- หน้าแรก
- ระบบสืบทอดสายเลือดศักดิ์สิทธ์, สร้างตระกูลจักรพรรดิอมตะ
- บทที่ 68 : การเปลี่ยนแปลงของมู่ซีเหยา
บทที่ 68 : การเปลี่ยนแปลงของมู่ซีเหยา
บทที่ 68 : การเปลี่ยนแปลงของมู่ซีเหยา
บทที่ 68 : การเปลี่ยนแปลงของมู่ซีเหยา
ปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวและเยือกเย็นปกคลุมท้องฟ้า
เนื่องจากการโจมตีของเย่หวู่ชางปะทะกับการโจมตี​ของหวังอู๋ต่าว….เสียงคํารามที่ดังสนั่น​ก็ตามมาอย่างรวดเร็ว​
จากนั้น​
การโจมตี​สบายๆของเย่หวู่ชางก็ปะทุขึ้นด้วยรัศมีที่น่าสะพรึงกลัว….ทําลายการโจมตีเต็มกำลัง​ของหวังอู๋ต่าวในทันที
เเละมันไม่เพียงแค่นั้น….ปราณดาบอันน่า​สะพรึงกลัว​นี้ยังคงเหลือพลังเเละพุ่งเข้าหาหวังอู๋ต่าวอย่างรวดเร็ว​
ตูมมมมม~!
อั่คคคค~!
ด้วยเสียงอันดังสนั่น, หวังอู๋ต่าวกระอัก​เลือด​ออกมาคำใหญ่, เเละร่างกายของเขาก็ถูกส่งออกจากบัลลังก์ทองคําสีม่วงในทันที​
ฉากนี้, ทำให้ทุกคนพูดไม่ออก
ด้วยตาของพวกเขาพวกเขาสามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า​ถ้าไม่ใช่การปกป้องเชิงพื้นที่ของสนามประลองนี้
การโจมตีของเย่ห​วู่​ชางคง​จะสามารถ​ฆ่าหวังอู๋ต่าวได้ในทันที
หวังอู๋ต่าวคือใคร?
​เขาเป็นถึงหนึ่งในอัจฉริยะระดับวีรบุรุษ​
เขาไม่ค่อยประสบกับความพ่ายแพ้เลยในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา
ความแข็งแกร่งของเขาได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งอาณาจักรชางหลาน, และแม้แต่ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับเจตนา​ดาบก็เหนือกว่าผู้ฝึกดาบคนอื่นๆนับไม่ถ้วน
ก่อนที่เย่หวู่ชางจะปรากฏ​ตัวขึ้นมา….หวังอู๋ต่าวนั้นเป็นผู้ฝึกดาบรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งในอาณาจักรชางหลานอย่างไม่ต้องสงสัย
การต่อสู้ของพวกเขาควรจะเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกดาบชั้นยอดทั้งสอง
เเต่โดยไม่คาดคิด, หวังอู๋ต่าวกลับพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว​เเละไม่สามารถต้านทานได้เเม้เเต่กระบวนท่าเดียว​
ต่อหน้าเย่หวู่ชาง เขาดูเหมือนเด็กที่ไม่รู้ว่าการควงดาบนั้นทำอย่างไร
"เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง!"
มือของหวังอู๋ต่าวที่ถือดาบสั่นสะท้าน และดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขาไม่คาดคิดว่าทักษะดาบที่ภาคภูมิใจตลอดชีวิตของเขาจะดูเปราะบางเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเย่หวู่ชาง
ท่าสังหารที่อยู่ยงคงกระพันของเขาซึ่งเขาใช้ออกมาอย่างสุดกําลังกลับพ่ายแพ้ให้คู่ต่อสู้ที่ยังไม่ได้ชักดาบ​ด้วยซ้ำ​
หากระดับการฝึกตนมีความเหลื่อมล้ำ​อย่างมาก​เขาก็คงพอจะเข้าใจได้….แต่นี่ระดับการฝึกตนของพวกเขานั้นเท่าเทียมกัน​
"พลังของเขามีมากมาย​ขนาดใหนกันเเน่"
หวังอู๋ต่าวมองไปที่เย่หวู่ชางซึ่งยืนอยู่บนบัลลังก์ทองสีม่วงอย่างองอาจ…..มองลงมาที่เขาถามตัวเองอย่างเฉยเมย​
เเละหลังจากการพ่ายแพ้​นี้, เขาก็ตระหนักรู้ทันทีว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันด้วยซ้ำ
ในขณะนี้, ด้วยการโจมตี​เพียงครั้งเดียว…..เย่หวู่ชางก็ทําให้ทั้งโลกประหลาดใจอีกครั้ง
ผู้ชมทุกคนเเละแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ อาณาจักรถ้ำสวรรค์หลายคนบนเวทีต่างก็เงียบเสียงลง
พวกเขาต้องยอมรับว่าพวกเขาตัดสินชายคนนี้ผิด
ตอนเเรกพวกเขาไม่เชื่อการจัดอันดับ​ของศาลากลไก​สวรรค์, เพราะชายหนุ่มคนนี้มีภูมิหลังที่ต่ำต้อย
เเต่ตอนนี้ทุกคนล้วนทราบตรงกันเเล้วว่าเย่ห​วู่​ชาง​สมควรเเล้วที่จะเป็นผู้นำของอัจฉริยะ​ระดับ​มังกร​ทั้งสี่
………..
ในขณะนี้เย่หวู่ชางยืนอยู่คนเดียวบนบัลลังก์​
มองลงไปยังอัจฉริยะทั้งหมดที่อยู่ด้านล่างด้วยสีหน้าสงบ
ราวกับว่าเขาเป็นกษัตริย์ที่ปกครองโลกเเละดูถูกวิชาของอัจฉริยะ​ทุกคน
มีใครที่จะสามารถแข่งขันกับเขาได้หรือไม่?
อัจฉริยะ​ทุกคนมีคำถามนี้ในใจ, แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
จากนั้นสายตาของพวกเขาทั้งหมดก็หันไปหาอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่อีกสามคนที่เหลือ
พวกเขารู้ว่าหลังจากการปะทะกันเมื่อกี้…..ถ้าพูดถึงคนรุ่นเยาว์​ในอาณาจักรชางหลาน
มันก็มีเพียงสามคนนี้เท่านั้นที่จะสามารถเป็นคู่แข่งกับเย่หวู่ชางได้
เเละการเป็นศูนย์กลางของความสนใจ….ก็ทำให้อัจฉริยะทั้งสามรู้สึกกดดันโดยไม่มีเหตุผล
หวังอู๋ต่าวนั้นแข็งแกร่งมาก, แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะเขาได้เช่นกัน….แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายเหมือน​อย่างที่เย่หวู่ชางทำ
แต่ถึงอย่างนั้น​ พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะยอมเเพ้
ก่อนที่จะมาที่นี่พวกเขาทั้งสามได้ตัดสินใจแล้วว่าบัลลังก์ทองคําสีม่วงนี้ต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น​
อย่างไรก็ตาม การปรากฏ​ตัว​ของเย่หวู่ชางได้ทําลายภาพฝันของพวกเขาทั้งหมด
เเละหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง, ในที่สุดคนแรกที่เงยหน้าขึ้นและก้าวเข้าสู่บัลลังก์ทองคําสีม่วงก็คือมู่ซีเหยาโดยไม่คาดคิด
ทันทีที่เธอบินลงบนเวที….พื้นที่รอบๆมันก็ได้กลายเป็นโลกใบเล็กที่ทั้งสองฝ่ายหันมาเผชิญหน้ากัน
ไม่มีการแลกเปลี่ยนการกระบวนท่าในทันที….มีแต่เป็นความเงียบจากทั้งคู่
จากนั้น มู่ซีเหยาก็เป็นคนแรกที่ทําลายความสมดุลของความเงียบสงบนี้
"ข้าไม่ได้คาดหวังให้เจ้าจะพัฒนาเร็วขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี”
“ไม่เพียงแต่การฝึกตนของเจ้าจะตามทันข้าได้เท่านั้น​….แม้แต่พลังการต่อสู้ของเจ้าก็บรรลุ​ถึงขั้นที่น่า​สะพรึงกลัวเช่นนี้​”
เมื่อมองไปที่ใบหน้าที่เฉียบคมและหล่อเหลาของเย่หวู่ชาง….มู่ซีเหยาก็อดไม่ได้ที่จะนึกช่วงที่เธอเดินทาง​ไปเยือนตระกูลเย่
ในเวลานั้นถ้าไม่ใช่เพราะเย่ว์รู่ชวง…. เธอคงไม่เหลือบมองเขาด้วยซ้ำ​
เย่หวู่ชางก็ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งนี้เช่นกัน….ในตอนนั้นทั้งสองคนจึงไม่ได้พูดอะไรกันมาก
สําหรับเย่หวู่ชาง, ถ้ามู่ซีเหยาไม่ใช่คู่แต่งงานที่ระบบตรวจพบ….เขาก็คงจะลืมเธอไปนานแล้ว
แม้ว่ามู่ซีเหยาจะสวยเป็นพิเศษและมีเสน่ห์ในระดับสูงมาก
แต่สําหรับเย่หวู่ชาง,​ ความน่าดึงดูดใจไม่เคยเป็นปัจจัยที่สําคัญที่สุด
เย่หวู่ชางนั้นคิดว่าเธอเป็นเพื่อนและพี่สาวที่ดีที่สุด​ของเย่ว์รู่ชวง….เขาจึงยกยิ้มให้เธออย่างใจดี
"คนเราพัฒนา​ไปข้างหน้าเสมอ….เเล้วรู่ชวงได้บอกเจ้าไปก่อนหน้านี้เเล้วนี่,​ ว่าข้านั้นไม่ธรรมดา​อย่างที่เจ้าคิด"
ใน​ขณะที่พูด
เย่ห​วู่​ชาง​ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของเขาได้กระตุ้นหัวใจของมู่ซีเหยาอย่างแท้จริง
ดูเหมือนว่าในอดีต เย่หวู่ชางจะเคยยิ้มให้เธอแบบนี้เช่นกัน….แต่ในเวลานั้นเธอไม่ได้สนใจมันมากนัก
เเต่ตอนนี้, ชั่วครู่หนึ่งแก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
โชคยังดีที่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย….เธอจึงสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น, ดาบของเธอก็ถูกปลดปลอก….เเละจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเธอก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมมุ่งตรงไปที่เย่หวู่ชาง
"มาเลย, ข้าอยากเห็นว่าเจ้าแข็งแกร่งมากแค่ไหน!"
เมื่อเห็น​สิ่ง​นี้, เย่หวู่ชางก็พยักหน้าเบาๆ
"เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ!"
ฟุ่บบบบ~!
หลังจาก​เขาพูดจบ,​ การโจมตี​ที่แหลมคม รวดเร็ว และแม่นยําของเจตนาดาบขั้นที่สี่ก็พุ่งมาหาเขาทันที​
เจตนาดาบที่ทรงพลังเช่นนี้….ถ้าเป็นคนธรรมดาคงจะตื่นตระหนกอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม, ตอนนี้คนที่​เธอกําลังเผชิญหน้าอยู่คือเย่หวู่ชาง
เเน่นอ​นว่าเย่หวู่ชางสามารถ​หลบการโจมตี​นี้ได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นด้วยดาบผ่าจันทราในมือ….เขาก็เริ่มสวนการโจมตี​ของมู่ซีเหยาอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่บุกทะลวงสู่อาณาจักรสำแดงกฎเกณฑ์มาได้, มู่ซีเหยาก็ไม่เคยมีการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นและสามารถ​ปลดปล่อย​พลัง​สูงสุด​เเบบนี้เลย
ใน​ขณะนี้​เมื่อมีเย่หวู่ชางเป็นคู่ประลอง….เธอจึงสามารถ​ปล่อยวางและปะทุพลัง​ได้อย่างต่อเนื่อง
เย่หวู่ชางนั้นมี, ดวงตาคู่พิเศษ, กระดูกสวรรค์ขั้นสูงสุด และ ดวงตาเเห่งโชคชะตา
ทั้งหมด​นี้มันจึงทําให้เขามองเห็นจุดเเข็ง​เเละ​จุดอ่อนในทักษะการต่อสู้ของเธอได้อย่างชัดเจน​
เเละมู่ซีเหยานั้นก็เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ด้านดาบในระดับสูง​สุด​ถึงสามอย่าง
ดังนั้นในการประลอง​ที่อยู่​ภายใต้การแนะนําของเย่หวู่ชาง
มู่ซีเหยาก็รู้สึกได้เลยว่าความแข็งแกร่งของเธอเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเข้าใจนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับวิชาดาบที่แทรกซึมอยู่ในจิตใจของเธอเริ่มปรากฏ​ออกมา….เเละมันทําให้ออร่าของเธอพัฒนา​ยิ่งขึ้น​เรื่อย​ๆ​
เเละเมื่อเห็นแบบนี้แล้ว, ฝูงชนรอบๆจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์​ของ​พวกเขา​ได้อย่างไร?
"เกิดอะไรขึ้น? เย่หวู่ชางเกิดในราชวงศ์ต้าเซี่ยไม่ใช่หรือ….เเล้วเขาไปรู้จักมู่ซีเหยาได้อย่างไร"
"ใครจะรู้ล่ะ,​ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจะไม่เลว….มิฉะนั้น เย่หวู่ชางคงไม่สอนเธอผ่านการประลอง​เเบบนี้"
"เหอะๆ….เรื่องราว​ระหว่างเหล่าอัจฉริยะ, มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเราสามารถ​คาดเดาได้เลย!"
……….
หลัง​จากนั้น​
ภายใต้กระแสของเวลา….การต่อสู้ของพวกเขากินเวลาถึงสองวันเต็ม
แต่สําหรับโลกภายนอก, มันผ่านไปได้ไม่นานนัก​ (ในโลกใบเล็กเวลา​เดินเร็วกว่า)​
เเละในที่สุด
ออร่าสวรรค์ที่น่าตกตะลึงก็พุ่งทะยาน​ออกมา….ทุกคนต่างรู้สึกสั่นสะท้าน​และหันหน้าไปมองในทิศทาง​หนึ่ง​
พวกเขาเห็นว่าภายใต้การโจมตีและคําแนะนําอย่างต่อเนื่องของเย่หวู่ชาง….ในเวลานี้​ร่างกายของมู่ซีเหยา ก็ได้ปะทุขึ้นด้วยออร่าปราณดาบที่น่าสะพรึงกลัว
ออร่าปราณดาบนี้ปกคลุมพื้นที่และทะลุท้องฟ้า
รอบตัวพวกเขา, ผู้ฝึกดาบจำนวนนับไม่ถ้วนต่างมองไปยังดาบของตนที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความสยดสยอง
จากนั้น, พวกเขาทั้งหมดก็เงยหน้าขึ้นมองมู่ซีเหยาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"เสียงสะท้อนของดาบหมื่นเล่ม…..พระเจ้า, เจตนาดาบของเธอทะลุไปถึงขั้นที่ห้าแล้ว?"
ทันทีที่คําพูดเหล่านี้หลุดออกมา….ผู้ชมรอบๆทุกคน​ต่างก็ตกตะลึง​ทันที​
ขั้นที่สี่ของเจตนาดาบเป็นสิ่งที่ผู้ฝึก​ดาบจำนวน​นับไม่ถ้วนไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ตลอดชีวิตของพวกเขา
เเต่ตอนนี้มู่​ซี​เหยา​กลับทะลวงไปสู่เจตนาดาบขั้นที่ห้าโดยตรง….ดังนั้น​เธอจึงเหนือกว่าผู้ฝึกดาบคนอื่นๆมาก
ความแตกต่างระหว่างขั้นที่ห้าของ เจตนาดาบกับขั้นที่สี่นั้นเหมือนความเเตกต่างของสวรรค์และโลก
ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็มองไปที่ เย่หวู่ชางด้วยสายตาราวกับว่าพวกเขาค้นพบสมบัติสวรรค์​
ถ้าพวกเขาสามารถได้รับคําแนะนําจากเย่ห​วู่​ชาง…..พวกเขา​จะสามารถฝ่าฟันเจตนา​ดาบไปได้หรือไม่?
อย่างไร​ก็ตาม, พวกเขาก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เย่ห​วู่​ชาง​จะมาสนใจคนธรรมดา​อย่างพวกเขา​
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้, การจ้องมองของพวกเขาที่มีต่อมู่ซีเหยาจึงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความหึงหวง
เเละในขณะนี้ มู่ซีเหยาก็ได้ฟื้นสติจากการตระหนัก​รู้และสัมผัส​ได้ถึงแนวคิดทางศิลปะของเธอเอง
ปกติ​เเล้ว, ความก้าวหน้าของเธอในครั้งนี้จะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจในวิชาดาบอย่างน้อยอีกห้าปี
แต่ตอนนี้ด้วยความช่วยเหลือของ เย่หวู่ชาง….เธอประหยัดเวลาไปได้ถึงห้าปีเต็ม
ด้วยคําแนะนําเพียงสองวันหนึ่งคืนกลับทำให้เธอสามารถหลีกเลี่ยงทางอ้อมได้มากมาย
เเล้วถ้าเธอสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ทุกวันล่ะ?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้, สีหน้าเขินอายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีดครั้ง
แต่ในไม่ช้าเธอก็ยับยั้งการแสดงออกของเธอ….มองไปที่เย่หวู่ชางเเละแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ
"ขอบคุณมาก!"
"เจ้าเป็นพี่สาวที่ดีของรู่ชวง….ดังนั้นเราไม่จําเป็นต้องมีพิธีรีตอง​เช่นนี้"
"พี่สาวที่แสนดี?" มู่ซีเหยาพูดซ้ำคำนั้นในใจอย่างเงียบๆ
เมื่อได้ยินคําพูดที่ดูไม่สนิทสนมเล็กน้อยของเย่หวู่ชาง….ด้วยเหตุผลบางอย่างเธอจึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ชอบที่เย่หวู่ชางช่วยเหลือ​เธอเป็นเพราะ​เย่ว์รู่ชวง
แต่เธอก็รู้ด้วยว่าหากไม่มีเย่ว์รู่ชวง….เย่หวู่ชางก็คงไม่ทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยเธอเเบบนี้
"เอาล่ะ….ข้ายอมรับความพ่ายแพ้" มู่ซีเหยาพูดเบาๆ
แม้ว่าเจตนาดาบของเธอจะประสบความสําเร็จ​ในการก้าวหน้า…เเละพลังการต่อสู้ของเธอก็เพิ่มขึ้น​จนถึงขั้นที่เหนือจินตนาการ
แต่เธอรู้ว่าเมื่อเทียบกับเย่หวู่ชาง, ไม่ว่าเธอจะเเข็ง​เเก​ร่​งขึ้นมากเเค่​ใหน​มันก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างใดๆ
……..
หลัง​จากนั้น​
ทันทีที่​เธอก้าวลงจากบัลลังก์, ชูไท่ชางก็ก้าวไปข้างหน้าและมาถึงสนามประลองทองคําสีม่วงทันที​
เมื่อเห็นพัฒนาการอย่างมากของมู่ซีเหยา….เขาก็กระตือรือร้นอย่างมากเช่นกัน
หากเขาได้รับการชี้เนะจากเย่หวู่ชาง….บางทีเขาอาจจะ​ได้รับผลประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ก็ได้
ดังนั้น, เขาจึงเดินตรงขึ้นไปบนเวทีโดยไม่พูดอะไรสักคํา
แต่​อย่างไร​ก็​ตาม, เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าในทันทีที่เขาก้าวขึ้นมา…. ใบหน้าของเย่หวู่ชางก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มทันที​
เย่ห​วู่​ชาง​มองไปที่ชูไท่ชางอย่างเฉยเมย
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยคําเตือนที่อันตรายมากในขณะนี้
อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นใจดีหรือไง?
ถึงได้กล้ามาเปิดศึกเพื่อเเย่งบัลลังก์ทองคําสีม่วงของเขาเเบบนี้?
หลังจาก​นั้น
โดยไม่มีการพูดจาไร้สาระใดๆ
เย่ห​วู่​ชาง​ได้เหวี่ยง​ดาบผ่าจันทราลงมาจากกลางอากาศด้วยพลังสูงสุด
……………………………..