เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 อย่ามัวแต่สร้างวิมานในอากาศ

บทที่ 10 อย่ามัวแต่สร้างวิมานในอากาศ

บทที่ 10 อย่ามัวแต่สร้างวิมานในอากาศ


บทที่ 10 อย่ามัวแต่สร้างวิมานในอากาศ

มู่สือเย่ว์หาได้สนใจว่าผู้อื่นจะมีความคิดอ่านอย่างไร เธอเพียงดำเนินชีวิตไปตามจังหวะของตนเองเท่านั้น

ตลอดสองชาติภพที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบเสียจนไม่มีเวลาหยุดพักหายใจ ในชาติแรกเธอเป็นเด็กกำพร้า หากปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีก็จำต้องพึ่งพาตนเอง ส่วนในชาติที่สองเธอกลับต้องแบกรับความคาดหวังของทุกคนเอาไว้จนตัวโก่ง

ทุกครั้งที่เธอปรารถนาจะหยุดพัก มักจะมีคนคอยบอกเธอเสมอว่า "พยายามต่อไปอีกนิดเถิด เมื่อเจ้าบรรลุถึงระดับนั้นแล้ว เจ้าจึงจะได้พักผ่อน!" ทว่าเมื่อปีนป่ายขึ้นไปจนถึงยอดเขาลูกนั้นแล้ว เธอก็ยังคงต้องก้าวต่อไป เพราะเบื้องหน้ายังมีขุนเขาอีกนับไม่ถ้วนรอให้พิชิต

หลังจากผ่านความตายมาถึงสองครา มู่สือเย่ว์ก็ได้ตาสว่างเสียที

คำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงอุบายหลอกลวง การให้ความสำคัญกับปัจจุบันต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่ามัวแต่เอาขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่มาล่อใจตนเองจนสร้างวิมานในอากาศไปวันๆ มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วคงได้อดตายอยู่กลางทางเป็นแน่

ส่วนลูกศิษย์จะคิดอย่างไรเธอก็หาได้ใส่ใจ ไม่ใช่ว่าเธอมั่นใจว่าจะไม่ถูกจับได้ แต่เป็นเพราะเธอขี้เกียจเกินกว่าจะเสแสร้งแกล้งทำต่างหาก การแสร้งทำเป็นคนอื่นนั้นช่างสิ้นเปลืองพลังสมองและเหนื่อยล้าเกินไป

สู้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติน่าจะดีกว่า หากวันใดพวกเขารู้ความจริงว่าเธอเป็นตัวปลอม อย่างมากที่สุดก็แค่แยกทางกันไป

เมื่อไร้ซึ่งภาระทางใจ มู่สือเย่ว์จึงนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มและสบายอารมณ์ยิ่งนัก กระทั่งเสียงกรนของเธอยังดังแว่วออกไปถึงด้านนอก

เหล่าลูกศิษย์ต่างมองหน้ากันพลางรู้สึกเวทนาอาจารย์ของตนมากขึ้นไปอีก พวกเขาคิดว่าท่านอาจารย์คงจะแบกรับความกดดันเอาไว้มากมายมหาศาลเพียงใดกันนะ

มู่สือเย่ว์นอนหลับใหลจนลืมคืนวัน ในที่สุดเธอก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่โชยมาแตะจมูก

เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางหาวหวอด มือเรียวเกาศีรษะที่ยุ่งเหยิงและสูดดมกลิ่นนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนจะตะกายลงจากเตียง จัดแจงอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทางอย่างลวกๆ แล้วเดินออกไปข้างนอก

ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นหอมนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น มันคือกลิ่นไก่ย่างนั่นเอง!

"ท่านอาจารย์ ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ"

ซินจินรุ่ยซึ่งกำลังวุ่นอยู่กับการย่างไก่รีบส่งยิ้มให้ทันทีที่เห็นเธอเดินออกมา

ซินจินรุ่ยมีรูปลักษณ์ที่ดูบึกบึน เครื่องหน้าคมเข้มและเย็นชา ด้วยเหตุที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ เขาจึงมีรูปร่างสูงโปร่งและดวงตาแฝงไปด้วยไอสังหารบางเบาที่ทำให้ผู้คนมิกล้าเข้าใกล้ ทว่าในยามนี้เขากลับส่งยิ้มให้เธอจนใบหน้าบานแฉล้มราวกับบุปผาแย้มบาน

มู่สือเย่ว์อดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางขมวดคิ้ว การได้เห็นสีหน้าเช่นนี้บนใบหน้าแบบเขามันช่างดูขัดหูขัดตายิ่งนัก

ซินจินรุ่ยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกท่านอาจารย์รังเกียจ เขายังคงทักทายอย่างกระตือรือร้น "ท่านอาจารย์ ท่านตื่นได้ถูกเวลาพอดี ไก่ย่างเพิ่งจะสุกได้ที่เลยขอรับ!"

กล่าวจบเขาก็วางไก่ย่างลงบนแท่นไม้สำหรับหั่น จากนั้นก็ชักกระบี่คู่กายออกมา เพียงสะบัดพริ้วไม่กี่ครั้ง ไก่ย่างก็ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นๆ อย่างเป็นระเบียบ ควันที่พวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวลนั้นชวนให้ลุ่มหลงยิ่งขึ้น

กระทั่งเสือกลืนวิญญาณที่อยู่ใกล้ๆ ยังตาเป็นประกาย ทว่ามันก็ยังคงหมอบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แม้มันจะเพิ่งกินไก่ไปสองตัวและพบว่ารสชาติที่ผ่านการปรุงนั้นดีกว่ากินแบบดิบๆ มาก แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับรสชาติอาหารที่มู่สือเย่ว์เป็นคนทำ รสชาติที่ชวนให้เสพติดนั่น...

ทันทีที่ซินจินรุ่ยหั่นเนื้อเสร็จ ฉู่จิงจั๋วก็รีบส่งจานไปรองรับทันที จากนั้นเขาก็นำไก่ย่างมาประคองส่งให้มู่สือเย่ว์ "ท่านอาจารย์ ไก่ย่างขอรับ"

ฉินอีเว่ยเองก็ยกผลไม้ที่ล้างและหั่นเรียบร้อยมาวางเคียงข้าง "ท่านอาจารย์ ทานเนื้อย่างมากไปอาจจะเลี่ยนได้ ทานผลไม้เพิ่มด้วยนะเจ้าคะ"

มู่สือเย่ว์: "..."

เธออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพลางมองพวกเขาด้วยความสงสัย เหตุใดวันนี้ถึงได้ปรนนิบัติพัดวีกันดีเป็นพิเศษเช่นนี้ ในความทรงจำของเธอ ท่าทีของเหล่าลูกศิษย์ที่มีต่อเจ้าของร่างเดิมนั้นค่อนข้างเฉยชา พวกเขาจะสนิทสนมกับท่านบรรพบุรุษมากกว่า

เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นเช่นนี้ มู่สือเย่ว์จึงแอบบ่นอยู่ในใจ หรือว่าพวกเขาจะจับพิรุธบางอย่างได้และคิดจะลงมือกับเธอหรือไม่ ทว่าไก่ย่างนี้หอมกรุ่นนักและดูท่าจะไม่มีพิษมีภัย

"ท่านอาจารย์ ไก่นี่รสชาติดีมากเลยนะเจ้าคะ" ฉินอีเว่ยดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นความระแวงของมู่สือเย่ว์ เธอแนะนำด้วยรอยยิ้ม "นี่คือไก่ขนดำที่รุ่นพี่เสือกลืนวิญญาณไปคาบกลับมาให้เจ้าค่ะ!"

ขณะพูด ฉินอีเว่ยก็แอบลอบกลืนน้ำลาย ไก่ขนดำนั้นมีขนดำสนิทราวกับน้ำหมึก ทว่าผิวและเนื้อกลับขาวนวลราวกับผลึกแก้ว ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือมันอุดมไปด้วยปราณทิพย์มหาศาล

หากไก่ม่วงนพเก้าถือเป็นระดับสามัญ ไก่ขนดำนี้ย่อมถือเป็นระดับดีเลิศ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนั้นราวฟ้ากับดิน

แม้จะเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ทว่าหลายสิ่งหลายอย่างก็คล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ ผู้บำเพ็ญเพียรเองก็ต้องกินอาหาร พวกเขาเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก และทำสวนผลไม้ สัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์เหล่านี้มีปราณทิพย์มากกว่าในโลกมนุษย์และถูกแบ่งระดับออกเป็น ระดับสามัญ ระดับดีเลิศ ระดับสูง ระดับยอดเยี่ยม และระดับเซียน

สำนักใหญ่หรือตระกูลที่มั่งคั่งมักจะเลี้ยงปศุสัตว์ไว้มากมาย และพวกเขาจะเลือกกินเฉพาะเนื้อระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น ทว่าปศุสัตว์เหล่านี้หาใช่สัตว์อสูรไม่ เพราะแม้พวกมันจะมีปราณทิพย์แต่กลับไร้ซึ่งสติปัญญา พวกมันไม่สามารถเลื่อนระดับหรือมีปัญญาได้ ต่อให้มีวิธีการเลี้ยงที่พิสดารเพียงใด รสชาติเนื้อก็ทำได้เพียงดีขึ้นตามลำดับเท่านั้น

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ตายตัว ปศุสัตว์บางชนิดหากเลี้ยงมานานวันเข้าก็อาจรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ได้ ส่วนสัตว์อสูรนั้นคือสัตว์ที่มีสติปัญญาและสามารถเลื่อนระดับผ่านการบำเพ็ญเพียร สัตว์อสูรกับผู้บำเพ็ญเพียรมีความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งแค้น บางครั้งเป็นผู้ล่า บางครั้งเป็นเพื่อนร่วมรบ

โดยทั่วไปแล้วผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่ค่อยนิยมกินสัตว์อสูร เพราะพวกมันมีสติปัญญา การสยบพวกมันมาเป็นบริวารเพื่อเพิ่มพละกำลังในการต่อสู้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ในสายตาของมู่สือเย่ว์ ความแตกต่างระหว่างสัตว์อสูรกับสัตว์ปีกปศุสัตว์ก็เหมือนความต่างระหว่างสัตว์ป่ากับสัตว์บ้านนั่นเอง หลังจากกินสัตว์บ้านมามาก บางคนก็ย่อมอยากเปลี่ยนรสชาติบ้าง อีกทั้งทุกส่วนของสัตว์อสูรล้วนเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า!

โลกใบนี้ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ สัตว์อสูรและสัตว์ปีศาจเหล่านี้ดุร้ายยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก หากเกิดคลื่นสัตว์อสูรขึ้นมาเมื่อใด มนุษย์ต่างหากที่จะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องได้รับความคุ้มครอง

ไก่ขนดำที่ซินจินรุ่ยย่างในครั้งนี้เป็นชนิดที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถเลี้ยงได้ ทว่าตัวที่เสือกลืนวิญญาณคาบกลับมาจากป่านั้นย่อมมีรสชาติดีกว่าพวกที่เลี้ยงในกรงเป็นไหนๆ เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่างไก่เลี้ยงกับไก่ป่าที่ออกหากินเองตามธรรมชาติ!

"ท่านอาจารย์ ไก่ขนดำนี้หอมเป็นพิเศษเลยนะเจ้าคะ" ฉินอีเว่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้น "ท่านลองชิมดูเถิดเจ้าค่ะ หากมีสิ่งใดไม่ถูกปากก็บอกได้เลย พวกเราจะมุ่งมั่นปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น!"

มู่สือเย่ว์มองไปยังลูกศิษย์ แล้วหันไปมองเสือกลืนวิญญาณที่กำลังกระดิกหางอยู่ใกล้ๆ สุดท้ายเธอก็หยิบตะเกียบขึ้นมา

รสชาติของไก่ขนดำนี้ดีกว่าไก่ม่วงนพเก้ามากนัก มู่สือเย่ว์รับรู้ได้ทันทีที่เนื้อเข้าปาก ทั้งนุ่มนวลและโอชะ รสสัมผัสกำลังดี มีกลิ่นหอมจากการย่างผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของมวลบุปผา

"อร่อยยิ่งนัก!"

มู่สือเย่ว์ยกนิ้วให้ก่อนจะเริ่มลงมือกินอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าเธอชอบ ทุกคนต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งจะปรึกษากันว่าไม่อาจปล่อยให้อาารย์จมอยู่กับความเศร้าโศกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาสิ่งใดมาดึงดูดความสนใจของเธอ

ซินจินรุ่ยเสนอว่าควรทำอาหารรสเลิศ หากได้กินของอร่อย ท่านอาจารย์ก็น่าจะฟื้นฟูจิตใจได้เร็วขึ้น เดิมทีซินจินรุ่ยได้เชือดไก่ม่วงนพเก้าตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ ทว่าพอเริ่มย่างจนได้ที่ เสือกลืนวิญญาณก็เดินเข้ามาแล้วงับไปกินในคำเดียว!

ในตอนนั้นทุกคนต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน ทว่านั่นคือเสือกลืนวิญญาณ! พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงไม่ยอมไปเสียทีและยืนกรานจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงยอดฝีมือ การจะกินไก่สักตัวย่อมไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

เสือกลืนวิญญาณในระดับถอดกายทิพย์นั้นมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเจ้าสำนักหรือผู้นำสำนักขนาดกลาง พวกเขาทั้งสามแม้จะขุ่นเคืองแต่ก็มิกล้าปริปาก จนกระทั่งฉู่จิงจั๋วไหวพริบดี รีบกล่าวออกไปว่าไก่ตัวนี้เตรียมไว้ให้ท่านอาจารย์ หากไก่หายไป ท่านอาจารย์อาจจะไม่มีความสุข

จากนั้นพวกเขาก็ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเสือกลืนวิญญาณที่ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น! สุดท้ายเสือกลืนวิญญาณก็วิ่งลับตาไป

ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคงจะถูกขู่จนหนีไปแล้ว ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังอึ้งจนพูดไม่ออก มันก็กลับมาพร้อมกับไก่ขนดำหลายตัวในปาก!

ให้ตายเถิด ตอนที่เห็นภาพนั้นครั้งแรก พวกเขาแทบจะหัวใจวายตายเสียให้ได้!

จบบทที่ บทที่ 10 อย่ามัวแต่สร้างวิมานในอากาศ

คัดลอกลิงก์แล้ว