- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 12 เจ็ดดาบสกุลตี้
บทที่ 12 เจ็ดดาบสกุลตี้
บทที่ 12 เจ็ดดาบสกุลตี้
บทที่ 12 เจ็ดดาบสกุลตี้
ยังมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่านี้อีก? สำหรับตี้จิ่วแล้ว ดาวนางฟ้าจะปรากฏขึ้นหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือตอนนี้เขาสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้วต่างหาก
การสามารถฝึกยุทธ์ได้ หมายความว่าเขาต้องหาเงินจำนวนมหาศาล เพราะต้องมีเงินจำนวนมากเท่านั้น เขาถึงจะสามารถไปซื้อหาสมุนไพรบางชนิดมาใช้สำหรับการฝึกยุทธ์ได้
ก่อนหน้านี้เขามีเงินติดตัวอยู่แค่ไม่กี่ร้อย ตี้จิ่วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ทว่าตอนนี้ตี้จิ่วกลับรู้สึกร้อนรนขึ้นมากะทันหัน ภารกิจแรกของเขาคือต้องรีบหาเงิน
จริงสิ เสิ่นจื่ออวี่ยังให้ใบรับรองสำหรับไปสมัครเข้าคณะวิทยายุทธ์ของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยมาด้วย ด้วยกระแสความนิยมของดาวนางฟ้าในตอนนี้ ของสิ่งนี้ต้องขายได้ราคาดีแน่ๆ
ในเมื่อตอนนี้เขาสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว การจะได้ไปดาวนางฟ้าหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
ตี้จิ่วรีบกลับไปที่พักด้วยความเร็วที่สุด เขาเทของทั้งหมดในเป้ออกมากองบนพื้น
นอกจากกองสมุนไพรที่เขาขุดกลับมาและยังไม่ได้จัดการแล้ว ก็มีหนังสือที่ไม่หนามากนักสองเล่มร่วงหล่นลงมาจากข้าวของมากมายบนพื้น
หน้าปกของหนังสือเล่มบนสุดมีตัวอักษรเขียนไว้สี่คำว่า เจ็ดดาบสกุลตี้
นี่คือวิทยายุทธ์ประจำตระกูลตี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนในแคว้นจี้ต่างก็หมายปองและอิจฉา เนื่องจากวิถียุทธ์สกุลตี้สืบทอดเฉพาะลูกชายไม่ถ่ายทอดให้ลูกสาว ดังนั้นต่อให้ตี้จิ่วจะไม่มีรากวิทยายุทธ์ แต่หลังจากที่พี่ชายทั้งห้าของตี้จิ่วเสียชีวิต เจ็ดดาบสกุลตี้เล่มนี้ก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้กับพี่สาวทั้งสามคนของตี้จิ่ว ทว่าตี้ซานยังคงถ่ายทอดมันให้กับตี้จิ่วอยู่ดี
ตี้จิ่วไม่มีรากวิทยายุทธ์และไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้มาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แค่หน้าแรก ซึ่งก็คือดาบที่หนึ่งแห่งสกุลตี้เท่านั้น
ตอนนี้เขาสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว แน่นอนว่าต้องฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้
วิถียุทธ์ของตระกูลตี้ก็คือเจ็ดดาบสกุลตี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเพียงทักษะดาบ แต่ความจริงแล้วนี่คือมรดกวิทยายุทธ์ที่ตระกูลตี้ใช้เป็นรากฐานในการดำรงอยู่ กระบวนการฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้จำเป็นต้องควบคู่ไปกับวิธีการเดินลมปราณ เวลาฝึกไม่เพียงแต่จะสามารถยกระดับพลังลมปราณภายในได้เท่านั้น แต่ยังสามารถฝึกทักษะดาบไปพร้อมกันได้อีกด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนของตระกูลตี้ที่ออกรบในสนามรบถึงได้ไร้พ่าย ก็เป็นเพราะเจ็ดดาบสกุลตี้นี้นี่เอง
แม้ว่าจะยังขาดดาบไปสักเล่ม แต่ตี้จิ่วก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เขาวางเจ็ดดาบสกุลตี้ไว้ด้านข้างอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หยิบสมุดเล่มเล็กที่บางกว่าอีกเล่มขึ้นมา
บนสมุดเล่มนี้เขียนอักษรไว้สี่คำว่า ความลับราชันยุทธ์ นี่คือสิ่งที่ตี้เย่ว์ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เพียงคนเดียวของตระกูลตี้เป็นผู้เขียนขึ้น
ในทวีปอารันต์มียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์อยู่กี่คนตี้จิ่วก็ไม่แน่ใจ ทว่าตี้จิ่วรู้ดีว่าในแคว้นจี้นั้นไม่มียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เลย คนที่มีระดับพลังสูงสุดอย่างฉู่ฉงซ่านก็น่าจะอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ซึ่งห่างจากการเปิดจุดทะเลปราณเพื่อก้าวขึ้นเป็นราชันยุทธ์เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
เนื่องจากไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ ตี้จิ่วจึงไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านความลับราชันยุทธ์เล่มนี้เลยสักครั้ง
ตี้จิ่วรู้ดีว่าต่อให้ตัวเองจะสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักรบยุทธ์ด้วยซ้ำ ความลับราชันยุทธ์เล่มนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถอ่านได้ในตอนนี้อย่างแน่นอน
หลังจากเก็บหนังสือลงไปแล้ว ตี้จิ่วก็นำสมุนไพรทั้งหมดมากองรวมกัน สมุนไพรเหล่านี้บ้างก็ขุดมาจากแคว้นจี้ บ้างก็ขุดมาจากเทือกเขาสิ้นทรงจำ
เมื่อจัดเก็บข้าวของเสร็จสรรพ ก็เผยให้เห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งและสมุนไพรสีแดงที่ถูกแยกเก็บไว้ต่างหาก มีดสั้นเล่มนี้ยาวประมาณยี่สิบกว่าเซนติเมตร เป็นของที่เขาประมูลได้จากงานประมูลครั้งหนึ่งในนครมุกดา บนด้ามจับของมีดสั้นยังสลักชื่อไว้คำหนึ่งว่า ฉานน่า
ตี้จิ่วมั่นใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีอาวุธระดับนี้อย่างแน่นอน เขาเช็ดทำความสะอาดมีดสั้นอย่างระมัดระวังแล้ววางไว้ด้านข้าง
สมุนไพรที่ถูกแยกไว้ต่างหากต้นนั้นก็คือดอกหงเซวีย ดอกหงเซวียนั้นล้ำค่าเกินไป น่าเสียดายที่เขาไม่มีเงิน ถ้ามีเงินล่ะก็ เขาจะต้องไปซื้อกล่องหยกมาเก็บรักษาดอกหงเซวียต้นนี้ไว้อย่างแน่นอน
สาเหตุที่อดีตชาติของเขาต้องจบชีวิตลงในหุบเขาแห่งนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นเพราะดอกหงเซวียต้นนี้ ตี้จิ่วทอดถอนใจ เขารู้ดีว่าสิ่งเร้นลับที่ถูกกำหนดไว้แล้วย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต่อให้อดีตชาติจะไม่ได้จบชีวิตลงเพราะดอกหงเซวียต้นนี้ ขอเพียงเขามาปรากฏตัวบนโลก อดีตชาติของเขาก็ต้องจบชีวิตลงอยู่ดี หรือไม่ก็เขาอาจจะมาไม่ถึงโลกใบนี้
ตี้จิ่วกำลังจะเก็บดอกหงเซวียต้นนี้วางไว้ด้านข้าง ประตูก็ถูกเคาะดังปังๆ ขึ้นมา
ตี้จิ่วรีบเก็บของสำคัญใส่เป้ จากนั้นถึงเดินไปเปิดประตู
"คุณเป็นใคร?" ตี้จิ่วมองหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยความสงสัย ถ้าบอกว่าเสิ่นจื่ออวี่ยังพอทำให้เขาคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เขากลับไม่รู้จักเลยสักนิด
ผู้หญิงตรงหน้าดูมีสง่าราศีมาก เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่สวมใส่พอดีตัวช่วยขับเน้นให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีฐานะ
"ตี้จื่อมั่ว แกนี่หนีเก่งจริงๆ นะ หายหัวไปเป็นปีสองปีเลยเชียว" หญิงวัยกลางคนเมื่อเห็นตี้จิ่วก็พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ตี้จิ่วยืนขึ้น เขาไม่สนใจผู้หญิงคนนี้ เขาจะไปไหนมันก็เรื่องของเขา ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน ทำท่ายังกะกุมโลกไว้ในมืออย่างนั้นแหละ
"เซ็นชื่อตรงนี้ซะ ค่าเซ็นชื่อหนึ่งล้าน อันที่จริงต่อให้แกไม่เซ็น ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนหรอก" หญิงคนนั้นหยิบหนังสือสัญญาฉบับหนึ่งยื่นให้ตี้จิ่ว
ตี้จิ่วรับหนังสือสัญญามาด้วยความสงสัย เนื้อหาในสัญญาไม่ได้ซับซ้อนอะไร เขากวาดสายตามองผ่านๆ ก็พอจะเข้าใจเนื้อหาคร่าวๆ แล้ว
มันคือการให้เขายอมสละสิทธิ์การสืบทอดทั้งหมดในบริษัทยาสกุลตี้ รวมถึงตึกเจ็ดหลัง โรงงานยาอีกสี่แห่ง โรงพยาบาลหกแห่ง ฯลฯ ส่วนศูนย์วิจัยยาหรือคฤหาสน์อะไรนั่นก็ยังมีเขียนไว้อีกเพียบ
นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย? หรือว่าอดีตชาติของเขาจะเกิดในตระกูลใหญ่โต แถมยังมีทรัพย์สินให้สืบทอดเยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอ?
"รีบๆ เซ็นซะ ต่อให้แกไม่เซ็น ก็แค่ทำให้จื่อเหิงต้องเสียเวลาไปทำหนังสือรับรองสายเลือดเพิ่มอีกฉบับก็แค่นั้นแหละ ถึงตอนนั้น แกจะไม่ได้เงินเลยสักแดงเดียว รู้ไหมว่าทำไมจื่อเหิงถึงให้เงินแกหนึ่งล้านนี้? นั่นก็เพราะเห็นแก่ที่แกเคยเรียกเขาว่าพี่มาหลายคำ ไม่อยากทนเห็นแกต้องตกต่ำแบบนี้ต่อไปหรอกนะ" น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับมั่นใจว่าตี้จื่อมั่วจะต้องเซ็นอย่างแน่นอน
ขอแค่ไม่ใช่คนโง่ก็ต้องเซ็นทั้งนั้น เซ็นแล้วได้เงินตั้งหนึ่งล้าน ไม่เซ็นก็ไม่ได้อะไรเลย เรื่องเงินน่ะเรื่องเล็ก ถ้าไม่เซ็นล่ะก็ เรื่องที่หนักหนาสาหัสกว่านี้ยังรออยู่ข้างหลังอีก
ตี้จิ่วไม่รู้ว่าอดีตชาติของเขาบนโลกใบนี้มีฐานะอะไรกันแน่ แต่เขาไม่คิดจะเซ็นไอ้เอกสารบ้านี่เลยสักนิด
เขาโยนหนังสือสัญญาในมือใส่หญิงวัยกลางคนคนนั้น "ไสหัวไปซะ ถ้ายังไม่ไปผมจะแจ้งตำรวจแล้วนะ"
"แก..." หญิงวัยกลางคนเห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าตี้จิ่วจะทำแบบนี้ เธอโกรธจนหน้าซีดเผือด ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา "ดี ดีมาก"
พูดจบเธอก็ก้มลงเก็บหนังสือสัญญาบนพื้น สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
รอจนหญิงวัยกลางคนคนนั้นเดินจากไป ตี้จิ่วถึงได้หันไปมองหญิงสาวอีกคนที่ยืนรออยู่ไม่ไกลอย่างเรียบเฉย อันที่จริงผู้หญิงคนนี้เดินตามหลังหญิงวัยกลางคนคนนั้นมาตลอด เพียงแต่ตอนที่หญิงวัยกลางคนบังคับให้ตี้จิ่วเซ็นชื่อ เธอเอาแต่ยืนรออยู่เงียบๆ ด้านข้างไม่ได้พูดอะไรเลย
เมื่อเทียบกับหญิงวัยกลางคนคนนั้นแล้ว การแต่งตัวของผู้หญิงคนนี้ดูเรียบง่ายกว่ามาก
เมื่อเห็นตี้จิ่วหันมามอง ผู้หญิงคนนั้นก็รีบพูดขึ้น "คุณชายตี้คะ คุณหนูจื่ออวี่ให้ฉันมาหาค่ะ ถ้าเป็นไปได้ คุณช่วยไปพบคุณหนูจื่ออวี่หน่อยได้ไหมคะ?"
"มีธุระอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ" น้ำเสียงของตี้จิ่วเริ่มไม่สบอารมณ์ ที่นี่ดูท่าทางจะไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนัก แถมอดีตชาติของเขาอย่างตี้จื่อมั่วดูเหมือนจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่ใช่น้อย
"คุณหนูจื่ออวี่อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ เธอมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ" น้ำเสียงของหญิงสาวดูนอบน้อมมาก ราวกับว่าตี้จิ่วเป็นคุณชายจริงๆ อย่างนั้นแหละ
เสิ่นจื่ออวี่เข้าโรงพยาบาลเหรอ? แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเสิ่นจื่ออวี่ถึงเข้าโรงพยาบาล แต่ตี้จิ่วก็ตอบตกลง "งั้นก็ไปกันเถอะ"
เขากับเสิ่นจื่ออวี่หย่ากันแล้ว ไม่ว่าอดีตชาติของเขาจะเป็นคนเตะเสิ่นจื่ออวี่ทิ้งหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดชังอะไรในตัวเสิ่นจื่ออวี่เลย