เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 - พลังแห่งสัญลักษณ์

บทที่ 44 - พลังแห่งสัญลักษณ์

บทที่ 44 - พลังแห่งสัญลักษณ์


บทที่ 44 - พลังแห่งสัญลักษณ์

ในขณะที่อีเลเยียกำลังหัวหมุนวุ่นวายอยู่กับหน้าที่การงานใหม่ ทางด้านหลี่อวี๋ก็เดินตามสาวใช้มายังห้องพักของตน

ตามที่สาวใช้บอก นี่คือห้องพักแขกที่กว้างขวางและสะดวกสบายที่สุดในปราสาทแล้ว ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดเช่นเดียวกับห้องนอนของเจ้าของปราสาท ข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ล้วนถูกจัดเตรียมไว้ในระดับสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นฟูกที่นอนยัดขนเป็ด ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายกระต่ายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลอาเรียส เชิงเทียนเงินแท้ แม้กระทั่งกระโถนฉี่ก็ยังถูกแกะสลักมาอย่างวิจิตรบรรจง... ดูออกเลยว่าพวกเขาตั้งใจตกแต่งห้องนี้อย่างพิถีพิถันจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ในแง่ของความสะดวกสบายแล้ว มันกลับสู้ห้องพักในโรงแรมบัดเจทคืนละร้อยกว่าหยวนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากห้องนี้หันหน้าออกไปทางด้านนอกของปราสาท บนกำแพงจึงมีเพียงช่องหน้าต่างเล็กๆ แคบๆ และยาวๆ เท่านั้น ทำให้แม้แต่ในตอนกลางวัน แสงสว่างภายในห้องก็ยังสลัวๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกเย็นยะเยือกชื้นๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างที่ทำจากหินล้วนๆ ในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วงก็ยังพอทน แต่ถ้าถึงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูหนาวเมื่อไหร่ การอาศัยอยู่ในห้องนี้คงจะเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัสแน่ๆ

หลี่อวี๋ไม่ค่อยเข้าใจเลยว่า ทำไมพวกตัวเอกในนิยายทะลุมิติถึงได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างรวดเร็วปานนั้น แล้วก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการสร้างอาณาจักรของตัวเอง โดยไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ชีวิตในอดีตเลยแม้แต่น้อย

ตามหลักแล้ว คนยุคปัจจุบันอย่างเราๆ แค่ไม่ได้จับสมาร์ทโฟนวันเดียว ก็ควรจะเกิดอาการลงแดงอย่างหนักแล้วไม่ใช่หรือไง

โชคดีที่เขาไม่ต้องปักหลักอยู่ที่นี่ตลอดไป ถ้าคิดซะว่ามาทำงานล่วงเวลา ก็คงไม่ต้องไปเรื่องมากอะไรนักหรอก

หลี่อวี๋ถอดแบตเตอรี่ออกจากโดรน แล้วก็เอาโดรน ไฟแช็ก ไขควง และของจุกจิกอื่นๆ ไปเก็บไว้ในหีบเหล็กใบใหญ่ข้างเตียง ก่อนจะล๊อกกุญแจให้เรียบร้อย

ของพวกนี้คือสิ่งที่เขาทะยอยนำติดตัวมาด้วยตลอดช่วงเวลาหลายวันที่เข้ามาทำงานที่นี่

เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก ก่อนออกเดินทางทุกครั้งหลี่อวี๋จึงต้องคิดคำนวณอย่างรอบคอบว่าจะหยิบอะไรติดมือมาด้วยดี และนอกจากของที่ต้องนำกลับไปชาร์จแบตเตอรี่อย่างเครื่องช็อตไฟฟ้า หรือของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างโทรศัพท์มือถือแล้ว ของชิ้นอื่นๆ เขามักจะนำมาทิ้งไว้ที่นี่เลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองโควตาน้ำหนักในการเดินทางครั้งต่อไป

น้ำหนักห้ากิโลกรัมฟังดูเหมือนจะเยอะ แต่ตัวเลขนี้มันรวมน้ำหนักของเสื้อผ้าและรองเท้าที่เขาสวมใส่อยู่ด้วยนะ

แน่นอนว่าหลี่อวี๋สามารถเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบากว่านี้ได้ เพื่อที่จะได้ขนเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆ มาได้มากขึ้น

แต่เขาก็ลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะล้มเลิกความคิดอันแสนเย้ายวนใจนั้นไป

เพราะเท่าที่เขารู้ ศาสนาแทบจะทุกศาสนาบนโลกใบนี้ ล้วนมีข้อบังคับเรื่องการแต่งกายที่ชัดเจน และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เหมือนกับบรูซ เวย์น มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน เขาสามารถกว้านซื้อโรงงานทอผ้าในเมืองก็อตแธมได้ทั้งหมด และสามารถเปลี่ยนชุดเกราะดีไซน์ใหม่ได้ทุกวันไม่มีซ้ำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาตัดสินใจสวมบทบาทแบทแมน เขาก็จะสวมเพียงชุดเกราะสีดำ หน้ากากสีดำ ผ้าคลุมสีดำ และขับรถแบทโมบิลสีดำคู่ใจเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบสีอื่นหรือสไตล์อื่นหรอกนะ แต่เพียงเพราะวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้พวกอาชญากรและคนเลวในเมืองก็อตแธมรู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ เมื่อได้เห็นสัญลักษณ์ค้างคาวสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้า

นี่แหละคือพลังของสัญลักษณ์

และในแง่ของการโฆษณา การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ก็ช่วยในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้เป็นอย่างดี

ตอนที่หลี่อวี๋ปรากฏตัวขึ้นที่คฤหาสน์ของท่านมาร์ควิสเป็นครั้งแรก เขาสวมชุดสูทตัวเดียวกับที่ใส่ไปสัมภาษณ์งาน ซึ่งมันได้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับทุกคนในที่นั้น รวมถึงมาร์ควิสคูลันด้วย

หากตอนนี้ชาวเมืองผาหิมะจะพูดถึงวีรกรรมของเขา หรือพูดถึงเวทมนตร์อันน่าทึ่งที่เขาแสดงให้เห็น พวกเขาก็จะต้องพูดถึง “มนุษย์ต่างถิ่นในชุดสีดำประหลาด” อย่างแน่นอน

ใช่แล้ว โลกใบนี้ไม่มีทั้งรูปถ่ายและอินเทอร์เน็ต เวลาที่ผู้คนจะอธิบายลักษณะของใครสักคน พวกเขาก็ทำได้แค่หยิบยกเอาลักษณะเด่นๆ มาพูดถึงเท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าหลี่อวี๋เปลี่ยนไปใส่ชุดอื่น คนพวกนั้นก็คงจะจำเขาไม่ได้แล้วล่ะ

ดังนั้นหลี่อวี๋ก็เลยตัดสินใจใส่ชุดสูทเป็นชุดเก่งไปเลย ยังไงซะ การใส่ชุดสูทไปทำงานมันก็เป็นกฎพื้นฐานของหลายๆ บริษัทอยู่แล้วนี่นา

หลังจากล็อกหีบเหล็กเสร็จ หลี่อวี๋ก็เรียกคลารา สาวใช้ที่พาเขามาที่นี่ ให้ช่วยเดินนำทางพาเขาไปเดินสำรวจปราสาท เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ความจริงตอนแรกคลาราก็รู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน เพราะฟอสตัส พ่อบ้านใหญ่ได้กำชับเธอไว้ว่า ถึงแม้ท่านเมอร์ลินผู้นี้จะไม่ใช่ขุนนาง แต่เขาก็เป็นถึงแขกคนสำคัญของตระกูลอาเรียส และตอนนี้เขาก็เป็นคนสนิทของคุณหนูอีเลเยีย เจ้าของปราสาทกาน้ำชาคนปัจจุบัน

ไม่ว่าเขาจะมีคำขออะไร เธอต้องพยายามตอบสนองให้ได้มากที่สุด หากมีเรื่องไหนที่เกินกำลัง ก็ให้รีบมารายงาน เขาจะได้หาวิธีจัดการให้

เมื่อเห็นว่าหลี่อวี๋เป็นคนต่างถิ่น คลาราก็เลยยิ่งกลัวว่าเขาจะเรียกร้องอะไรที่มันพิลึกพิลั่นผิดมนุษย์มนา

ป้าแม่บ้านมารีนาผู้อาวุโสที่สุดในปราสาท เคยเล่าเรื่องเจ้าชายคนแคระที่มาเยือนปราสาทกาน้ำชาให้เธอฟัง เล่ากันว่าทันทีที่เจ้าชายคนนั้นก้าวเท้าเข้าห้อง เขาก็โวยวายจะให้สาวใช้ไปนอนเป็นเพื่อน แถมยังเรียกทีเดียวถึงเจ็ดคน

เขาถึงขนาดตัดขนในที่ลับของตัวเอง เอาไปสอดไส้ในขนมปังทาแยมแล้วกลืนลงท้อง แถมยังบังคับให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายเขากินเข้าไปด้วยกันอีก เพราะนี่คือวิธีแสดงความรักในแบบฉบับของคนแคระ

ด้วยเหตุนี้ คลาราจึงรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก กลัวว่าหลี่อวี๋จะเป็นคนประเภทเดียวกัน

แต่ไม่นานเธอก็พบว่าตัวเองตีตนไปก่อนไข้ หลี่อวี๋ใช้เวลาอยู่ในห้องเพียงครู่เดียว และไม่ได้เรียกใครเข้าไปหาเลย หลังจากนั้นเขาก็เรียกเธอให้พาไปเดินชมรอบๆ ปราสาท

ตลอดทางที่เดินสำรวจ มนุษย์ต่างถิ่นในชุดประหลาดสีดำคนนี้จะหยุดเดินและเข้าไปทักทายคนงานที่กำลังทำหน้าที่ของตนอยู่เสมอ เขาจะถามว่าพวกเขากำลังทำอะไร ทำยังไง และได้ผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง

ยิ่งคนตอบอธิบายได้ละเอียดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งดูพึงพอใจมากเท่านั้น

คลาราพาเขาเดินชมทั้งห้องครัว คอกม้า เตาอบขนมปัง โรงปฏิบัติงาน และร้านค้า จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากปราสาท มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ใกล้เคียง

หลี่อวี๋ได้พูดคุยกับชาวไร่ชาวนามากมาย แน่นอนว่าส่วนใหญ่เขายังคงรับบทเป็นผู้ฟังที่ดี คอยตั้งคำถามเป็นระยะๆ และหัวข้อที่สนทนาก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวเท่านั้น

อันที่จริง คำถามของหลี่อวี๋ครอบคลุมไปถึงทุกแง่มุมของการใช้ชีวิต และหลายๆ คำถามในสายตาของคลารา มันก็เป็นแค่เรื่องหยุมหยิมไร้สาระ แถมบางเรื่องยังเป็นเรื่องที่ชาวบราทิสทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วด้วยซ้ำ ทำเอาคลาราที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกง่วงนอนจนตาแทบปิด แต่หลี่อวี๋กลับตั้งใจฟังอย่างออกรสออกชาติ

สุดท้ายพวกเขาก็แวะทานมื้อค่ำที่บ้านของชาวนาครอบครัวหนึ่ง แม้ว่าแม่บ้านจะงัดเอาฝีมือทำอาหารทั้งหมดที่มีออกมาใช้ แถมยังยอมเฉือนเนื้อรมควันที่ปกติแล้วแทบจะไม่กล้าแตะต้องออกมาทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ แต่อาหารมื้อนั้นก็ยังดูเรียบง่ายอยู่ดี

คลารากลัวว่าหลี่อวี๋จะไม่พอใจกับอาหารมื้อนี้ และเขาก็กินไปแค่นิดเดียวจริงๆ ชิมไปได้ไม่กี่คำ เขาก็รวบช้อนส้อมแล้ว

แต่ก่อนกลับ หลี่อวี๋ก็กล่าวขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ แถมยังกำชับให้คลาราส่งคนเอาเงินค่าอาหารมาให้ครอบครัวนี้ในภายหลังด้วย

หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน คลาราก็เริ่มคุ้นเคยกับหลี่อวี๋มากขึ้น เธอไม่ได้รู้สึกเกร็งเหมือนตอนแรกแล้ว พอเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น เธอก็พูดกับหลี่อวี๋ว่า “เห็นไหมคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าข้างนอกนี่ไม่มีอะไรน่ากินหรอก”

“ไม่เป็นไร ผมแค่อยากจะเรียนรู้วิถีชีวิตของพวกเขาให้มากขึ้นน่ะ” หลี่อวี๋ตอบ “ส่วนเรื่องมื้อค่ำ เดี๋ยวผมค่อยกลับไปกินทีหลังก็ได้”

คลาราเข้าใจไปเองว่าคำว่า “กลับไป” ของหลี่อวี๋ หมายถึงการกลับไปที่ปราสาท ประจวบเหมาะกับที่ดวงอาทิตย์ตกดินพอดี ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางกลับ

ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูปราสาท พวกเขาก็ถูกใครบางคนขวางทางเอาไว้

ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง เอาแต่จ้องมองหลี่อวี๋ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า “นายคือเมอร์ลินใช่ไหม?”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 44 - พลังแห่งสัญลักษณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว