- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 105: สื่อความในใจถึงกัน
บทที่ 105: สื่อความในใจถึงกัน
บทที่ 105: สื่อความในใจถึงกัน
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำเอาเจียงชิ่นสะดุ้งตกใจ
"คุณจะทำอะไรน่ะ?"
เธอขืนตัวหนีตามสัญชาตญาณ แต่ฟู่เส้าตั๋วกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น กอดเธอไว้ในอ้อมอกแน่น
เจียงชิ่นได้สติกลับมา จึงหยุดดิ้นรนไปเสียดื้อๆ
เธอเชิดคางขึ้น มองผู้ชายตรงหน้าเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยขึ้น "เรื่องเมื่อตอนบ่าย คุณจำได้หมดเลยสินะ"
ประโยคที่เธอใช้ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า
"อืม" ฟู่เส้าตั๋วตอบรับหนักแน่น
เจียงชิ่น: "แล้วไงคะ?"
"ดังนั้นสิ่งที่ผมพูดออกไป ล้วนเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจมานานแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะบอกคุณทีหลัง คิดไม่ถึงว่าจะหลุดปากพูดออกมาในสถานการณ์แบบนั้น" ฟู่เส้าตั๋วพูดอย่างเชื่องช้าและจริงจัง
หัวใจของเจียงชิ่นเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย แต่ปากก็ยังคงถามต่อ: "แล้วไงต่อคะ?"
คนข้างกายเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเจียงชิ่นก็ได้ยินเสียงที่ระมัดระวังของเขา "ดังนั้นผมอยากจะบอกว่า การจดทะเบียนนั้นไม่นับ งานแต่งงานต่างหากที่จะเป็นการเริ่มต้นที่แท้จริงของเรา คุณ... ยินดีไหมครับ?"
จังหวะหัวใจที่เต้นรัวอย่างว้าวุ่นกลับสงบลงอย่างประหลาด ถึงขั้นมีแนวโน้มว่าจะเต้นช้าลงด้วยซ้ำ
เจียงชิ่นรู้สึกเสมอว่าคำพูดประโยคนี้ของฟู่เส้าตั๋วมีความหมายแฝงอยู่อีกชั้นหนึ่ง
เขาเดาอะไรออกหรือเปล่านะ?
เดาออกว่าเธอไม่ใช่เจียงชิ่นคนเดิมในอดีต แต่เป็นวิญญาณดวงใหม่
ความจริงแล้วต่อให้เขาเดาออกจริงๆ เจียงชิ่นก็คงไม่แปลกใจหรอก หลังจากทะลุมิติมา เธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาภาพลักษณ์เดิมของเจ้าของร่างเดิมต่อหน้าฟู่เส้าตั๋วเลยสักนิด คนเราเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ จะถูกสงสัยก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว
ฟู่เส้าตั๋วน่าจะรู้สึกได้ลางๆ แต่ถึงยังไงเรื่องทะลุมิติมันก็เหลือเชื่อเกินไป คาดว่าเขาคงคิดไม่ถึงขั้นนั้นหรอก
ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สมองของเจียงชิ่นก็ทำงานอย่างรวดเร็ว เธอตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมรับ แถมยังต้องแกล้งโง่ด้วย
"ฉันตกลงจะจัดงานแต่งงานย้อนหลัง ก็ถือว่าตกลงรับปากคุณแล้วไงคะ"
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมเสียเวลาเสียแรงมาจัดงานแต่งงานอะไรนี่หรอก
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กอดเจียงชิ่นแน่นขึ้นไปอีก
กอดอยู่ครู่เดียว ฟู่เส้าตั๋วก็ปล่อยเธอ ถอยกลับไปนอนที่เดิมของตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: "นอนเถอะ"
เมื่อต้องผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่น ในใจของเจียงชิ่นก็รู้สึกวูบโหวงเล็กน้อย
เจียงชิ่นพบว่าตัวเองเริ่มจะหลงใหลในอ้อมกอดอันกว้างขวางนั้นเข้าให้แล้ว แต่เธอก็รู้ดีว่าขืนกอดต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นทั้งสองคนคงได้เตลิดกันแน่ ไว้รอให้ถึงวันแต่งงานก่อนดีกว่า
เจียงชิ่นพบว่าตัวเองเหมือนจะได้รับอิทธิพลบางอย่าง ก่อนหน้านี้ยงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกกระดากอายขึ้นมาอย่างกะทันหัน พอคิดว่าคนที่จดทะเบียนกับฟู่เส้าตั๋วคือเจ้าของร่างเดิม เธอก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
เหมือนอย่างที่ฟู่เส้าตั๋วบอก วันแต่งงานต่างหากที่จะเป็นการเริ่มต้นของพวกเขา คนข้างๆ นี้ถึงจะเป็นของเธออย่างสมบูรณ์ ภายในใจของเจียงชิ่นมีความยินดีที่ซ่อนเร้นอยู่ พอตื่นเต้นก็มักจะนอนไม่หลับ หลังจากนั้นเธอนอนพลิกไปพลิกมาอยู่นานกว่าจะหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงชิ่นตื่นมาพร้อมกับขอบตาที่ดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าสองข้าง
ฟู่เส้าตั๋วเห็นเข้า จึงเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นบิดหมาดๆ มาประคบเย็นให้เธอ
ประคบเสร็จดวงตาก็ดีขึ้นมาก เจียงชิ่นจึงรีบไปล้างหน้าแปรงฟันและกินข้าว วันนี้ต้องไปบ้านแม่สามี จะไปสายไม่ได้ ตอนที่เธอกับฟู่เส้าตั๋วไปกินข้าวที่ห้องนั่งเล่น พี่สามเจียงเต๋อเลี่ยงกับพี่สะใภ้สามเว่ยถงไม่อยู่แล้ว พวกเขาไปทำงานกันหมด
เจียงลี่ก็ไปทำงานแล้วเช่นกัน ในบ้านจึงเหลือแค่จ้านอวี้หมิ่น
หล่อนตั้งใจลางานประจำปีเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเจียงชิ่นโดยเฉพาะ
บนโต๊ะอาหารมีซาลาเปากับโจ๊กข้าวสารวางอยู่ พร้อมกับผักดองสองสามอย่างและไข่เค็ม
ซาลาเปาไส้เนื้อแป้งขาว เจียงชิ่นกินรวดเดียวไปถึงสี่ลูก
ฟู่เส้าตั๋วกินไปก็ชมฝีมือของจ้านอวี้หมิ่นไป บอกว่าซาลาเปาแป้งบางไส้ตู้ม อร่อยเป็นพิเศษ
คำชมนี้ทำเอาจ้านอวี้หมิ่นยิ้มหน้าบานไม่หุบ ยิ่งรักยิ่งหลงลูกเขยคนนี้เข้าไปใหญ่
เจียงชิ่นคิดในใจว่า อีตานี่ปกติเห็นทำหน้าขรึมๆ ดูไม่ออกเลยว่าจะเอาใจแม่ยายเก่งขนาดนี้ ปากหวานซะไม่มี รู้วิธีเอาใจผู้หลักผู้ใหญ่จริงๆ
กินข้าวเสร็จ จ้านอวี้หมิ่นก็เดินมาส่งพวกเขาทั้งสองคนถึงหน้าประตูบ้าน ฝากให้ฟู่เส้าตั๋วนำความปรารถนาดีไปบอกกล่าวแม่ฟู่ด้วย แถมยังกำชับให้เขากลับมากินข้าวที่นี่อีก
ทั้งสองคนหิ้วของที่จะเอาไปบ้านตระกูลฟู่ เดินลงบันไดและมุ่งหน้าออกไปจากเขตบ้านพักครอบครัว
ระหว่างทาง บังเอิญเจอคนรู้จักบ้างประปราย พวกเขาเข้ามาทักทายเจียงชิ่น พร้อมกับมองฟู่เส้าตั๋วด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขตบ้านพักแห่งนี้มีแต่ครอบครัวพนักงานโรงงานเครื่องจักรอาศัยอยู่ เดินไปไหนก็เจอหน้ากันหมด ทุกคนต่างก็รู้จักกันดี
ทว่าคำว่าคนรู้จักนั่น หมายถึงรู้จักกับเจ้าของร่างเดิมนะ เจียงชิ่นไม่ได้สนิทกับพวกเขาเลยสักนิด บางคนที่เข้ามาทักทาย เธอเรียกชื่อไม่ถูกด้วยซ้ำ
โชคดีที่ระบบพึ่งพาได้ ทุกครั้งที่เจียงชิ่นเรียกชื่อใครไม่ออก มันก็จะรีบส่งข้อมูลของคนๆ นั้นเข้ามาในหัวเธออย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการแสดงออกของเจียงชิ่นจึงถือว่าสอบผ่าน อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำอะไรเปิ่นๆ ออกไป
ฟู่เส้าตั๋วยืนอยู่ข้างๆ มองดูเธอทักทายกับ 'คนรู้จัก' เหล่านั้นอย่างครุ่นคิด
เจียงชิ่นรู้ว่าเขากำลังสงสัยอะไร แต่น่าเสียดายที่เธอพูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว
บ้านตระกูลฟู่อยู่ห่างจากบ้านตระกูลเจียงไม่ใกล้เลย ถ้านั่งรถเมล์ก็ต้องผ่านถึงสิบป้าย
เจียงชิ่นอดไม่ได้ที่จะคิดถึงรถยนต์ส่วนตัวของตัวเอง ต่อให้ไม่มีรถส่วนตัว มีรถแท็กซี่ก็ยังดี
กว่าจะทุลักทุเลมาถึงบ้านของฟู่เส้าตั๋วได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
ฐานะทางบ้านของเขาไม่ได้ดีเหมือนบ้านตระกูลเจียง ที่อยู่ก็ไม่ใช่ตึกแถว แต่เป็นเรือนซื่อเหอย่วนแบบรวม (ลานบ้านรวม)
ในเรือนซื่อเหอย่วนแห่งหนึ่ง มีคนอาศัยอยู่ด้วยกันเจ็ดแปดครอบครัว แต่ละครอบครัวครอบครองพื้นที่แค่หนึ่งถึงสองห้อง ไม่มีห้องน้ำส่วนตัว เวลาจะเข้าห้องน้ำทีก็ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำสาธารณะในตรอก
ไม่มีห้องอาบน้ำด้วย ต้องไปใช้ห้องอาบน้ำสาธารณะ
เวลาทำกับข้าวก็ทำกันหน้าบ้านนั่นแหละ วางเตาเหล็กไว้เตาหนึ่ง เอาหม้อตั้งไว้ข้างบน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นห้องครัวแล้ว
ในลานบ้านมีข้าวของเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดของแต่ละบ้านวางกองสุมกันเต็มไปหมด เวลาเดินผ่านแทบจะไม่มีที่ให้วางเท้า
ระบบบอกเจียงชิ่นว่า เจ้าของร่างเดิมเพิ่งจะเคยมาบ้านตระกูลฟู่เป็นครั้งแรกก็หลังจากที่จดทะเบียนกับฟู่เส้าตั๋วแล้ว พอเดินเข้ามาในลานบ้านรวมปุ๊บก็สติแตกทันที ไม่ยอมทำหน้าดีๆ ใส่แม่ฟู่กับฟู่ซานเลยแม้แต่น้อย
[เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ ฟู่ซานน่ะเกลียดขี้หน้าคุณสุดๆ ไปเลยล่ะ]
น้ำเสียงกลไกของระบบแฝงไปด้วยความรู้สึกสะใจบนความทุกข์ของคนอื่น
เจียงชิ่นแก้คำให้มันอย่างเย็นชา "เกลียดขี้หน้าเจ้าของร่างเดิมต่างหาก ไม่ใช่ฉัน"
[มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ]
"ต่างกันตั้งเยอะย่ะ เข้าใจไหม?"
ระบบเงียบเสียงไป
เจียงชิ่นเดินตามหลังฟู่เส้าตั๋วเข้าไปในลานบ้านรวม ฟู่เส้าตั๋วเดินนำหน้าคอยบอกทาง และมักจะหันกลับมาเตือนให้เจียงชิ่นระวังเท้าอยู่เสมอ
"ในลานบ้านอาจจะดูรกไปหน่อย พื้นที่ของทุกคนไม่ค่อยพอใช้ ก็เลยต้องเอาของมาวางกองไว้ข้างนอก ต้องทนเอาหน่อยนะ" ฟู่เส้าตั๋วอธิบายด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด พร้อมกับหันขวับกลับมามอง
เขายังจำได้ดีว่าตอนที่เจียงชิ่นมาบ้านเขาครั้งแรกคือหลังจากที่ทั้งสองคนจดทะเบียนกันเสร็จแล้ว พอหล่อนเดินเข้ามาในลานบ้านรวม ใบหน้าก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที แทบจะไม่อยากเดินเข้าไปด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเข้าไปในบ้าน หล่อนก็ยังคงทำหน้าหงิกหน้างอ ไม่ยอมปั้นหน้าดีๆ ใส่แม่กับน้องสาวของเขาเลยสักนิด แต่ทว่าในตอนนี้...
ฟู่เส้าตั๋วกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังกำลังส่งยิ้มกว้าง เธอส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจเลยสักนิด พร้อมกับเอ่ยคำว่า 'ไม่เป็นไรค่ะ' ออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ในวินาทีนั้น ความคิดที่บ้าคลั่งและแปลกประหลาดในใจของเขาก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยให้ความคิดเตลิดไปทางนั้น
ฟู่เส้าตั๋วสะบัดหัว สลัดความคิดที่สับสนวุ่นวายออกไปชั่วคราว
เขาพาเจียงชิ่นเดินหลบซ้ายหลีกขวาจนมาถึงหน้าประตูบ้านตัวเอง
ยังไม่ทันได้เคาะประตู ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกดังพรวด
แม่ฟู่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู มองมาที่พวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"พอแม่ได้ยินเสียงก็เดาไว้แล้วเชียวว่าเป็นพวกแก แล้วก็ใช่จริงๆ ด้วย"
หล่อนรีบเชิญให้ทั้งสองคนเข้าไปข้างใน
เจียงชิ่นส่งยิ้มให้แม่ฟู่ แล้วเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท "คุณแม่คะ"