เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 : เจ้าอ่อนแอเกินไป

บทที่ 67 : เจ้าอ่อนแอเกินไป

บทที่ 67 : เจ้าอ่อนแอเกินไป


บทที่ 67 : เจ้าอ่อนแอเกินไป



"อืม,​ ด้วยความแข็งแกร่งของข้า จางฉีหยวน…..บัลลังก์นี้เป็นของข้าและข้าอยากเห็นว่าใครจะกล้าแข่งกับข้า!"





"จางฉีหยวน….เจ้าบ้านนอกอย่างเจ้ามาเย่อหยิ่งที่นี่ได้ยังไง, ออกไปจากที่นี่ซะ"





"ฮิฮิ หลังจากหลายปีมานี้ เจ้าเป็นคนแรกที่กล้ายั่วยุความโกรธของข้า….เเต่นี่จะเป็นสิ่งที่เจ้าไม่สามารถทนได้,​ ตายซะ"





"ต้องการให้ข้าตาย....เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติ​หรือ?"





ในสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน

ในตําแหน่งต่างๆ, ทุกคนเห็นโลกใบเล็กที่ยาวขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและมันก็เริ่มมีร่างสองร่างปะทะกันภายในนั้น





ในไม่ช้า….การต่อสู้เพื่อเเย่งชิงบัลลังก์เงินก็มาถึงขีดจํากัดอย่างรวดเร็ว​ (คนส่วนมากมาชิงบัลลังก์เงินกัน)​





หลายคนมองไปที่บัลลังก์ทองคําโดยเฉพาะบัลลังก์ทองคำ​สีม่วงด้วยดวงตาที่ร้อนแรงเเละความปรารถนาที่จะลอง





อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นอัจฉริยะ​อาณาจักรสําแดงกฎเกณฑ์ที่อยู่ในระดับแนวหน้า





ในหมู่พวกเขาทั้งหมด​ ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ​ระดับพรสวรรค์และอัจฉริยะ​ระดับวีรบุรุษโดยศาลากลไกสวรรค์





ในท้ายที่สุด, พวกเขากฌเลือกที่จะยอมแพ้และรอให้การต่อสู้เพื่อเเย่งชิงบัลลังก์เงินสิ้นสุดลงก่อน….ถึงจะเริ่มการท้าทายต่อไป





………

ณ​ ขณะนี้​

ดวงตาของเย่หวู่ชางกะพริบปริบๆ….เมื่อเขาค้นพบว่าเวทีนี้เป็นสมบัติหายากของสวรรค์และโลก





ไม่เพียงแต่มันมีโลกใบเล็กจำนวน​นับไม่ถ้วนเท่านั้น….แต่มันยังมีพลังแห่งเวลาอีกด้วย



ในการต่อสู้ภายในนั้น, เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับโลกภายนอก​





ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือในโลกใบเล็กมันไม่มีพลังงานวิญญาณ





แต่ถ้ามี, ศาลากลไกสวรรค์คงไม่นํามันออกมาเเน่ๆ

เเละในขณะที่เย่ห​วู่​ชาง​กําลังศึกษาสมบัติ​ของสวรรค์และโลก

ผู้ฝึกตนอาณาจักรสําแดงกฎเกณฑ์บางคนก็ได้เคลื่อนไหวแล้ว





สายตาของพวกเขาชัดเจนเป็นพิเศษ โดยมุ่งความสนใจไปที่บัลลังก์สูงสุด​เท้านั้น





พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ฝึก​ตน​อาณาจักรสําแดงกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่ง, และพวกเขาไม่เชื่อว่าพวกเขาอ่อนแอกว่าคนอื่นๆ





แม้ว่ามันจะเป็นอัจฉริยะระดับมังกรที่น่า​ตกตะลึง​, แต่พวกเขาก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถ​เอาชนะได้





"ข้าจางเสวี่ยเฟิง….ข้าต้องการดูว่าใครจะกล้าแข่งขันกับข้าเพื่อชิงบัลลังก์สูงสุด​นี้!"





หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวไปข้างหน้าโดยตรงและมุ่งหน้าไปยังบัลลังก์สีม่วงทอง





อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะเหยียบมัน

กําปั้นยาวคู่บารมีก็พุ่งเข้ามาในแนวนอน…..บังคับให้เขาหันหลังกลับและเผชิญหน้ากับหมัดนี้





"จางเสวี่ยเฟิง!" ดวงตาเย็นชาของ เจียงเสวี่ยหยางเป็นประกายแห่งความกลัวในขณะที่เขามองไปที่อีกฝ่าย





เห็นได้ชัดว่าเขาเคยประสบกับความพ่ายแพ้ภายใต้คู่ต่อสู้มาก่อน!





จางเสวี่ยเฟิงไม่ได้สนใจอาการ​ของอีกฝ่ายเเละพูดทันที​ว่า

"บัลลังก์นี้เป็นของข้า!"





น่าเสียดายที่ก่อนที่พวกเขาจะได้ต่อสู้​กัน…..ผู้ฝึก​ตน​อาณาจักรสําแดงกฎเกณฑ์อีกหลายคนก็เริ่มเคลื่อนไหวเเล้วเช่นกัน​



"เจียงเสวี่ยหยาง, เจ้ากล้ามากที่เล็งบนบัลลังก์ทองคําสีม่วง…..ให้ข้าแสดงดาบของข้าให้เจ้าดู!"





การต่อสู้กลายเป็นความโกลาหล และทุกคนก็เริ่มต่อสู้เพื่อชิงบัลลังก์ทองคําสีม่วง





ที่น่าแปลกคือ​ ไม่มีใครสนใจบัลลังก์ทองคําเลย





…………

เเละใน​ขณะที่การต่อสู้ใกล้บัลลังก์ทองคําสีม่วงเริ่มวุ่นวาย​มากขึ้น​เรื่อย​ๆ​

ทันใดนั้น ออร่าอันน่าสะพรึงกลัวสามจุดก็ปะทุขึ้น





ฝูงชนที่กำลังต่อสู้กันต่างตื่นตระหนก​และหันหัวกลับ





ทันใดนั้น, พวกเขาเห็นก็เห็นชูไท่ชาง, เจียงลั่วเฉิน และ มู่ซีเหยา ลอยขึ้นไปในอากาศครอบครองพื้นที่​ใกล้ๆบัลลังก์​ทองสีม่วง​ด้วยกัน





ดูเหมือนมันจะมีข้อตกลงร่วมกัน​โดยปริยาย

เพราะพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กันเอง….แต่เลือกที่จะโจมตีฝูงชนคนอื่นๆแทน





"เจ้าพวกมดปลวก, กล้าแตะต้องสิ่งที่เป็นของข้า.…ตาย!"





ชูไท่ชางดําเนินชีวิตตามชื่อของเขาเสมอ

เเละด้วยบุคลิกที่ครอบงําอย่างมาก….การโจมตีที่ดุเดือดก็ถูกปลดปล่อยออกมา​จากเขา





หมัดขนาดมหึมาของเขาได้ปรากฏ​เเละกลืนกินทุกสิ่ง

เจตนาหมัดอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมท้องฟ้า แบกรับแรงสะท้อน​ไม่รู้จบเเละพุ่งเข้าหาฝูงชนอย่างรวดเร็ว​





"ดวงดาวร่วงหล่น​….ตาย!"





อีกด้าน, เสียงเย็นชาเล็กน้อยของ เจียงลั่วเฉินก็ดังก้อง…..พร้อมกับร่างกายของเขาที่เปิดจุดลมปราณ​ทั้ง 150 จุด​บนร่างกาย​





ด้วยพลังของคนคนหนึ่งที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนที่ทรงพลังกว่า 150 คนรวมกัน

บรรยากาศ​รอบๆจึงอบอวลไปด้วยพลังเเห่งดวงดาว….พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นช่างน่าเกรงขามเเละน่าอัศจรรย์​มาก





สุดท้าย

เมื่อเทียบกับอัจฉริยะ​ทั้งสองก่อนหน้า….พลังของมู่ซีเหยาก็ไม่ได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อย





"ดาบเปิดประตูสวรรค์!"



ปราณดาบอันทรงพลังปะทุขึ้นและทําให้เกิดการระเบิดในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต





ดาบเล่มนี้มีเจตนา​ดาบขั้นที่สี่เเฝงอยู่ด้วย….ดังนั้นมันจึงทรงพลังเป็นพิเศษ

มันแบกพลังของสวรรค์​เเละโลก….พร้อมตกลงมากลางฝูงชน





เมื่อเห็นอัจฉริยะระดับมังกรผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามเคลื่อนไหว….ผู้คนจำนวน​นับไม่ถ้วนก็หน้าเปลี่ยนสีด้วยความตกตะลึง​





ในขณะนี้, ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้เห็นช่องว่างอันมหาศาลระหว่างอัจฉริยะระดับมังกรและอัจฉริยะธรรมดา​อย่างพวกเขา​





เเละเมื่อรู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของท่าสังหารที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้พวกเขา

ทุกคนจึงรีบถอนตัวอย่างรวดเร็วและปลดปล่อยท่าไม้ตายของตัวเองออกมาสกัดกั้น​





ตูมมมมม~~!





เวทีทั้งหมดสั่นสะท้านและแกว่งไปมทันที​





ฉากนี้จะเห็นได้ว่าการปะทะกันครั้งนี้น่ากลัวเพียงใด





บนท้องฟ้าหลังจาก​นั้น

นอกเหนือจากอัจฉริยะระดับมังกรผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคนเเล้วก็ไร้ซึ่งใครคนอื่นยืนอยู่กลางอากาศ​อีก





ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องตกลงไปบนพื้นด้วยก้าวที่ไม่มั่นคง….และหลายคนถึงกับต้องคุกเข่า​ด้วยซ้ำ​





แต่พวกเขาไม่ได้​สนใจท่าทางเขินอายของตัวเอง….พวกเขาแหงนมองท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ

ดวงตาของพวกเขาเผยให้เห็นความไม่อยากจะเชื่อ





ในตอนเเรก, พวกเขาคิดว่ามันไม่น่าจะมีช่องว่างมากนักระหว่างพวกเขากับอัจฉริยะระดับมังกร

แต่โดยไม่คาดคิด, ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว….พวกเขาต่างก็ถูกบดขยี้อย่างสมบู​รณ์



ในที่สุด, พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าการประเมินของศาลากลไกสวรรค์นั้นน่าประหลาดใจมากเพียงใด





……..

ณ​ ขณะนี้​

อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามยืนอยู่บนท้องฟ้าอย่างภาคภูมิ

ก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมเเละเผชิญหน้ากัน



ในท้ายที่สุดพวกเขาทั้งหมดทะยานก็ขึ้นไปในอากาศโดยมีเป้าหมายที่บัลลังก์ทองสีม่วง





เห็นได้ชัดว่าหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง….เเละแต่ละคนต่างก็เล็งตําแหน่งแรกของการประลองนี้





อย่างไร​ก็ตาม, ในขณะที่ทั้งสามกำลังจะเปิดการต่อสู้​เพื่อชิงตําแหน่ง…..จู่ๆมันก็มีเงาดําเงาหนึ่งแวบขึ้นมาต่อหน้าต่อตาพวกเขา





ในเวลาต่อมาชายหนุ่มในชุดดําก็ปรากฏตัวขึ้นบนบัลลังก์โดยตรง





ทันทีหลังจากนั้น​ โดยไม่ให้เวลาใครตอบสนอง….ชายหนุ่มในชุดดําก็หันกลับมาเเละลงมือทันที​





ตูมมมม~~~!

ในพริบตาเดียวออร่าอันน่าสะพรึงกลัวและน่าเกรงขามของดาบที่ไร้ขอบเขตก็ปะทุ​และกลืนกินท้องฟ้าไปครึ่งหนึ่ง





ครืนนนน~!





เจตนาดาบทําให้ทั้งเวทีสั่นสะเทือน​ในขณะนี้





เห็นได้ชัดว่าพวกชูไท่ชางไม่คาดคิดว่าจะมีคนกล้าเคลื่อนไหวต่อหน้าพวกเขา, และโมเมนตัมของอีก​ฝ่าย​เพียงอย่างเดียวก็น่ากลัวมาก





พวกเขารู้สึกราวกับว่าเจตนาดาบที่น่าสะพรึงกลัวกําลังจ่ออยู่ที่คอของพวกเขา….ราวกับว่าการที่พวกเขา​จะก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวจะทําให้โลกของ​พวกเขา​กลับหัวกลับหาง





สุดท้าย, ความรู้สึกกดขี่อันน่าสยดสยองได้ปราบปรามร่างของพวกเขาโดยตรงและทําให้พวกเขาตกลงบนพื้นเช่นเดียวกับ​คนอื่น​ๆ





ฟ่ออออ~!





เมื่อได้เห็นฉากนี้, ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกตนบนเวทีการต่อสู้ทั้งหมดเท่านั้นที่ตกตะลึง….เเม้แต่ยังมีหลายคนที่มาสังเกตการต่อสู้จากภายนอกก็ต้องตกตะลึง​เช่นกัน​



แม้แต่บุคคลที่มีอํานาจของกองกําลังหลักที่เฝ้าสนามประลอง​อยู่….ก็ต้องแสดงความประหลาดใจในขณะนี้





โมเมนตัมที่น่าสะพรึงกลัวและยังมีความรู้สึกกดขี่อันมหาศาล​

บุคคลผู้นี้คือใครกัน?





……….

ทางด้านชูไท่ชางและอัจฉริยะ​อีกสองคนที่ตกลงมาบนพื้นต่างก็มีสีหน้าเขินอายเล็กน้อย





พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกใครสักคนในรุ่น​เดียวกั​นปราบปรามเช่นนี้



ณ​ ขณะนี้, มู่ซีเหยาจ้องมองร่างสีดําอย่างว่างเปล่า

ดวงตาที่สวยงามของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อ





เธอนึกไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มที่เธอไม่ได้สนใจเมื่อสองสามปีก่อน….จะมายืนอยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้





ยิ่งกว่านั้นเขายังปราบปรามเธอด้วยความเเข็ง​เเก​ร่ง​ที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง





"เป็นเขาจริงๆ!"





แม้ว่าจะเห็นด้วยตาของตนเอง, แต่มู่ซีเหยาก็ยังคงตกตะลึงอย่างมาก





เธอนึกไม่ถึงจริงๆ….ว่าจะมีใครบนโลกที่สามารถบรรลุระดับการฝึกฝนได้รวดเร็ว​ขนาดนี้





เเละฉากนี้ก็ทำให้ฝูงชนรอบๆเริ่มพูดคุยกัน





"ชายคนนี้เป็นใคร?....ออร่าของเขาน่าสะพรึงกลัวมาก!"





"สามในสี่อัจฉริยะระดับมังกรปรากฏตัวขึ้นเเล้ว, แต่ยังมีหนึ่งคนที่หายไป…. เห็นได้ชัดเลยว่าชายคนนี้เป็นใคร!"





"เจ้าจะบอกว่าเขาคือผู้ฝึกดาบลึกลับที่ไม่มีใครเทียบได้​ เย่หวู่ชางงั้นหรือ?”

“เเต่ไม่นานมานี้เขาพึ่งทะลวงอาณาจักร​พระราชวัง​สีม่วง​ได้นี่…..เเล้วตอนนี้เขาอยู่ในอาณาจักรสําแดงกฎเกณฑ์ได้อย่างไร”





"ไม่เเปลกหรอก….พรสวรรค์ของอัจฉริยะระดับมังกรนั้นเหนือจินตนาการของพวกเราอย่างมาก!"



"เเละมันไม่น่าแปลกใจเลยที่ศาลากลไกสวรรค์จะจัดอันดับให้เขาเป็นผู้นําของสี่มังกรผู้ยิ่งใหญ่, แค่ออร่าของเขาคนเดียวก็น่ากลัวมากเเล้ว!"





"เเละทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น, ความตั้งใจของเขาก็ชัดเจนมาก….เขาต้องเป็นบัลลังก์ทองคําสีม่วงอย่างชัดเจน​”

“ดูเหมือนว่าการประลองปีนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดอีกครั้งระหว่างเหล่ามังกรผู้ยิ่งใหญ่​!”





"ใช่เเล้ว….การแข่งขันระหว่างสี่มังกรผู้ยิ่งใหญ่, มันจะต้องน่าตื่นเต้นอย่างเเน่นอน!"





………..

ในขณะนี้

สายตาจำนวน​นับไม่ถ้วนล้วนมาบรรจบกันที่ร่างของเย่หวู่ชาง….เเละต้องการทราบระดับพลังการต่อสู้ที่เเท้จริ​งของเขา





เเต่ในทางกลับกัน, สามมังกรผู้ยิ่งใหญ่ยังคงสงบและไม่ได้ริเริ่มที่จะโจมตี





สัญชาตญาณของพวกเขาทั้งสามเเจ้งเตือน​พวกเขาว่า….บุคคลนี้ไม่ง่ายที่จะรับมือ





อย่างไรก็ตาม, ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหว





ชายคนหนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นพิเศษ….จู่ๆก็ทะยานขึ้นไปในอากาศและมุ่งหน้าไปยังบัลลังก์ทองคําสีม่วง





เขาเปล่งพลังปราณดาบที่น่าสะพรึงกลัว….แสดงพลังที่น่าเกรงขามของปรมาจารย์ดาบที่ไม่มีใครเทียบได้



"เย่หวู่ชาง ผู้นําของสี่มังกรผู้ยิ่งใหญ่…..ข้าหวังอู๋ต่าว, ข้ามาทดสอบว่าดาบของเจ้าหรือดาบของข้าใครจะคมกว่ากัน!"





หลังจากพูดโดยไม่ให้เวลาใครครุ่นคิด, เขาก็ก้าวเข้าสู่บัลลังก์ทองสีม่วงเเละสร้างโลกใบเล็กโดยตรง





เมื่อเห็นสิ่งนี้, ทุกคนรอบๆต่างก็เฝ้าดูอย่างตั้งใจ​

ดูเหมือนว่าพวกเขา​ต้องการจะเห็นการต่อสู้ระหว่างปรมาจารย์ดาบสองคนนี้อย่างมาก





"มาเถอะ, เย่ห​วู่​ชาง….ข้าต้องการต่อสู้กับเจ้ามากที่สุดเเล้วในการประลอง​นี้"



หวังอู๋ต่าวจ้องมองไปที่เย่หวู่ชางด้วยสายตาที่แน่วแน่…..ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันทรงพลัง​





อย่างไร​ก็ตาม, น่าเสียดายที่เย่หวู่ชางเพียงเหลือบมองเขาเล็กน้อย​และส่ายหัวเท่านั้น

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้กระตุ้นความสนใจของเย่ห​วู่​ชาง​ได้เลย





"ถอยไปเถอะ, เจ้าอ่อนแอเกินไป!"





ฟ่อ~~!





ทันทีที่คําพูดเหล่านี้หลุดออกมา….ก็จะได้ยินเสียงตกตะลึง​ของคนอื่นๆทันที

ไม่มีใครคาดคิดว่าเย่หวู่ชางจะหยิ่งผยองถึงขนาดนี้

เขากล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า หวังอู๋ต่าวนั้นอ่อนแอเกินไป





"ข้าอ่อนแอเกินไป?”

“ฮ่าฮ่า….นี่เป็นเรื่องตลกที่ไร้สาระที่สุดที่ข้าเคยได้ยินในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา”

“ในเมื่อเจ้าหยิ่งผยอง​นัก, งั้นก็ตายซะเถอะ​”





ด้วยดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

หวังอู๋ต่าวได้ปลดปล่อยปราณดาบถึงขีดสุด, ใช้ทักษะ​ที่ทรงพลัง​ที่สุด​ของเขา​เเละฟันเข้าหาเย่หวู่ชางอย่างรุนแรง





เเละทันทีที่การโจมตี​นี้ปรากฏ​ออกมา

สีหน้าของทุกคนรอบๆก็เปลี่ยนไปทันที​





สมควรเเล้วที่หวังอู๋ต่าวได้รับการประเมิน​ว่าเป็นอัจฉริยะระดับวีรบุรุษ….พลังของเขาน่ากลัวมาก!





เเละในขณะนั้นทุกคนก็มองไปที่เย่หวู่ชางอีกครั้ง….โดยพวกเขาล้วนอยากรู้ว่าเย่ห​วู่​ชาง​จะตอบสนองต่อการโจมตี​นี้อย่างไร





เเต่น่าเสียดายที่เมื่อต้องเผชิญหน้า​กับการโจมตี​ครั้งนี้​

เย่หวู่ชางทำเพียงแค่ส่ายหัวเบาๆ และพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า

"เจ้ากําลังร้องขอความอัปยศอดสู!"





หลังจากพูดจบเขาก็ใช้มือต่างดาบ

เเละเคลื่อนไหวง่ายๆโดยโบกมือไปในอากาศอย่างไม่​จริงจัง​นัก





เพล้งงงงง~~!





ทันใดนั้น, เสียงความว่างเปล่าที่แตกสลายได้ดังก้องไปถึงหูของทุกคน





…………………..

จบบทที่ บทที่ 67 : เจ้าอ่อนแอเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว