคียงคู่ไปกับผู้ชายคนอื่นในนครมุกดา เขาก็ตัดใจจากความรักในวัยหนุ่มไปจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้คลั่งรักคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ชอบเสิ่นจื่ออวี่งั้นเหรอ? อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่มีความคิดแบบนั้นอยู่ในหัวเลยสักนิด
"คุณจำเรื่องที่เราแต่งงานกันไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ?" เสิ่นจื่ออวี่เห็นตี้จิ่วขมวดคิ้วก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ใช่ครับ ถ้าคุณไม่รังเกียจ ช่วยเล่าเรื่องระหว่างเราให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?" ตี้จิ่วพูดด้วยความคาดหวังเล็กน้อย เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอดีตชาติของตัวเองได้รักผู้หญิงตรงหน้านี้จริงๆ หรือเปล่า
"แล้วเรื่องฐานะของตัวเองล่ะ คุณยังจำได้ไหม?" เมื่อได้ยินคำพูดของตี้จิ่ว เสิ่นจื่ออวี่ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
ในสายตาของเธอ ตี้จื่อมั่วก็ดูปกติดีทุกอย่างนี่นา แล้วทำไมจู่ๆ ถึงสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปได้ล่ะ?
ตี้จิ่วยกมือขึ้นลูบหัวแก้เก้อ "ผมจำได้ลางๆ แค่ว่าตัวเองมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทยาสกุลตี้ แล้วก็เหมือนจะเป็นผู้สืบทอดด้วยมั้ง... ก็จำได้แค่นี้แหละ อย่างอื่นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่แล้ว"
พูดกันตามตรง สาเหตุที่เขาตอบไปแบบนี้ ก็เป็นเพราะเมื่อไม่นานมานี้มีผู้หญิงท่าทางหยิ่งยโสคนหนึ่งเอาหนังสือสัญญาโอนสิทธิ์การสืบทอดบริษัทยาสกุลตี้มาให้เขาเซ็น ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทยาสกุลตี้คืออะไร
เมื่อสัมผัสได้ว่าตี้จิ่วไม่ได้โกหก เสิ่นจื่ออวี่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สายตาที่เธอมองตี้จิ่วแฝงไปด้วยความเวทนาสงสาร ผ่านไปกว่าสิบวินาที เธอถึงค่อยๆ เอ่ยปากพูด "ประธานกรรมการของบริษัทยาสกุลตี้คือตี้เหวินเฉิง บริษัทนี้เป็นหนึ่งในห้าร้อยบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก และติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกในอุตสาหกรรมยา ตี้เหวินเฉิงมีลูกชายสองคน คนหนึ่งเป็นลูกแท้ๆ ส่วนอีกคนเป็นลูกบุญธรรม..."
"ลูกชายสองคนที่ว่าคือผมกับตี้จื่อเหิงใช่ไหม?" ตี้จิ่วได้ยินดังนั้นก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบถามแทรกขึ้นมา
เสิ่นจื่ออวี่พยักหน้า "ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้ลืมเรื่องพวกนี้ไปซะหมดนะ ใช่แล้ว คือคุณกับตี้จื่อเหิงนั่นแหละ แถมตี้เหวินเฉิงก็เลี้ยงดูคุณในฐานะลูกแท้ๆ มาตลอด ส่วนตี้จื่อเหิงคือลูกที่ถูกรับมาเลี้ยง เรื่องนี้แทบทุกคนก็รู้ดีและไม่มีใครเคยสงสัยเรื่องนี้เลยสักนิด"
เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นจื่ออวี่ ตี้จื่อมั่วก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาลางๆ
"แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากเราแต่งงานกันได้ไม่นาน ผลตรวจดีเอ็นเอของคุณกับตี้จื่อเหิงก็ออกมาว่า ตี้จื่อเหิงต่างหากที่เป็นลูกชายสายเลือดแท้ๆ ของตี้เหวินเฉิงแห่งบริษัทยาสกุลตี้ ตอนแรกก็คิดว่าคงมีอะไรผิดพลาด แต่หลังจากเปลี่ยนสถาบันตรวจที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือไปหลายแห่ง ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม คุณต่างหากที่เป็นลูกบุญธรรม ส่วนตี้จื่อเหิงคือลูกแท้ๆ ของตี้เหวินเฉิง" เสิ่นจื่ออวี่ทอดถอนใจพลางเล่า
ตี้จิ่วไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยสักนิด สำหรับเขาแล้ว การไม่ได้เป็นลูกชายแท้ๆ ของตี้เหวินเฉิงกลับทำให้เขารู้สึกสบายใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
ติดอันดับหนึ่งในห้าร้อยบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกแล้วมันวิเศษนักหรือไง? ตอนที่เขาอยู่แคว้นจี้ ตระกูลตี้ก็เป็นถึงขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นไม่ใช่เหรอ? แต่ถึงอย่างนั้น บทจะถูกฆ่าล้างตระกูลก็ถูกฆ่าล้างตระกูลไปง่ายๆ ไม่ใช่หรือไง? สำหรับตี้จิ่วในตอนนี้ ชะตากรรมของเขาต้องอยู่ในกำมือของเขาเอง ไม่ใช่พึ่งพาการสืบทอดมรดกจากตระกูล
เขาแอบเดาอยู่ในใจว่า สาเหตุที่เสิ่นจื่ออวี่ยอมแต่งงานกับเขา เป็นเพราะเบื้องหลังของเขามีบริษัทยาสกุลตี้หนุนหลังอยู่หรือเปล่า
แล้วก็เป็นไปตามคาด ยังไม่ทันที่ตี้จิ่วจะเอ่ยปากถาม เสิ่นจื่ออวี่ก็มองเขาด้วยสายตารู้สึกผิดพร้อมกับพูดขึ้น "ที่ฉันแต่งงานกับคุณ ก็เป็นเพราะตระกูลเสิ่นของฉันต้องการความช่วยเหลือจากบริษัทยาสกุลตี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ด้วย"
พูดถึงตรงนี้ มุมปากของเสิ่นจื่ออวี่ก็ปรากฏรอยยิ้มขื่นขม "คาดว่าคนในตระกูลเสิ่นของฉันคงไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า ฉันเพิ่งจะแต่งงานกับคุณได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องที่คุณไม่ใช่ผู้สืบทอดตระกูลตี้ขึ้นมาเสียได้ ดูเหมือนว่าตอนที่คุณถูกส่งไปที่มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย คนในตระกูลของคุณก็คงจะวางแผนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว มีแต่คนตระกูลเสิ่นนี่แหละที่ยังหลงคิดว่าตัวเองฉลาด..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเสิ่นจื่ออวี่ก็ชะงักไปเล็กน้อย วางแผนงั้นเหรอ? ถ้าตี้จื่อมั่วไม่ใช่ลูกชายของตี้เหวินเฉิง ก็แค่ไปตรวจดีเอ็นเอก็จบแล้วนี่นา จะต้องวางแผนอะไรอีก? แล้วตี้จื่อมั่วก็ไม่เห็นจำเป็นต้องถูกส่งตัวมาที่เมืองลั่วจินเลยด้วยซ้ำ?
ตี้จิ่วหัวเราะหึๆ "ตระกูลเสิ่นของคุณอยากให้คุณหย่ากับผม แล้วไปแต่งงานกับตี้จื่อเหิงแทนใช่ไหมล่ะ?"
ใบหน้าของเสิ่นจื่ออวี่ซีดเซียวลงเล็กน้อย เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับ "ใช่ค่ะ ถึงฉันจะไม่ได้ชอบคุณ และไม่เคยทำตัวเป็นสามีภรรยากับคุณจริงๆ แต่หลังจากแต่งงานกับคุณแล้ว ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะแต่งงานกับใครเป็นคนที่สองอีกเลย"
ตี้จิ่วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เป็นผมที่รู้สึกว่าถ้าไม่ยอมหย่า คุณคงจะลำบากใจ ก็เลยเป็นฝ่ายขอหย่าเองใช่ไหม?"
เสิ่นจื่ออวี่พยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เธอรู้ดีแก่ใจว่าตี้จื่อมั่วชอบเธอมาก ถึงขั้นรักจนหมดหัวใจ ตอนที่หย่ากันเขาก็เป็นคนเสนอเอง ในสายตาของเธอ เขาคงไม่อยากทำให้เธอลำบากใจ ทว่าไม่ว่าจะเป็นการจัดการของผู้ใหญ่หรือไม่ แต่ลึกๆ ในใจของเธอแล้ว เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับตี้จื่อมั่วเลยแม้แต่น้อย และเธอก็รู้ดีว่าชาตินี้เธอคงไม่มีทางรักตี้จื่อมั่วได้แน่นอน
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดเย้ยหยันตัวเองของตี้จื่อมั่ว เธอจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบต่อไป
หลังจากเงียบไปเกือบหนึ่งถึงสองนาที เสิ่นจื่ออวี่ถึงได้เงยหน้าขึ้นมองตี้จิ่วพร้อมกับพูดว่า "ที่ฉันอยากให้คุณไปจากเมืองลั่วจิน ก็เพราะว่าถ้าคุณไม่ไป ฉันกลัวว่าแม่ของตี้จื่อเหิงจะตามมาหาคุณ แล้วอาจจะทำมิดีมิร้ายกับคุณก็ได้"
ตี้จิ่วยิ้มบางๆ "นั่นแม่สามีในอนาคตของคุณเลยนะ"
เขาแอบนับถือการคาดเดาของเสิ่นจื่ออวี่จริงๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ ก็มีคนไปตามหาเขาแล้วจริงๆ
เสิ่นจื่ออวี่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เธอไม่ได้โต้เถียงคำพูดของตี้จิ่ว แต่พูดต่อว่า "เดิมทีหลังจากที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยได้แล้ว ขอแค่คุณเข้าเรียนที่วิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยได้เหมือนกัน ปัญหาอื่นๆ ก็คงจัดการได้ไม่ยาก... เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าโรคเก่าของฉันจะกำเริบขึ้นมาซะก่อน คาดว่าช่วงนี้ฉันคงยังไม่สามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยได้"
ตี้จิ่วเริ่มเข้าใจขึ้นมาแล้ว สาเหตุที่เสิ่นจื่ออวี่ให้ใบสมัครเข้าเรียนวิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยกับเขา ก็เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้เขานั่นเอง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ลอบถอนหายใจ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เสิ่นจื่ออวี่ก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องนี้มากนัก บางทีเสิ่นจื่ออวี่อาจจะยอมตายเพื่อบีบบังคับครอบครัวได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเสิ่นจื่ออวี่ยังไม่ได้ผูกพันกับเขาถึงขั้นต้องยอมแลกด้วยชีวิต
การที่เสิ่นจื่ออวี่ทำได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
"เล่าอาการป่วยของคุณให้ฟังหน่อยสิ มันเป็นยังไงเหรอ?" ตี้จิ่วไม่อยากจะสานต่อหัวข้อสนทนานี้อีกต่อไป