- หน้าแรก
- อาจารย์ขี้เกียจ แต่ศิษย์โคตรเทพ
- บทที่ 7 ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต
บทที่ 7 ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต
บทที่ 7 ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต
บทที่ 7 ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต
"ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ต้องหนี!"
"ท่านรุ่นพี่ไม่ทำร้ายพวกเราหรอกเจ้าค่ะ!"
ซินจินรุ่ยถูกศิษย์น้องเล็กและศิษย์น้องรองคว้าตัวไว้ เขาหันกลับมามองด้วยความตกตะลึง
เมื่อนั้นเองเขาจึงได้สังเกตเห็นว่า เสือกลืนวิญญาณที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ กำลังหมอบเลียอุ้งเท้าอยู่ด้านข้างอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่มีท่าทีจะจู่โจมผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์น้องรองและศิษย์น้องสี่ยืนขนาบข้างเขา
ส่วนที่อยู่ไม่ไกลนักคือท่านอาจารย์ของพวกเขา
ซินจินรุ่ยตกอยู่ในอาการเหม่อลอยทันที ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะเผชิญหน้ากับแมงมุมหน้าคนและเกือบจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ทว่าจู่ๆ เสือกลืนวิญญาณตัวนี้ก็กระโจนลงมาจากฟากฟ้า และใช้เพียงอุ้งเท้าเดียวขยี้แมงมุมที่น่าหวาดหวั่นตัวนั้นจนตายคาที่!
ก่อนที่เขาจะทันได้วิ่งหนี เขาก็เห็นเสือกลืนวิญญาณพุ่งเข้ามาคาบตัวเขาไว้
เขาพยายามดิ้นรนขัดขืน ทว่าพลังปราณกลับถูกเสือกลืนวิญญาณสะกดไว้จนสิ้น
ในยามที่เขาคิดว่าตนเองต้องม้วยพยับแน่แล้ว เขากลับมาโผล่ที่สำนักได้อย่างไรกัน?!
ฉู่จิงจั๋วอธิบายให้ซินจินรุ่ยฟังด้วยความดีใจ "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์เป็นคนขอให้ท่านรุ่นพี่เสือกลืนวิญญาณพาพี่กลับมาเองขอรับ!"
"หา?"
ซินจินรุ่ยเบิกตากว้าง
ท่านอาจารย์สั่งให้เสือกลืนวิญญาณไปตามเขาอย่างนั้นหรือ?!
"พวกเจ้า... ล้อข้าเล่นรึ?" คำพูดของเขาพลันชะงักค้าง
ทุกสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าบีบบังคับให้เขาต้องเชื่อ!
ทว่าเรื่องนี้มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ใบหน้าของซินจินรุ่ยเต็มไปด้วยความฉงน สงสัย และไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
ฉินอีเว่ยเข้าใจความรู้สึกของเขาดี เธอจึงตบที่แขนเขาเบาๆ "เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ขอให้มันไปตามท่านกลับมา"
ในเมื่อแม้แต่ศิษย์น้องรองผู้สุขุมที่สุดยังยืนยันเช่นนี้ ซินจินรุ่ยก็ถึงกับอ้าปากค้างจนแทบติดพื้น!
เขามองไปยังท่านอาจารย์ที่กำลังถอนผักกาดขาวหัวใหญ่อยู่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา "ท่าน... อาจารย์?"
มู่สือเย่ว์ส่งยิ้มให้เขา "กลับมาแล้วหรือ เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"
"ศิษย์... ศิษย์ไม่เป็นไรขอรับ"
"ดีแล้ว" มู่สือเย่ว์พยักหน้า "เช่นนั้นก็รีบไปทำอาหารเถอะ ข้าหิวแล้ว"
"เอ่อ... ขอรับ..."
"ข้าอยากกินผักกาดขาวผัดหมู ส่วนอีกสองอย่างเจ้าก็เลือกทำเอาเองตามใจชอบแล้วกัน"
"หา? อ้อ... ได้ขอรับ..."
กว่าจะรู้ตัวอีกที เขาก็มายืนอยู่หน้าเขียงเสียแล้ว
เขามองดูผักกาดขาวและเนื้อหมูบนเขียงพลางรู้สึกสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
ท่านอาจารย์ให้เสือกลืนวิญญาณพาตัวเขากลับมา เพียงเพื่อให้เขาทำอาหารเนี่ยนะ?
ท่านอาจารย์? เสือกลืนวิญญาณ?
เจ้าเสือตัวนี้ดูเหมือนจะอยู่ในระดับถอดกายทิพย์เลยนะ!
แล้วท่านอาจารย์ไม่ได้อยู่เพียงขั้นสร้างแกนลมปราณหรอกหรือ?!
สีหน้าของซินจินรุ่ยบิดเบี้ยวด้วยความสับสน ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมากมาย
หลังจากมอบหมายหน้าที่ในครัวให้ศิษย์เอกแล้ว มู่สือเย่ว์ก็เดินแยกออกมาจัดการกับแปลงผัก
จะมีลูกหลานชาวหัวเซี่ยคนใดบ้างที่ไม่มีสัญชาตญาณของการเป็นเกษตรกรอยู่ในสายเลือด?
เพียงแต่ในชาติภพก่อน พลังงานทั้งหมดของเธอถูกทุ่มเทไปกับการพัฒนาตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญเพียรหรือการฝึกฝนทักษะต่างๆ เธอล้วนมีความเป็นเลิศและชอบเอาชนะไปเสียหมด!
พรสวรรค์ของเธอนั้นสูงส่งเกินไป และความคาดหวังของครอบครัวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก เรื่องการปลูกผักปลูกหญ้าจึงเป็นสิ่งที่ถูกห้ามโดยเด็ดขาด
ในตอนนั้น พวกเขามองว่าเวลาเช่นนั้นควรเอาไปใช้กลั่นโอสถทิพย์เพิ่มอีกสักสองสามเม็ดเสียยังดีกว่า
ต่อมาเมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นจนไม่มีใครกล้าขัดใจ เธอกลับมีภารกิจรัดตัวจนไม่มีเวลาว่างพอจะมาปลูกผักได้เลย
เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สองนี้ เธอจึงต้องการเพียงแค่ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจเท่านั้น
อืม... ผักใบเขียวเหล่านี้เติบโตได้ดีทีเดียว!
"โฮก~" เสือกลืนวิญญาณเดินมาหยุดอยู่ข้างกายมู่สือเย่ว์ พลางกระดิกหางด้วยความสงสัย
ดูเหมือนว่าสิ่งที่มันเพิ่งกินเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อครู่ จะเป็นเจ้าสิ่งนี้สินะ?
รสชาติดีไม่หยอกเลยทีเดียว!
"มาช่วยตรงนี้หน่อย" มู่สือเย่ว์สั่งเสือกลืนวิญญาณโดยตรง ให้มันช่วยงานในแปลงผัก
ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้ว ก็จงทำงานเสียบ้าง!
ซินจินรุ่ยลอบมองสลับไปมาระหว่างวัตถุดิบ เสือกลืนวิญญาณ และท่านอาจารย์ เขาไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้เป็นเวลานาน
เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่เริ่มจะเหม่อลอยจนกู่ไม่กลับ ฉินอีเว่ยจึงรีบเดินเข้าไปหา
"ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ"
"ข้า... ข้าไม่เป็นไร"
ปฏิกิริยาของซินจินรุ่ยค่อนข้างเฉื่อยชา
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของเขาเลย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันช่างเกินกว่าที่สติปัญญาของเขาจะรับไหว!
เขารู้สึกเหมือนสมองกำลังจะไหม้เกรียม
ฉู่จิงจั๋วเดินตามเข้ามาอีกคน "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรีบทำอาหารให้ท่านอาจารย์ก่อนเถอะขอรับ ท่านอาจารย์กำลังหิว"
เขาลอบมองมู่สือเย่ว์ เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่ได้สนใจทางนี้ จึงกระซิบกับทั้งสองว่า "ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพวกพี่ในภายหลัง"
"ตกลง"
ซินจินรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิแล้วมองหามีดทำครัวเพื่อมาหั่นเนื้อ
"มีดทำครัวอยู่ที่ใดเล่า"
ทันทีที่สิ้นคำถาม สีหน้าของฉู่จิงจั๋วและฉินอีเว่ยก็บิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
"มีอะไรหรือ" ซินจินรุ่ยเอ่ยถาม
จากนั้นเขาก็มองตามสายตาของศิษย์น้องทั้งสองไปทางท่านอาจารย์
ไม่นานนัก เขาก็ได้เห็นเงาร่างของมีดทำครัว
มีดทำครัวเพียงเล่มเดียวในสำนัก บัดนี้อยู่ในมือของมู่สือเย่ว์
มู่สือเย่ว์กำลังใช้มีดทำครัวเล่มนั้นทั้งขุด ทั้งงัด ทั้งตัด และสับลงไปบนพื้นดิน โดยใช้มันเป็นเครื่องมือทำสวนอย่างคล่องแคล่ว
ซินจินรุ่ย: "..."
นั่นมันมีดทำครัวนะ!
หากมีดเล่มนั้นมีจิตวิญญาณและรู้ว่าตนเองถูกนำมาใช้เป็นจอบขุดดิน มันคงจะร้องไห้ด้วยความแค้นใจเป็นแน่!
มู่สือเย่ว์กำลังขุดดินอย่างสนุกสนานพลันรู้สึกถึงสายตาที่ไม่อาจเพิกเฉยได้
เธอกันมามอง "มีเรื่องอะไรหรือ"
สีหน้าของซินจินรุ่ยนั้นยากจะบรรยาย "ท่านอาจารย์ มีดทำครัวนั่น..."
"มีดทำครัวรึ?" มู่สือเย่ว์ก้มลงมองแล้วก็ระลึกได้ "อ้อ เจ้าหมายถึงเจ้านี่เอง!"
เธอกลั้วหัวเราะ "มีดเล่มนี้ดีนัก จับถนัดมือยิ่ง"
แน่นอนว่าย่อมต้องถนัดมือ!
เพราะมีดทำครัวเล่มนี้ตีขึ้นจากเหล็กดารารัศมี!
เหล็กดารารัศมีนั้นแม้จะไม่แพงเท่าหินผลึกแดง ทว่าก็ไม่ใช่ของราคาถูก และมีความแข็งแกร่งเป็นเลิศ
มีดทำครัวที่ทำจากเหล็กดารารัศมีเล่มนี้ คือ... ผลงานที่ล้มเหลวจากการกลั่นของท่านบรรพบุรุษฝ่ายหญิงเมื่อหลายปีก่อน
ท่านบรรพบุรุษฝ่ายหญิงนั้นเป็นนักหลอมศาสตราที่มีฝีมือพอตัว ทว่าเธอกลับมีความคิดสร้างสรรค์มากเกินไปหน่อย
ในตอนนั้น ท่านบรรพบุรุษฝ่ายชายได้เหล็กดารารัศมีมาและต้องการจะหลอมเป็นอาวุธวิเศษให้แก่มู่สือเย่ว์
ท่านบรรพบุรุษฝ่ายหญิงจึงอาสาลงมือทำ ทว่าผลสุดท้าย... กลับออกมาเป็นมีดทำครัว!
บางทีท่านบรรพบุรุษฝ่ายหญิงอาจต้องการให้มันใช้งานได้หลากหลาย ประโยชน์ใช้สอยจึงออกมาพิลึกพิลั่นเช่นนี้
มันมีรูปร่างเหมือนมีดทำครัว ทว่าใบมีดกลับไม่กว้างนัก
แต่มันก็ไม่ใช่มีดทำครัวธรรมดา เพราะสันมีดก็ถูกฝนจนคมกริบ ทำให้ดูคล้ายกับกระบี่อยู่บ้าง
ทว่าหากจะเรียกว่ากระบี่ มันก็ดูสั้นจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม เจ้าสิ่งนี้กลับถูกมู่สือเย่ว์คนเก่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
หากใครนำสิ่งนี้มาเป็นอาวุธคู่กาย ผู้คนคงได้หัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่!
แม้เหล็กดารารัศมีจะเป็นวัสดุชั้นเลิศที่คมจนตัดเส้นผมขาดได้ในพริบตา ทว่าเมื่อหลอมเสร็จสิ้นแล้ว รูปทรงของมันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก
เว้นแต่ว่าจะมีการเพิ่มวัสดุที่ดีกว่าลงไปในภายหลังเพื่อหลอมใหม่
แต่เนื่องจากสำนักบานเย็นยากจนลงทุกวันๆ มันจึงทำได้เพียงรับหน้าที่เป็นมีดทำครัวเท่านั้น
จะว่าไปแล้ว เมื่อนำมาใช้เป็นมีดทำครัว มันกลับใช้งานได้ดีเยี่ยมจริงๆ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์จำเป็นต้องใช้มีดทำครัวไปหั่นเนื้อขอรับ" ซินจินรุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
มู่สือเย่ว์มองมีดในมือที่เธอใช้แทนเสียมขุดดิน ซึ่งตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินชื้นๆ
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ
"เจ้าไม่มีกระบี่หรืออย่างไร ใช้กระบี่ของเจ้าหั่นเนื้อไปเสียสิ" เธอเอ่ยบอกศิษย์เอก
ซินจินรุ่ย: "..."
ใบหน้าของซินจินรุ่ยกระตุกวูบ เขาถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก
"ท่านอาจารย์ ศิษย์จะใช้กระบี่หั่นเนื้อได้อย่างไรกันขอรับ"
ใครเขาใช้กระบี่หั่นเนื้อกัน! นี่มันเรื่องล้อเล่นใช่หรือไม่!
สีหน้าของมู่สือเย่ว์พลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที "เหตุใดจะไม่ได้เล่า เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวเองสิ!"
อย่างไรเสีย เธอก็ไม่ยอมกินเนื้อที่หั่นด้วยมีดเปื้อนดินเล่มนี้เด็ดขาด
"ผู้อื่นทำไม่ได้ แต่เจ้าทำได้ นั่นมิใช่เป็นการพิสูจน์ความเก่งกาจของเจ้าหรอกหรือ"
มู่สือเย่ว์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าอันงดงามดูมีสง่าราศีจนแทบจะเปล่งประกาย "จงเชื่อมั่นในตนเอง เจ้าทำได้แน่! เจ้าต้องจำไว้ว่า ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต!"
—ชะตาข้า ข้ากำหนดเอง มิใช่ฟ้าลิขิต!
ถ้อยคำนั้นราวกับพลายเพลิงที่ระเบิดขึ้นในใจของซินจินรุ่ย!
ใช่แล้ว!
โชคชะตาล้วนอยู่ในกำมือของตนเอง!
หากเขายอมจำนนต่อโชคชะตา เขาคงไม่มีวันมายืนอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ได้!
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ!"
ซินจินรุ่ยคุกเข่าคำนับมู่สือเย่ว์อย่างนอบน้อม จากนั้นจึงชักกระบี่คู่กายออกมาและเริ่มลงมือหั่นเนื้อทันที!
เมื่อได้เห็นกระบี่ที่ควรจะใช้ฟาดฟัน ปัดป้อง และทิ่มแทงศัตรู ถูกนำมาใช้หั่นเนื้อหมูอย่างประณีต ฉินอีเว่ยและฉู่จิงจั๋วต่างก็ได้แต่หันมาสบตากันด้วยความเงียบงัน: "..."