- หน้าแรก
- อาจารย์ขี้เกียจ แต่ศิษย์โคตรเทพ
- บทที่ 5 โลกใบนี้มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่
บทที่ 5 โลกใบนี้มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่
บทที่ 5 โลกใบนี้มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่
บทที่ 5 โลกใบนี้มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่
ฉินอีเวยจ้องมองผลึกศิลาโลหิตที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า
เจ้าผลึกศิลาโลหิตก้อนนี้... มันให้เธออย่างนั้นหรือ
"โฮก" เสือกลืนวิญญาณส่งเสียงร้องอีกครั้ง พลางใช้กรงเล็บดันผลึกศิลาโลหิตไปข้างหน้าอีกรอบ
เมื่อต้องสบเข้ากับดวงตาขนาดมหึมาของเสือกลืนวิญญาณ ฉินอีเวยก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
"ศิษย์พี่รองครับ..."
ฉู่จิงจั๋วเดินเข้ามาหา พลางมองภาพคนกับเสือที่กำลังคุมเชิงกันอยู่ด้วยความหวั่นใจและมึนงง
"โฮก!"
เสือกลืนวิญญาณคำรามใส่ฉู่จิงจั๋ว ทำเอาเขาตกใจจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเล็กๆ นั้นซีดเผือดลงทันตา
ทว่าแม้เขาจะมีความหวาดกลัว แต่ปฏิกิริยาที่แสดงออกมากลับดูธรรมดาเกินไปเสียหน่อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสือกลืนวิญญาณในระดับถอดกายทิพย์เช่นนี้
"หงิง"
เสียงของเสือกลืนวิญญาณอ่อนลง มันขยับกรงเล็บดันผลึกศิลาโลหิตอีกก้อนไปวางไว้ตรงหน้าฉู่จิงจั๋ว
เมื่อเห็นผลึกศิลาโลหิตวางอยู่ตรงหน้า ฉู่จิงจั๋วก็มีสีหน้าไม่ต่างจากศิษย์พี่รองของเขาเลยแม้แต่น้อย
เนิ่นนานกว่าที่ฉินอีเวยจะดึงสติกลับมาได้
"นะ...นี่...จะ...เจ้า..." เธอกล่าวตะกุกตะกักจนไม่เป็นประโยค
ฉู่จิงจั๋วอธิบายขึ้นว่า "เสือกลืนวิญญาณตัวนี้อยู่ที่นี่มาสักพักแล้วครับ"
ฉินอีเวยตาโตเท่าไข่ห่าน "อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อกี้งั้นเหรอ"
แล้วทำไมทุกคนถึงยังอยู่ดีมีสุขกันได้ล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางที่ท่านอาจารย์กับเสือกลืนวิญญาณปฏิบัติต่อกันมันดูประหลาดล้ำเกินไปแล้ว
ฉู่จิงจั๋อลอบสังเกตเสือกลืนวิญญาณที่นอนเกียจคร้านอยู่อย่างระมัดระวัง เขาเม้มริมฝีปากพลางถอยฉากออกมาเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างเงียบๆ
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ฉินอีเวยก็ถึงกับยืนทื่อทำอะไรไม่ถูก
ท่านอาจารย์ซัดเจ้าเสือกลืนวิญญาณตัวนี้จนหมอบด้วยหมัดเดียวเนี่ยนะ
มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน
ศิษย์ผู้น้องคนที่สี่ล้อเธอเล่นหรือเปล่า
แต่เมื่อเห็นเสือกลืนวิญญาณนอนพังพาบอยู่บนพื้นโดยไร้ซึ่งกลิ่นอายกดดัน แถมยังแกว่งหางไปมาอย่างเกียจคร้าน ฉินอีเวยก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อคำพูดของศิษย์ผู้น้อง
และนั่นยิ่งทำให้เธอตกใจหนักกว่าเดิม
นี่มันไม่เหมือนกับชีวิตในชาติก่อนของเธอเลยสักนิด
หรือว่าเจ้าเสือกลืนวิญญาณตัวนี้ไม่ใช่ตัวเดียวกับที่ทำลายสำนักในชาติที่แล้วกันแน่
สมองของฉินอีเวยสับสนวุ่นวายไปหมด
"โฮก" เสือกลืนวิญญาณร้องขึ้นอีกครั้ง สองกรงเล็บของมันพยายามดันผลึกศิลาโลหิตไปให้คนทั้งสอง
ศิษย์พี่และศิษย์น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"มัน... มันหมายความว่ายังไงกันแน่"
ฉู่จิงจั๋วตอบกลับเสียงเบา "ถ้าผมเดาไม่ผิด มันคงอยากกินอาหารที่ท่านอาจารย์ทำครับ แต่ท่านอาจารย์ไม่ยอมรับของพวกนี้ มันเลยอยากให้พวกเราเป็นคนรับไว้แทน"
ฉินอีเวย "..."
เธอยิ่งตกตะลึงหนักเข้าไปอีก
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท่านอาจารย์เข้าครัวทำอาหารเป็น
แล้วอาหารที่ท่านอาจารย์ทำ มันวิเศษขนาดที่ทำให้เสือกลืนวิญญาณยอมสยบถึงขั้นนี้เลยเชียวหรือ
ฉินอีเวยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป หรือไม่เธอก็อาจจะเกิดใหม่ผิดที่ผิดทางไปเสียแล้ว
ไม่อย่างนั้น ทำไมทุกอย่างถึงได้ผิดเพี้ยนไปจากความทรงจำของเธอขนาดนี้
หรือว่าในชาติก่อนเธอต้องทนทุกข์ทรมานมานานเกินไป จนทำให้ความจำเสื่อมเลอะเลือนไปเอง
ฉู่จิงจั๋วไม่รู้ว่าศิษย์พี่รองกำลังคิดอะไรอยู่ เขาทำเพียงค่อยๆ ดันผลึกศิลาโลหิตกลับคืนไปอย่างระมัดระวัง
"ท่าน... ท่านผู้อาวุโส ผมรับไว้ไม่ได้ครับ"
เขากล่าวด้วยความประหม่า "ระ...เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของท่านอาจารย์ ผมตัดสินใจเองไม่ได้จริงๆ ครับ"
แววตาของเสือกลืนวิญญาณพลันเปลี่ยนเป็นอันตราย กลิ่นอายกดดันเริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ฉินอีเวยและฉู่จิงจั๋วรู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลังในทันที
"อะแฮ่ม!"
เสียงไอเบาๆ ของมู่สือเย่ว์ดังออกมาจากในห้อง
ท่าทางของเสือกลืนวิญญาณแข็งทื่อไปทันควัน มันรีบเก็บงำกลิ่นอายกดดันทั้งหมดและกลับมาทำตัวเรียบร้อยประดุจแมวน้อยในพริบตา
สองศิษย์พี่น้อง "..."
มุมปากของฉินอีเวยกระตุกยิกๆ เธอรู้สึกอยากจะทึ้งหัวตัวเองเหลือเกิน
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
นี่ไม่ใช่ท่านอาจารย์ที่เธอเคยรู้จักเลยสักนิด
ภายในห้องพัก มู่สือเย่ว์ไม่ได้ใส่ใจสถานการณ์ภายนอกมากนัก
เรื่องการกลับมาของเสือกลืนวิญญาณนั้น เธอรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่คาดเดาได้
หลังจากได้ลิ้มรสรสมือของเธอแล้ว การที่เจ้าเสือตัวนี้จะติดใจจนย้อนกลับมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแต่เธอไม่คิดว่ามันจะกลับมาเร็วขนาดนี้ แถมยังคาบผลึกศิลาโลหิตมาให้เสียด้วย
ผลึกศิลาโลหิตเป็นของดีและมีมูลค่ามหาศาล
แต่มันกลับสั่นคลอนใจเธอไม่ได้เลยสักนิด
ชาติก่อนเธอมีทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองนับไม่ถ้วน ผลึกศิลาโลหิตแค่สองก้อนจะไปสำคัญอะไร
ในอดีต เธอเคยหยิบจับมาหมดแล้วทั้งหินวิญญาณระดับสูงสุดและแร่ธาตุล้ำค่านานาชนิด
แม้ว่าชาตินี้เธอจะยากจนข้นแค้นเพียงใด แต่เธอก็ไม่ได้มีความปรารถนาในสิ่งของเหล่านี้นัก
เธอแค่อยากจะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ไปวันๆ สมบัติจากสวรรค์หรืออาวุธวิเศษทั้งหลายจึงไม่มีความหมายสำหรับเธอเลย
เธอไม่อยากจะตะบี้ตะบันเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรเหมือนชาติก่อน และไม่อยากจะออกไปเข่นฆ่ากับใครอีกแล้ว
ดังนั้น ของพวกนี้จึงไม่มีประโยชน์สำหรับเธอ
มู่สือเย่ว์พิจารณาทุกอย่างอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ในเมื่อเธอมาเกิดใหม่แล้ว เรื่องราวในชาติก่อนก็ควรจะปล่อยให้มันมลายหายไปดั่งควันไฟ
เวลาผ่านพ้นไปนับพันปี ผู้คนที่เธอเคยรู้จักในชาตินั้นก็น่าจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว และบางทีตระกูลมู่อาจจะล่มสลายไปแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนพวกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่สูงส่งจนน่าตกใจ
การจะกลับไปรื้อฟื้นความหลังหรือตามหาญาตินั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำ
เธอยังไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใคร
อีกอย่าง ในตอนนั้นเธอก็มัวแต่ยุ่งกับการฝึกตนจนมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นเพียงผิวเผินเท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องกลับไปแสดงตัวเพื่อเรียกร้องความสัมพันธ์ใดๆ
เมื่อลองไตร่ตรองดูดีๆ เธอก็ดูเหมือนจะไม่มีความปรารถนาใดที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้เลย
หากจะต้องมีจริงๆ ก็คงเหลือเพียงเรื่องการบรรลุเซียน
ทว่าหลังจากถูกฟ้าผ่าเข้าให้ครั้งหนึ่ง ความต้องการนั้นก็มลายหายไปสิ้น
อันที่จริง ในชาติก่อนความปรารถนาที่จะเป็นเซียนของเธอก็ไม่ได้แรงกล้าขนาดนั้นอยู่แล้ว
แต่เป็นเพราะมีเสียงแผ่วเบาในหัวที่คอยเคี่ยวเข็ญให้เธอรีบบรรลุเซียนเสียที
เธอเลยตามน้ำไปอย่างนั้นเอง
แล้วดูสิ สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น
ตอนนี้เธอมีระดับเพียงขั้นสร้างแกนลมปราณเท่านั้น หนทางสู่การเป็นเซียนยังอีกยาวไกลแสนไกล
แทนที่จะทำงานหนักจนตัวตาย สู้สนุกกับชีวิตในปัจจุบันดีกว่า
ส่วนเรื่องการบรรลุเซียนหรืออะไรนั่น ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่และความพยายามของเหล่าลูกศิษย์ก็แล้วกัน
เมื่อคิดตก มู่สือเย่ว์ก็สลัดทิ้งเรื่องราวในอดีตไปจนหมดสิ้นและยอมรับทุกอย่างในปัจจุบันด้วยใจจริง
เธอยิ้มออกมาพลางลุกขึ้นจากเตียง เปิดประตูเดินออกไปด้านนอก
ทันทีที่เห็นเธอออกมา ทั้งสองคนและหนึ่งตัวก็หันไปมองเป็นตาเดียว
"โฮก"
เสือกลืนวิญญาณรีบตะปบผลึกศิลาโลหิตจากตรงหน้าของคนทั้งสองมาวางไว้แทบเท้าของมู่สือเย่ว์ พร้อมกับส่งยิ้มประจบสอพลอไปให้
ฉินอีเวย "..."
ฉู่จิงจั๋ว "..."
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นสีหน้าประจบประแจงปรากฏบนหน้าของสัตว์อสูร
ความตกตะลึงในใจของฉินอีเวยโหมกระหน่ำประดุจคลื่นยักษ์ ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ท่านอาจารย์ก็ยังคงเป็นท่านอาจารย์คนเดิมอย่างเห็นได้ชัด แต่ทำไมทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้
หรือว่าท่านอาจารย์เองก็เกิดใหม่เหมือนกัน
แต่ถ้าท่านอาจารย์เกิดใหม่จริง เธอคงจะรีบทิ้งที่นี่ไปตั้งนานแล้วแน่ๆ
มู่สือเย่ว์จะไปรู้ได้อย่างไรว่าศิษย์คนที่สองกำลังคิดอะไรอยู่ เธอเพียงแค่มองเจ้าเสือตัวใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาติดจะรำคาญเล็กน้อย
"ก็ได้ ฉันจะทำให้แกกินอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ หลังจากนั้นห้ามมาเซ้าซี้ฉันอีก!"
"หงิง" เสือกลืนวิญญาณรีบพยักหน้าหงึกหงักพลางดันผลึกศิลาโลหิตไปข้างหน้า
มู่สือเย่ว์ไม่ได้หยิบผลึกก้อนนั้นขึ้นมา แต่เธอกลับใช้เท้าเขี่ยมันเบาๆ ส่งไปเข้าอ้อมแขนของศิษย์ทั้งสอง "พวกเจ้าเอาไปสิ"
เมื่อได้รับผลึกศิลาโลหิตมา ทั้งสองคนก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
"ทะ...ทะ...ท่านอาจารย์ ของพวกนี้ให้พวกเราจริงๆ หรือครับ"
"ท่านอาจารย์ นี่มันผลึกศิลาโลหิตระดับสูงเลยนะเจ้าคะ!"
"อืม ของพวกเจ้าเจ้าแหละ" มู่สือเย่ว์พยักหน้า "ยังไงมันก็ไม่มีประโยชน์สำหรับฉันอยู่แล้ว"
"จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไงกันคะ!" ฉินอีเวยขมวดคิ้ว "ท่านสามารถนำมันไปหลอมเป็นอาวุธได้นะเจ้าคะ"
"ไม่จำเป็นหรอก" มู่สือเย่ว์โบกมือปัด "เอาไปเถอะ"
โดยไม่รอให้ทั้งสองได้ทัดทานอะไรอีก เธอก็เดินนวยนาดไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เสือกลืนวิญญาณรีบเดินตามไปติดๆ
"ท่านอาจารย์..." ฉินอีเวยอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เธอก็ถูกฉู่จิงจั๋วรั้งเอาไว้
ฉู่จิงจั๋วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าอย่าพูดอะไรอีก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ฉินอีเวยเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย แต่เธอก็ยังคงเดินตามไป
จากนั้นเธอก็ได้เห็นการกระทำของมู่สือเย่ว์ จนใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยวไปหมด
กระทั่งเมื่อเธอเห็นเสือกลืนวิญญาณกำลังโซ้ยอาหารหน้าตาประหลาดที่คล้ายกับของเหลวข้นๆ ในอ่างใบใหญ่ราวกับพายุบุแคม ฉินอีเวยก็ถึงกับยืนแข็งเป็นหินไปเสียแล้ว
โลกใบนี้มันชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่แล้วจริงๆ!!!