- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 352 ขอโทษเดี๋ยวนี้
ตอนที่ 352 ขอโทษเดี๋ยวนี้
ตอนที่ 352 ขอโทษเดี๋ยวนี้
"โชคดีที่มีท่านอยู่ด้วย ศิษย์พี่สวี่ มิเช่นนั้นน้องเยว่เยว่ของพวกเราคงถูกปรักปรำจนตายแน่ๆ ช่างเป็นการเอาความหวังดีไปเป็นทำคุณบูชาโทษเสียจริง~"
อวี๋ฉางอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่แฝงกลิ่นอายประหลาดหยินหยางประโยคนี้ สีหน้าของผู้คนไม่น้อยในลานกว้างก็พลันดูไม่ได้ขึ้นมาอย่างเลือนราง
"ขอบคุณศิษย์พี่สวี่ที่ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ข้า"
เจียงเสียนเยว่กล่าวขึ้นมาอย่างรู้ความประโยคหนึ่ง
ส่วนจูเก่อโย่วหลินนั้นยกสองมือขึ้นเท้าเอว สายตาอันเฉียบคมกวาดมองผู้คนรอบด้านทีละคน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย พลางแย้มยิ้มและกล่าวว่า
"เมื่อครู่ผู้ใดกันที่บอกว่าเด็ดขาดอย่างไรก็จะไม่ไปเส้นทางนี้? ไฉนยามนี้จึงไม่เห็นแม้แต่เงาแล้วเล่า?"
เซียวเจ๋อชวนมีสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ กล่าวว่า
"อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ข้า แต่เป็นคนที่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายดังที่สุดเมื่อครู่นี้ต่างหาก"
บทสนทนาที่ต่อเนื่องกันเป็นชุดนี้ ราวกับกระบวนท่าหมัดชุดที่ชกเข้าใส่ร่างของเหล่าบุตรแห่งสวรรค์ผู้หยิ่งผยองเมื่อครู่เข้าอย่างจัง เป็นการเยาะเย้ยถากถางพวกเขาอย่างเปิดเผยโดยไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย
ในที่สุดเหยียนเหยาก็อดรนทนไม่ไหว นางเอ่ยด้วยความหยิ่งทะนงในตนเองว่า
"ต่อให้พวกเจ้าเดาถูก แล้วจะทำไม? ตัวพวกเจ้ามีกี่ชั่งกี่ตำลึงพวกเจ้าย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจ ผู้อื่นจำเป็นต้องเชื่อพวกเจ้าด้วยหรือ?"
เสิ่นเยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ผู้อื่นจะไม่เชื่อพวกเรา พวกเราก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอันใด ทว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าพูดสิ่งใดเอาไว้ ยังจำได้ใช่หรือไม่?"
เหยียนเหยาสะอึกจนพูดไม่ออก สีหน้าดำคล้ำลงไปหลายส่วน
เสิ่นเยียนก้าวบีบคั้นเข้าไปทีละก้าว
"พวกเจ้าต้องขอโทษพวกเรา"
เหยียนเหยาจ้องมองเสิ่นเยียนด้วยสายตาเย็นเยียบ เม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เห็นได้ชัดว่าไม่อยากขอโทษ
ยามนี้เอง สวี่เจาเกอก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ศิษย์พี่เหยียน ในเมื่อพวกท่านปรักปรำพวกเขา อีกทั้งยังเคยมีข้อตกลงเรื่องการขอโทษก่อนที่ความจริงจะปรากฏ เช่นนั้นพวกท่านก็สมควรต้องรักษาสัญญา มิฉะนั้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของพวกท่านนัก"
เมื่อเหยียนเหยาได้ยินเช่นนั้น ก็หันขวับไปมองสวี่เจาเกอ สายตาค่อนข้างดุดัน ทว่านางก็เก็บงำสีหน้าอย่างรวดเร็ว ในใจรู้สึกไม่พอใจสวี่เจาเกอเป็นอย่างยิ่ง
นางคิดว่าสวี่เจาเกอยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเสิ่นเยียน
ทว่า เมื่อเห็นแก่ฐานะของสวี่เจาเกอ นางจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจขอโทษกลุ่มอสูร
เหยียนเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาหนึ่งประโยค
"ขอโทษ"
เมื่อยอดอัจฉริยะคนอื่นๆ เห็นดังนั้น พวกเขาก็พากันเอ่ยขอโทษตามหลังมาติดๆ
เพียงแต่ท่าทีนั้นไม่ได้นับว่าจริงใจนัก
เจียงเสียนเยว่เบะปาก เผยสีหน้างุนงงสงสัย พลางส่ายหน้า
"ไม่ได้ยินเลยนะ พวกเจ้าพูดให้ดังกว่านี้หน่อยได้หรือไม่?"
"นี่พวกเจ้ากำลังหาเรื่องงั้นหรือ?"
เมื่อเหยียนเหยาได้ยิน สภาพจิตใจก็แทบจะระเบิดออกมา สายตาที่เย็นเยียบผิดปกติกวาดมองไปยังเจียงเสียนเยว่
ที่นางยอมขอโทษพวกเขา ก็เห็นแก่หน้าของสวี่เจาเกอหรอกนะ
เวินอวี้ชูหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง น้ำเสียงนั้นทั้งใสกระจ่างและไพเราะน่าฟัง
"เสียงขอโทษเบาราวกับแมลงวันบินหึ่งๆ ทว่าเสียงข่มขู่ผู้คนกลับดังกึกก้องปานอสนีบาต การอบรมสั่งสอนของตระกูลเหยียนแห่งแดนทักษิณช่างน่าเกรงขามเสียจริง วันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว ช่างเปิดหูเปิดตาเสียจริง"
ถ้อยคำเสียดสีประโยคนี้ ทำให้สีหน้าของเหยียนเหยามืดทะมึนลง
ยามนี้เหยียนเหยาเพิ่งจะสังเกตเห็นเด็กหนุ่มผู้สวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าผู้นี้ ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่กลิ่นอายอันหนักแน่นและเงียบสงบ ทว่าในดวงตาเรียวยาวคู่นั้นกลับส่องประกายแห่งความเฉียบแหลม ราวกับดวงดาราบนท้องฟ้ายามราตรี ทั้งลึกล้ำและลี้ลับ เขาดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส ริมฝีปากซีดขาวจนไร้สีเลือดแม้แต่น้อย
เหยียนเหยาหรี่ตาสองข้างลง นางเคยสืบประวัติความเป็นมาของทุกคนในกลุ่มอสูรมาก่อน
ดังนั้น นางจึงรู้ว่าเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากผู้นี้คือใคร
เหยียนเหยากล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า
"ข้าขอโทษไปแล้ว พวกเจ้าจะได้ยินหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้าทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพวกเจ้ายังกล้าตามตอแยอีก ก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
ความหมายแห่งการข่มขู่นั้นชัดเจนยิ่งนัก
สายตาอันเย็นเยียบของเหยียนเหยากวาดมองคนในกลุ่มอสูรทั้งหลาย จากนั้นจึงร้องเรียกสมาชิกกลุ่มทูเซียนว่า
"พวกเราไป!"
สมาชิกกลุ่มทูเซียนรีบตามไปทันที และยังมีอัจฉริยะอีกไม่น้อยที่เดินตามหลังพวกเขาไป
ส่วนพวกของสวี่เจาเกอ และกลุ่มก้ายซื่อที่นำโดยสือจ้านนั้นไม่ได้จากไป ทว่ายังคงรั้งอยู่กับที่
สวี่เจาเกอดูเหมือนจะคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้จนเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นางแย้มยิ้มบางๆ พลางมองไปยังทิศทางของกลุ่มก้ายซื่อและกลุ่มอสูร แล้วเอ่ยถามว่า
"พวกเจ้าไม่ไปหรือ?"
จูเก่อโย่วหลินเอ่ยด้วยท่าทางแกว่งไปแกว่งมาว่า
"ไปอะไรกันเล่า ในเมื่อมาทดสอบหาประสบการณ์ทั้งที ก็ต้องเลือกท้าทายสิ่งที่ยากที่สุดสิ"
ตั้งแต่แรกเริ่ม กลุ่มอสูรของพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะออกไปทางรอดนั้นอยู่แล้ว ทว่ากำลังรอคอยการปรากฏตัวของอสูรหมอกพิษต่างหาก
และการที่เจียงเสียนเยว่สามารถแยกแยะปราณพิษทั้งสองชนิดได้อย่างรวดเร็วนั้น ก็เพื่อเป็นการตอบโต้การพุ่งเป้าโจมตีของเหยียนเหยาก็เท่านั้น
ตบหน้าพวกมันอย่างแรง
เสิ่นเยียนกล่าวว่า
"พวกเรากำลังรอให้อสูรหมอกพิษปรากฏตัว"
"บังเอิญจริง พวกเราก็เช่นกัน"
สวี่เจาเกอยิ้มตอบรับ กิริยาวาจาของนางล้วนสง่างามเปิดเผย ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาสายหนึ่ง
สีหน้าของสือจ้านแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนเล็กน้อย ในแววตาเผยให้เห็นถึงความหมายบางอย่างที่ยากจะอธิบายด้วยคำพูด เขากับเพื่อนร่วมกลุ่มข้างกายสบตากันอย่างรู้ใจ ในใจลอบไตร่ตรองถึงแผนการก้าวต่อไปอย่างเงียบๆ
เดิมทีตามความคิดในตอนแรกของพวกเขา คือตั้งใจจะรอให้กลุ่มทูเซียนล่วงหน้าไปก่อน แล้วจึงค่อยมุ่งหน้าไปยังทิศทางของทางออก เช่นนี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นได้
ทว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงก็คือ กลุ่มอสูรและพวกของสวี่เจาเกอกลับตัดสินใจรั้งอยู่เพื่อต่อกรกับอสูรหมอกพิษ!
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงแห่งการครุ่นคิด
การรั้งอยู่ต่อกรกับอสูรหมอกพิษย่อมเป็นภารกิจที่อันตรายอย่างยิ่งยวดอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการฝึกฝนความแข็งแกร่งของตนเอง และไขว่คว้าโอกาสที่ดีให้มากยิ่งขึ้น
สือจ้านเริ่มชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ขบคิดว่าควรจะเปลี่ยนแผนที่วางไว้แต่เดิม แล้วเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ดีหรือไม่
"พี่จ้าน พวกเราจะรั้งอยู่ต่อหรือไม่?"
ซือคงรุ่ยหลิงเอ่ยถามเสียงเบา
อสูรหมอกพิษมีตบะถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสิบเชียวนะ เทียบได้กับผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ในระดับขั้นสวรรค์ขั้นแปดขั้นเก้าเลยทีเดียว!
สือจ้านมีความลังเลอยู่บ้าง
"หากมีเพียงแค่พวกเรา ย่อมไม่มีทางเอาชนะอสูรหมอกพิษได้แน่ ทว่าคนที่จะรั้งอยู่ต่อ... มีมากทีเดียว"
ฟู่ยงโจวกล่าวว่า
"พี่จ้าน พวกเรารั้งอยู่เพื่อรับมือกับอสูรหมอกพิษกันเถอะ อย่างไรเสียต่อให้อสูรหมอกพิษจะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเราก็ไม่ตายนี่นา"
สมาชิกอีกคนหนึ่งกล่าวแย้งขึ้นมาว่า
"ทว่าหากพวกเราผลาญพลังวิญญาณจนหมดสิ้น ก็จะถูกดีดตัวออกจากแดนลับนะ..."
แววตาของสือจ้านลึกล้ำลงเล็กน้อย เขามองไปยังทิศทางของกลุ่มอสูร
สีหน้าของฟู่ยงโจวมืดครึ้มลง เขากล่าวอย่างจริงจังว่า
"พี่จ้าน ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะแพ้พวกมันจริงๆ! ท่านยังจำได้หรือไม่? ตอนที่พวกเราพบกับพวกเขาเป็นครั้งแรก พอพวกเขามองเห็นพวกเราปุ๊บ ก็ตกใจจนหนีหัวซุกหัวซุน แต่มาบัดนี้ พวกเขากลับไม่หวาดกลัวพวกเราอีกต่อไปแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้? บางที นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงก็ได้"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ สือจ้านก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ใช่แล้ว นี่บางทีอาจจะเป็นความห่างชั้น
สือจ้านช้อนตาขึ้นมองพวกเขา แล้วกล่าวว่า
"พวกเราจะรั้งอยู่ต่อ"
คนของกลุ่มก้ายซื่อไม่ได้มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด
และในระหว่างที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น พวกเสิ่นเยียนก็ได้เริ่มนั่งสมาธิพักผ่อนกันแล้ว
เพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่า เสิ่นเยียนกลับพบว่าฉือเยว่ที่เอนตัวพิงอยู่ข้างกายนางนั้น บนกระหม่อมมีต้นกล้าเล็กๆ งอกออกมา
"เจ้าเป็นอะไรไป?"
เสิ่นเยียนรีบถามทันที
ฉือเยว่เหลือบตาขึ้นมองเสิ่นเยียนเล็กน้อย แววตาสว่างกระจ่างใส ไร้ซึ่งอาการป่วยกำเริบใดๆ เขาเอ่ยประโยคหนึ่งด้วยความสงบนิ่งอย่างยิ่งว่า
"ข้าอยากจะฆ่าพวกมันทิ้ง"
พวกของเวินอวี้ชูก็ได้ยินคำกล่าวนี้เข้าหูเช่นกัน พวกเขามองไปยังฉือเยว่
ยามนี้พวกเขาเริ่มมีความรู้ใจกันบ้างแล้ว ย่อมรู้ดีว่าคนที่ฉือเยว่บอกว่าอยากฆ่าคือใคร นั่นก็คือพวกของเหยียนเหยานั่นเอง
เสิ่นเยียนยื่นมือออกไปตบศีรษะของฉือเยว่เบาๆ แล้วกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"ภายในแดนลับแห่งนี้ พวกมันไม่มีทางตายหรอก สั่งสอนพวกมันสักเล็กน้อยก็พอแล้ว"