- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 104: ฟู่เส้าตั๋ว มีน้ำยาหรือไม่
บทที่ 104: ฟู่เส้าตั๋ว มีน้ำยาหรือไม่
บทที่ 104: ฟู่เส้าตั๋ว มีน้ำยาหรือไม่
เจียงชิ่นยิ้มบางๆ ขยับเข้าไปใกล้ แล้วควงแขนหล่อนแกว่งไปมาอย่างสนิทสนม
"แม่คะ ไม่ต้องห่วงหรอก ฟู่เส้าตั๋วพึ่งพาได้มาตลอดเลยนะคะ"
จ้านอวี้หมิ่นแค่นเสียงหนักๆ "เขาพึ่งพาได้น่ะแม่รู้ แต่แม่สามีแกจะพึ่งพาได้หรือเปล่าล่ะ?"
เรื่องนี้เจียงชิ่นก็ไม่รู้จริงๆ เพราะเธอยังไม่เคยเจอครอบครัวของฟู่เส้าตั๋วเลยสักครั้ง
"น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แม่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ยังไงพรุ่งนี้พอไปถึงก็รู้เองแหละ" เจียงชิ่นกล่าว
"ก็ได้" จ้านอวี้หมิ่นพูดอย่างจนใจ
จู่ๆ หล่อนก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงลดเสียงลงต่ำ "พ่อแกน่ะตั้งใจอยากให้แกจัดงานแต่งในหอประชุมของโรงงานเครื่องจักร แต่แม่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แม่ก็อยากให้แกแต่งงานออกไปอย่างสมเกียรติมีหน้ามีตานั่นแหละ แต่ยังไงซะพวกแกก็จดทะเบียนกันมาตั้งครึ่งค่อนปีแล้ว ถ้าคนอื่นถามขึ้นมามันจะอธิบายยาก สู้ให้สองครอบครัวมาจัดงานกินเลี้ยงรวมตัวกันเล็กๆ ก็พอแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูความต้องการของแกด้วย ถ้าแกอยากจัดที่หอประชุมจริงๆ แม่ก็ไม่คัดค้านหรอกนะ"
เจียงชิ่นย่อมไม่อยากจัดงานแต่งในหอประชุมของโรงงานเครื่องจักรอยู่แล้ว
ถ้าจัดที่หอประชุม ถึงเวลานั้นต้องเชิญคนมาตั้งเท่าไหร่ ทั้งป้าน้าอาสารพัด ด้วยสถานการณ์ของเธอในตอนนี้ ทำอะไรให้มันเรียบง่ายไม่เป็นที่จับตามองไว้จะดีที่สุด
"แม่คะ เอาตามที่แม่บอกเลยค่ะ หนูก็คิดว่าจัดที่หอประชุมมันดูเอิกเกริกเกินไป พวกเราจัดงานกันแบบเรียบง่าย แค่กินข้าวด้วยกันที่บ้านก็พอแล้วค่ะ"
คราวนี้จ้านอวี้หมิ่นกลับไม่พอใจ "จะกินข้าวที่บ้านได้ยังไงกัน แม่เลือกไว้แล้วตั้งหลายร้านที่เป็นร้านอาหารของรัฐ อีกสองสามวันค่อยให้แม่สามีแกมาหาหน่อย แม่กับเขาจะได้ปรึกษากันดูว่าจัดที่ร้านไหนถึงจะดี"
พอได้ยินว่าจะจัดที่ร้านอาหารของรัฐ ใจของเจียงชิ่นก็กระตุกวูบ
"หนูไม่อยากจัดที่ร้านอาหารของรัฐนี่คะ เมนูอาหารสำหรับงานแต่งคราวนี้หนูเลือกไว้หมดแล้ว วันนั้นหนูอยากจะเป็นคนลงมือทำอาหารเอง"
"ลงมือทำอาหารเองงั้นเหรอ?" จ้านอวี้หมิ่นตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน "แกเป็นเจ้าสาวนะ จะไปทำอาหารเองได้ยังไง อีกอย่าง จัดที่ร้านอาหารมันถึงจะดูมีระดับ ยังไงก็ยอมให้แกน้อยหน้าไม่ได้เด็ดขาด"
"ไม่เอาค่ะ ยังไงหนูก็จะทำเองที่บ้าน"
เจียงชิ่นคราวนี้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมจ้านอวี้หมิ่นให้ได้ จึงจำต้องงัดเอาความเอาแต่ใจของเจ้าของร่างเดิมออกมาใช้ กับเจียงลี่นั้นเธอไม่สนิท จึงไม่กล้าใช้ไม้นี้กับเขา แต่จ้านอวี้หมิ่นนั้นต่างออกไป หลังจากได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายวัน เธอก็พอจะเข้าใจนิสัยใจคอของหล่อนอยู่บ้าง
แล้วก็เป็นอย่างที่คิด จ้านอวี้หมิ่นแพ้ทางไม้นี้จริงๆ พอเจียงชิ่นเริ่มเอาจริงเอาจัง หล่อนก็ใจอ่อนลงทันที
เถียงกันได้ไม่กี่ประโยค หล่อนก็ยอมตกลง
สองแม่ลูกคุยเรื่องส่วนตัวกันจบ เจียงชิ่นกำลังจะเดินออกไป จ้านอวี้หมิ่นก็เรียกเธอไว้อีกครั้ง
"เสี่ยวชิ่น พรุ่งนี้แกไปค้างที่บ้านตระกูลฟู่สักคืนนะ มะรืนนี้ค่อยกลับมาค้างที่บ้าน แกกับเสี่ยวฟู่จะจัดงานแต่งงานกัน ตามธรรมเนียมแล้วก่อนถึงวันงานต้องแยกกันอยู่ แค่ไม่กี่วันเอง ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
พอได้ยินว่าต้องแยกกับฟู่เส้าตั๋ว เจียงชิ่นก็รู้สึกลังเลขึ้นมาทันที แต่ไม่นานเธอก็พยักหน้ารับปาก
"กลับไปนอนเถอะ พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะได้ไปบ้านแม่สามี" จ้านอวี้หมิ่นกล่าว
ตอนแรกเจียงชิ่นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอหล่อนพูดจบแบบนี้ เจียงชิ่นกลับเริ่มรู้สึกตื่นเต้นประหม่าขึ้นมาเสียอย่างนั้น พรุ่งนี้ก็ต้องไปบ้านแม่สามีแล้ว เธอยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนบ้านแม่สามีเลย ได้ยินมาว่าน้องสาวของสามีก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอสักเท่าไหร่
แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ลองคิดดูสิ พี่สะใภ้ทั้งสามคนในบ้านก็ไม่ชอบขี้หน้าเธอเหมือนกัน แล้วทำอะไรเธอได้ล่ะ ทุกคนก็ยังต้องมานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันอย่างกลมเกลียวอยู่ดีไม่ใช่หรือไง
พอคิดได้แบบนี้ ในใจของเจียงชิ่นก็โล่งขึ้นมาหน่อย เธอปรายตามองไปที่ห้องนั่งเล่น เห็นเจียงลี่กับฟู่เส้าตั๋วยังคงนั่งคุยกันอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำก่อน
พอเธอจัดการตัวเองเสร็จ ก็พบว่าในห้องนั่งเล่นไม่มีใครอยู่แล้ว
เมื่อกลับมาที่ห้องของตัวเอง ฟู่เส้าตั๋วก็อยู่ในห้องแล้ว เขาค้นเอาเสื้อกับกางเกงชั้นในตัวสะอาดออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ปลายนิ้วจรดอยู่บนกระดุมเสื้อกำลังจะปลดออก
พอเจียงชิ่นเดินเข้ามา มือที่กำลังปลดกระดุมของฟู่เส้าตั๋วก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ผ่านไปครู่เดียวเขาก็ปลดกระดุมออกทีละเม็ดต่อไป
ความจริงแล้ว ตอนอยู่ที่บ้านในฟาร์ม พวกเขาก็นอนห้องเดียวกัน และตอนกลางคืนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเหมือนกันนี่แหละ
เพียงแต่เตียงที่บ้านนั้นใหญ่มาก ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แคบๆ แบบนี้ มันก็เลยดูมีบรรยากาศชวนให้คิดลึกขึ้นมานิดหน่อย
เจียงชิ่นเองก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน
เธอค้นเสื้อกับกางเกงชั้นในของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ไปนั่งอยู่อีกฝั่งของเตียง แล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าออก ยังไงซะฟู่เส้าตั๋วก็ไม่ได้รู้สึกอายอะไร เธอก็ไม่มีอะไรต้องอายเหมือนกัน ทำตัวเป็นธรรมชาติเปิดเผยหน่อยสิถึงจะไม่น่าอึดอัด อีกอย่าง เมื่อตอนบ่าย...
ซวยแล้ว ทำไมถึงคิดเตลิดไปเรื่องนั้นอีกแล้วเนี่ย
เจียงชิ่นรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว พอเธอเปลี่ยนเสร็จ ฟู่เส้าตั๋วก็ไม่อยู่ในห้องแล้ว เขาคงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ
เธอรู้สึกได้ทันทีว่าความกดอากาศในห้องสูงขึ้น หายใจได้โล่งปอดขึ้นเยอะ
เจียงชิ่นทาครีมบำรุงผิวบนใบหน้า พอทาจนตัวหอมฟุ้งแล้ว ก็เลิกผ้าห่มขึ้นไปนอนบนเตียง
เนื่องจากเมื่อกี้เธอหลบฟู่เส้าตั๋วไปถอดเสื้อผ้าอยู่อีกฝั่งของเตียง ทำให้ฝั่งที่เธอนอนอยู่ตอนนี้ คือฝั่งที่ฟู่เส้าตั๋วนอนเมื่อตอนบ่าย
วินาทีที่ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว เจียงชิ่นก็ได้กลิ่นอายที่คุ้นเคย มันคือกลิ่นกายของฟู่เส้าตั๋ว เป็นกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น ใบหน้าของเจียงชิ่นเห่อร้อนขึ้นมาอย่างเงียบๆ เธอซุกหน้าลงในผ้าห่ม แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกใหญ่
จากนั้นก็รีบเด้งตัวออกจากผ้าห่ม แล้วมุดไปนอนอีกฝั่งหนึ่งทันที
ขืนนอนตรงนั้นต่อ มีหวังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนพวกโรคจิตแน่ๆ
เจียงชิ่นหลับตาลง ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ฟู่เส้าตั๋วก็เดินเข้ามาจากข้างนอก
เขาอาบน้ำเสร็จแล้ว บนตัวยังมีกลิ่นหอมสดชื่นของสบู่ติดมาด้วย
เจียงชิ่นรู้สึกโชคดีที่ตัวเองชิงหลับตาไปก่อน จะได้ไม่ต้องลืมตามาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนในตอนนี้
เมื่อตอนบ่ายฟู่เส้าตั๋วเมาเหล้าจนไม่มีสติ ตอนนี้ต่างหากที่เป็นการอยู่ร่วมห้องเดียวกันในตอนที่ทั้งสองคนมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอย่างแท้จริง แถมยังต้องนอนบนเตียงเดียวกันอีกด้วย
ฟู่เส้าตั๋วดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงปลายเตียงครู่หนึ่ง ผ่านไปสักพัก เขาก็เดินไปที่ประตูแล้วกดสวิตช์ปิดไฟดังเป๊าะ
ชั่วพริบตาภายในห้องก็มืดมิดลง ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เจียงชิ่นก็สัมผัสได้ว่าเตียงข้างๆ ยุบตัวลง ฟู่เส้าตั๋วขึ้นมานอนบนเตียงแล้ว
หัวใจของเธอเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างไม่รักดีในทันที
สาเหตุหลักเป็นเพราะบรรยากาศแบบนี้ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องเมื่อตอนบ่าย นึกถึงคำพูดหวานหูแนบชิดที่ฟู่เส้าตั๋วกระซิบข้างหูเธอ พอคิดขึ้นมา หูก็ร้อนผ่าว แก้มก็แดงซ่าน ราวกับมีกระแสไฟฟ้าเส้นเล็กๆ แล่นพล่านไปทั่วร่าง
เจียงชิ่นลืมตาขึ้นมา ท่ามกลางความมืดมิด ประสาทสัมผัสของคนเราจะไวเป็นพิเศษ เธอได้ยินเสียงขยับผ้าห่มดังกุกกักอยู่ข้างๆ
"เจียงชิ่น"
ฟู่เส้าตั๋วจัดแจงท่านอนเรียบร้อยแล้ว ก็เอ่ยเรียกเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เจียงชิ่นไม่ได้ตอบรับ ตอนนี้หัวใจของเธอยังคงเต้นแรงไม่หยุด ความคิดในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด
ฟู่เส้าตั๋วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ผ่านไปเนิ่นนาน นานจนเจียงชิ่นคิดว่าเขาหลับไปแล้ว เธอจึงค่อยๆ พลิกตัวอย่างระมัดระวัง หันหน้าเข้าหาด้านในเตียง เผชิญหน้ากับฟู่เส้าตั๋ว
ความจริงเธอแค่ข่มตานอนไม่หลับ เลยอยากจะแอบดูตอนที่เขาหลับเท่านั้น
ทว่าพอพลิกตัวกลับไป กลับสบเข้ากับดวงตาสีดำขลับเป็นประกายอย่างจัง
ตำแหน่งที่ฟู่เส้าตั๋วนอนอยู่ตรงกับหน้าต่างพอดี เจียงชิ่นจึงมองเห็นแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในดวงตาของเขา สว่างไสวเป็นประกาย เจียงชิ่นสะดุ้งตกใจสุดขีด ต้องพยายามข่มใจอย่างหนักถึงจะควบคุมตัวเองไม่ให้หันหลังกลับไปในทันทีได้
"คุณ ยังไม่นอนอีกเหรอ?" เธอเอ่ยปากถาม น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยเพราะความตกใจ
"อืม" ฟู่เส้าตั๋วตอบกลับมาเพียงคำเดียว
ลึกๆ ในใจของเจียงชิ่นรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง จังหวะที่เธอกำลังจะพลิกตัวกลับไป จู่ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็ขยับเข้ามาใกล้ แล้วยกแขนขึ้นรวบตัวเธอเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอก