- หน้าแรก
- เมื่อบริษัทส่งผมไปรับจ้างเป็นศาสดาที่ต่างโลก
- บทที่ 40 - ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก
บทที่ 40 - ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก
บทที่ 40 - ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก
บทที่ 40 - ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก
งูทองคำและดอกพู่ระหงสบตากัน ก่อนจะเป็นฝ่ายควบม้าฝ่าฝูงชนออกไปหยุดอยู่ที่ใต้กำแพงเมือง
เดิมทีทั้งสองคนคิดว่านี่เป็นแค่วิธีการที่อีเลเยียใช้เพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้กับตัวเอง อย่างมากก็แค่เอาอะไรไปวาดลงบนสร้อยคอ แล้วก็แอบอ้างว่าตนได้รับการยอมรับจากบรรพบุรุษแล้ว
หมากตานี้ถือว่าเดินได้สวยงามมาก เดิมทีหลังจากที่อีเลเยียปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ตาชั่งแห่งชัยชนะก็เริ่มเอนเอียงไปทางนางแล้ว ในเวลานี้หากเพิ่มหมากตานี้ลงไปอีก ต่อให้เป็นแค่เรื่องหลอกลวงตบตาเล็กๆ น้อยๆ มันก็จะยิ่งช่วยเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น
ตอนนี้เวทีถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดก็แค่คนขึ้นไปแสดงเท่านั้น
ก่อนที่จะออกไป ทั้งสองคนก็ตัดสินใจไว้ในใจแล้วว่า ไม่ว่าเดี๋ยวจะได้เห็นอะไร พวกเขาก็จะยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่านั่นคือวิญญาณบรรพชน เพื่อช่วยอีเลเยียตอกตะปูปิดฝาโลงเรื่องนี้ให้สนิท และถือเป็นการแสดงความสวามิภักดิ์ของพวกเขาไปด้วยในตัว
ทว่าเมื่อเจ้างูทองคำและดอกพู่ระหงเข้าไปใกล้ทามาก็อตจิเครื่องนั้น ทั้งสองกลับไม่อาจซ่อนเร้นสีหน้าตกตะลึงเอาไว้ได้
นี่... วิญญาณบรรพชนตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆ หรือเนี่ย?!
แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนจะไม่เคยเห็นบรรพบุรุษของตระกูลอาเรียสที่อยู่ข้างในสร้อยคอมาก่อน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พวกเขาก็มองออกในทันทีว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาอยู่ตรงหน้านี้คือ “สิ่งมีชีวิต” อย่างแน่นอน ไม่ใช่ของที่คนทำปลอมแปลงขึ้นมาแน่ๆ
ทวยเทพเบื้องบน! หรือว่าตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมานานนับพันปี จะกลายเป็นจริงกับทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลอาเรียสคนนี้เข้าแล้วจริงๆ?!
เมื่อเจ้างูทองคำและดอกพู่ระหงเงยหน้าขึ้นไปมองอีเลเยียที่อยู่บนกำแพงเมืองอีกครั้ง สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว มันแฝงไปด้วยความเคารพยำเกรง ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกัน
และการกระทำของพวกเขาก็ทำให้กองทัพส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาทันที จากนั้นก็เริ่มมีคนอดรนทนไม่ไหว ก้าวออกไปดูให้เห็นกับตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฮาเวียร์ที่เป็นถึงที่ปรึกษาทางการทหารไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เลย ต่อให้เขาจะตะโกนจนคอแตกตาย นอกจากคนที่เขาพามาด้วยแล้ว ก็ไม่มีใครยอมฟังคำสั่งของเขาเลยสักคน
ผ่านไปไม่นาน ฝูงชนก็กรูกันเข้าไปออกันอยู่หน้าประตูเมืองจนแน่นขนัด ทุกคนต่างชะเง้อคอยาวเพื่ออยากจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของวิญญาณบรรพชนให้ได้สักครั้ง
แม้กระทั่งตัวฮาเวียร์เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเพิ่มอีกหลายๆ ครั้ง
เขาเป็นคนที่อยู่ใกล้อัลเฟรดที่สุดตั้งแต่แรก ดังนั้นเขาจึงได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสร้อยคอนั้นมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว มีอยู่แวบหนึ่งที่เขารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ราวกับถูกใครเอาค้อนเหล็กทุบเข้าที่หน้าอกอย่างจัง เขาได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ ทำอะไรไม่ถูกเลยสักอย่าง ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามกระดูกสันหลังพุ่งตรงขึ้นสู่สมอง!
ในหัวของฮาเวียร์เหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น หรือว่าอีเลเยียคือผู้ที่ฟ้าลิขิตมาจริงๆ? ถึงได้รับความเมตตาจากบรรพบุรุษเช่นนี้
ทว่าด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อวาเนสซ่าและบรังโก้ เขาจึงไม่ได้ก้มหัวยอมศิโรราบเหมือนกับเจ้างูทองคำและดอกพู่ระหง เขายังคิดจะขัดขืนอีกสักตั้ง
เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่กล้าหวังว่าจะยึดปราสาทกาน้ำชามาได้อีกแล้ว ฮาเวียร์รู้ดีว่าทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว เขาเพียงแค่อยากจะหาข้อต่อรองให้กับตัวเองและคนข้างหลังบ้างก็เท่านั้น
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว และไปหยุดอยู่ที่ครอบครัวของอัศวินเฒ่าที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
ฮาเวียร์ชักดาบที่เอวออกมา เตรียมจะควบม้าพุ่งตรงไปยังที่นั่น แต่เมื่อเขาสายตาไปปะทะเข้ากับเด็กทารกตัวน้อย เขากลับเกิดความลังเลขึ้นมา
เกียรติยศในฐานะอัศวินทำให้เขาเกิดความรู้สึกละอายใจต่อการกระทำของตนเองขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ และความลังเลเพียงชั่วครู่นี้เอง ก็ทำให้เขาสูญเสียโอกาสสุดท้ายไป
ฝูงชนที่แห่กันเข้ามาดูวิญญาณบรรพชนได้บีบอัดเข้ามา ปิดทางจนฮาเวียร์และม้าของเขาขยับเขยื้อนไม่ได้ เมื่อพวกเขามองเห็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ตัวเล็กๆ ในสร้อยคอนั้นอย่างชัดเจน ประกอบกับนึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่ในกองทัพก่อนหน้านี้ พวกเขาก็พากันโยนอาวุธในมือทิ้ง และหมอบกราบลงบนพื้นเพื่อเป็นการแสดงความสวามิภักดิ์
ศึกใหญ่ที่ยังไม่ทันได้เริ่ม ก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้เอง
เมื่อหลี่อวี๋เห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เขาก็ดึงเอาโดรนที่รับหน้าที่บินสร้างบรรยากาศอยู่บนท้องฟ้ากลับคืนมา แบตเตอรี่ของโดรนเหลือไม่ถึง 10% แล้ว ถ้าไม่ชาร์จก็คงเอามาใช้งานไม่ได้อีก
แต่มันก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม และถูกหลี่อวี๋พับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไป
แม่กระต่ายสาวที่อยู่ข้างๆ ยังคงดื่มด่ำอยู่กับความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ เธอมองลงไปเห็นกองทัพทหารมืดฟ้ามัวดินที่อยู่ใต้กำแพงเมือง และได้ยินพวกเขาร้องตะโกนเรียกชื่อเธอพร้อมๆ กัน จนถึงวินาทีนี้เธอถึงได้เริ่มรู้สึกถึงการเป็นลอร์ดขึ้นมาบ้างแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงเส้นทางที่เธอเดินผ่านมา มันช่างยากลำบากแสนเข็ญ ต้องเผชิญกับคลื่นลมมรสุมมานับไม่ถ้วน แถมบางครั้งยังเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่สุดท้ายเธอก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงของดินแดนแห่งนี้ได้สมดั่งใจปรารถนา
ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบากในครั้งนี้ จึงยิ่งหอมหวานเป็นพิเศษ
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน คำพูดของชายหน้าบากทำลายภาพอันสวยงามนี้ลงจนหมดสิ้น “ดูเหมือนว่าแม่เลี้ยงของเจ้า จะพาน้องชายของเจ้าหนีไปแล้วนะ”
“หา?” อีเลเยียได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบละสายตาจากฝูงชนเบื้องล่าง หันไปมองตามทิศทางนั้น ก็เห็นทหารม้าสามนายกำลังคุ้มกันวาเนสซ่าและบรังโก้หลบหนีเข้าไปในป่าลึกจริงๆ
เด็กสาวตะโกนออกไปตามสัญชาตญาณ “รีบตามไปเร็ว!”
ทว่าคนทั้งสองที่อยู่ข้างกายเธอกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ที่หลี่อวี๋ไม่ขยับเขยื้อน เป็นเพราะเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตงานของเขา ส่วนที่จู๊ดไม่ขยับเขยื้อน ก็เป็นเพราะสัญญาว่าจ้างของเขาสิ้นสุดลงแล้ว
“ข้าคุ้มครองเจ้าจนเข้ามาในปราสาทได้สำเร็จแล้ว รบกวนช่วยจ่ายค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ให้ข้าด้วยเถอะ” ชายหน้าบากเก็บขวานศึกเหน็บไว้ใต้เสื้อคลุมตามเดิม พลางลูบหัวโฉมงามสีนิลแล้วเอ่ยทวง
แม่กระต่ายสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ความจริงเมื่อกี้เธอก็แค่เผลอตะโกนออกไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นแหละ
วาเนสซ่ากับบรังโก้หนีไปได้ไกลพอสมควรแล้ว แถมข้างกายยังมีทหารคุ้มกันที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีคอยคุ้มครองอยู่อีก และตอนนี้ประตูเมืองก็ถูกฝูงชนปิดกั้นจนแน่นขนัดไปหมด
ต่อให้ชายหน้าบากยอมช่วยเธอตามล่า ก็คงจะตามไม่ทันแล้วล่ะ
โชคดีที่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก ผ่านศึกในครั้งนี้ไปแล้ว ทั่วทั้งทุ่งหญ้าสีเขียวก็น่าจะไม่มีใครหน้าไหนกล้าสงสัยในความชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมายในการขึ้นเป็นลอร์ดของเธออีกแล้ว
ถ้ารู้วาเนสซ่ารู้จักเจียมตัว ก็ควรจะพาลูกชายคนเล็กหนีไปให้ไกลแสนไกล หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่รู้จักเจียมตัวล่ะก็ หึหึ
เด็กสาวดึงสติกลับมา โบกมือเรียกจู๊ด “ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะพานายไปเอาเงิน”
ทั้งสามคนลงมาจากกำแพงเมือง และเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องที่ใช้คุมขังพ่อบ้านฟอสตัส
ฟอสตัสก็เป็นครึ่งอสูรเช่นกัน ทว่าไม่ได้เป็นคนของตระกูลอาเรียส หูทั้งสองข้างบนหัวของเขาเป็นสีเทาอมน้ำตาล มีขนาดเล็กและสั้น แต่เคราที่คางกลับยาวเฟื้อย
ปีนี้เขาอายุอานามปาเข้าไปหนึ่งร้อยเก้าสิบหกปีแล้ว รับใช้ผู้นำตระกูลอาเรียสมาถึงสามรุ่น
ต่อให้จะเรียกเขาว่าเป็นคนของตระกูลอาเรียสก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริง ทุกคนในปราสาทรวมถึงตัวอีเลเยียเอง ก็มองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้สีหน้าของฟอสตัสกลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ร่างกายดูแก่ชราลงไปกว่าเดิมมาก โดยมีภรรยาและลูกชายคอยดูแลอยู่เคียงข้าง
เมื่อฟอสตัสเห็นอีเลเยีย เขาก็ยังคงลุกขึ้นทำความเคารพ เพียงแต่บนใบหน้านั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ทำเอาแม่กระต่ายสาวรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
ชายชราเอ่ยถาม “ใครเป็นคนออกความคิดให้อัลเฟรดลอบโจมตีปราสาทกาน้ำชา?”
“ฉัน... ฉันคิดขึ้นมาเองแหละ” เด็กสาวยืดอกตอบ
ทว่าพ่อบ้านแห่งปราสาทกาน้ำชากลับส่ายหน้า สายตาของเขาเลื่อนไปมองชายหน้าบากที่อยู่ด้านข้าง เพราะหมอนี่หน้าตาดุดันน่ากลัว ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีแน่ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม หลี่อวี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน “ผมเองครับ”
ฟอสตัสขมวดคิ้ว กวาดสายตามองหลี่อวี๋ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ข้ามีชีวิตอยู่มาตั้งนานนม ไม่เคยเห็นใครแต่งตัวแบบนี้มาก่อนเลย เจ้ามาจากที่ไหนกัน?”
“สถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไปมากๆ ครับ”
“เจ้ามาที่บราทิสทำไม?”
“เพื่อนำพาความศรัทธามาสู่ที่นี่ครับ”
“แต่ที่นี่มีความศรัทธาอยู่แล้วนี่นา” ชายชรารู้สึกสงสัย
“เทพเจ้าของพวกคุณไม่สามารถช่วยพวกคุณแก้ปัญหาได้ แต่ของผมทำได้” หลี่อวี๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พระองค์จะทำแบบนั้นได้ยังไง?”
“ก็พึ่งพาผมไงล่ะครับ”
“เรื่องนั้นข้าขอเป็นพยานให้ได้เลย” ชายหน้าบากที่อยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมา
[จบแล้ว]