- หน้าแรก
- เมื่อบริษัทส่งผมไปรับจ้างเป็นศาสดาที่ต่างโลก
- บทที่ 32 - ข่าวดีและข่าวร้าย
บทที่ 32 - ข่าวดีและข่าวร้าย
บทที่ 32 - ข่าวดีและข่าวร้าย
บทที่ 32 - ข่าวดีและข่าวร้าย
"ข้ามีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอก อยากฟังอันไหนก่อนล่ะ?"
จู๊ดรูดตัวลงมาจากต้นเฟบีเจินหนานอย่างคล่องแคล่ว ปัดเศษไม้และใบไม้ออกจากเสื้อคลุม ก่อนจะเอ่ยปากถาม
"เอ่อ... ข่าวดีมั้ง?"
"ข่าวดีก็คือ อัศวินผู้พิทักษ์ของเจ้าได้ยึดปราสาทของเจ้าคืนมาให้แล้ว"
"จริงเหรอ?" อีเลเยียได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น เตรียมจะพุ่งตัวกลับบ้านทันที แต่จู๊ดกลับเรียกเอาไว้ก่อน "เจ้าไม่อยากฟังข่าวร้ายต่อหน่อยเหรอ?"
"ข่าวร้ายคืออะไรล่ะ?"
"เขาแล้วก็ปราสาทของเจ้ากำลังถูกล้อมอยู่น่ะสิ" ชายหน้าบากบอก "ตอนนี้นอกกำแพงเมืองมีทหารติดอาวุธครบมืออยู่ประมาณสองถึงสามร้อยนาย ส่วนใหญ่เป็นทหารราบ มีพลธนูอยู่นิดหน่อย แล้วก็มีทหารม้าประมาณสิบเจ็ดสิบแปดนายได้มั้ง แต่เท่าที่ดูยังไม่เห็นพวกอุปกรณ์ปิดล้อมนะ"
แม่กระต่ายสาวรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เย็นวาบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ศัตรูมาจากไหนกัน? นายเห็นสัญลักษณ์บนธงของพวกมันชัดไหมว่าเป็นของตระกูลไหน?"
"เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเลยล่ะ ธงรูปกระต่ายของตระกูลอาเรียสไง" จู๊ดตอบ
"แม่เลี้ยงของฉันเอง" อีเลเยียแทบไม่อยากจะเชื่อ "นางบ้าไปแล้วเหรอ? ถึงกล้าระดมกำลังทหารมาล้อมปราสาทของตระกูลโดยพลการแบบนี้"
"นางบ้าหรือเปล่าข้าไม่รู้หรอก แต่ที่ข้ารู้ก็คือ การที่คนสองคนกับหมาอีกหนึ่งตัว จะไปงัดกับคนตั้งสามร้อยกว่าคนนอกเมืองนั่นน่ะ คนที่คิดแบบนั้นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ"
หลังจากสอดแนมสถานการณ์ของศัตรูมา ชายหน้าบากก็เริ่มถอดใจ "ข้ามาส่งเจ้าถึงบ้านแล้ว รบกวนจ่ายค่าจ้างให้ข้าด้วยเถอะ ส่วนเรื่องหลังจากนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้วนะ"
"จะไม่เกี่ยวได้ยังไงกัน ข้อตกลงของเราก่อนหน้านี้คือนายต้องไปส่งฉันถึงข้างในปราสาทเลยนะ ตอนนี้ฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงาประตูปราสาทเลยด้วยซ้ำ"
แม่กระต่ายสาวเตือนความจำ "คำสาบานของเราได้รับการคุ้มครองจากองค์เหนือหัววันเสาร์อยู่นะ แถมฉันก็บอกนายไปตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันไม่มีเงินติดตัว เงินของฉันอยู่ในปราสาททั้งหมด นายเองก็คงไม่อยากเสียเที่ยวเปล่าหรอกใช่ไหมล่ะ"
"ข้าเอาเจ้าไปส่งให้แม่เลี้ยงของเจ้าก็ได้นี่นา เชื่อสิว่านางต้องยินดีจ่ายหนี้แทนลูกสาวสุดที่รักอย่างเจ้าแน่นอน" จู๊ดพึมพำเสียงเบา
"นายพูดว่าอะไรนะ?"
"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก" จู๊ดรีบเปลี่ยนเรื่อง "แล้วเมื่อไหร่เมอร์ลินจะกลับมาเนี่ย เขาหายไปสองวันแล้วนะ ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย ถึงตอนนั้นเขาคงหาพวกเราในป่าได้ยากแน่ๆ"
"วางใจเถอะ เขามีองค์เหนือหัววันเสาร์คอยชี้ทางให้ ไม่ว่าพวกเราจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เขาก็หาพวกเราเจอได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว"
"เจ้าไม่ได้เป็นสาวกของเทพีจันทร์สีเงินหรอกเหรอ ทำไมถึงได้มีความมั่นใจในตัววันเสาร์มากกว่าเทพเจ้าของตัวเองอีกล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำถามของจู๊ด อีเลเยียก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ผ่านไปพักใหญ่กว่าเธอจะหาเหตุผลมาอ้างได้ "ฉันไม่ได้มีความมั่นใจในตัววันเสาร์สักหน่อย ฉันมั่นใจในวิญญาณบรรพชนของตระกูลอาเรียสต่างหากล่ะ เมอร์ลินบอกเองนี่นา ว่าวิญญาณบรรพชนเป็นคนนำทางเขามาหาฉันน่ะ"
"ข้าเองก็มักจะบอกพวกผู้หญิงอยู่บ่อยๆ ว่าความรักนำพาให้เรามาพบกัน แต่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ดึงดูดข้าก็คือหน้าอกตู้มๆ ของพวกนางต่างหากล่ะ" จู๊ดยักไหล่
"ไหนนายบอกว่านายเชื่อเรื่ององค์เหนือหัววันเสาร์แล้วไง?"
"ข้าก็เคยพูดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจหรือเทพเจ้าอะไรเทือกนั้นเลย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกลูกคุณหนูลูกผู้ดีที่ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาท มีคนรับใช้คอยห้อมล้อมอย่างพวกเจ้า มองโลกใบนี้ยังไง"
"แต่ในสายตาของคนเถื่อนที่ต้องร่อนเร่พเนจรหาเลี้ยงชีพอย่างข้า โลกใบนี้มันก็แค่กองขี้หมาดีๆ นี่เอง คนดี คนเลว คนมีศาสนา คนไร้ศาสนา ข้าก็ผ่านมาหมดแล้ว แถมยังเคยใช้ขวานจามหัวพวกมันมาแล้วด้วย พวกมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันเลยสักนิด ตอนที่ขวานของข้าสับลงไป ไม่ว่าเจ้าจะศรัทธาในจูเลียส พิเธีย หรือไดโอจินีส เชื่อข้าเถอะ พวกเขาช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอก"
"ถ้าหากทวยเทพมีอยู่จริง แล้วทำไมถึงยอมปล่อยให้คนเลวทรามต่ำช้าอย่างข้า ออกมาเดินเพ่นพ่านก่อเรื่องวุ่นวายได้ตามใจชอบล่ะ นักบวชในวิหารทุกคนต่างก็โอ้อวดว่าเทพเจ้าของตนทรงพลังอำนาจไร้เทียมทาน แต่บนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนกันเชียวที่มีบุญวาสนาได้เห็นปาฏิหาริย์เหล่านั้นด้วยตาตัวเอง"
"นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมตลอดมา ข้าถึงเชื่อแค่ไอ้ของชิ้นเล็กๆ สีทองอร่าม ที่ส่งเสียงกระทบกันดังกริ๊งๆ อยู่ในถุงเงินของพวกเจ้าเท่านั้น อย่างน้อยพวกมันก็ซื่อสัตย์ ไม่เคยหลอกลวงใคร"
"แน่นอนว่าเมอร์ลินกับวันเสาร์ของเขามันต่างออกไป เจ้าก็ได้เห็นความสามารถของเขาด้วยตาตัวเองแล้วนี่นา แล้วยังได้ยินกับหูด้วยว่าตัวตนอันไกลโพ้นและลึกลับนั่นตอบสนองเขายังไง หมอนั่นมีของจริงอยู่กับตัว"
จู๊ดเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน "แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ เจ้าถึงยิ่งต้องระวังตัวเขาให้ดี"
"ทำไมล่ะ?"
"การที่คนๆ หนึ่งจะเข้าหาใครสักคน มันย่อมต้องมีเหตุผลเสมอ ข้าเข้าหาเจ้าก็เพราะเงิน ส่วนเมอร์ลินที่เข้าหาเจ้า ก็ต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างเหมือนกัน" จู๊ดสั่งให้โฉมงามสีนิลคอยระแวดระวังภัยอยู่รอบๆ ส่วนตัวเองก็หาที่เหมาะๆ ใต้ต้นไม้เพื่อนั่งพักผ่อน
เนื่องจากกลัวว่าจะถูกพวกทหารข้างนอกจับได้ คืนนี้พวกเขาสองคนจึงไม่ได้ก่อไฟ
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลับหายไปในหุบเขา ใบหน้าของจู๊ดก็ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในความมืดมิด ทว่าเสียงของเขายังคงดังก้องอยู่
"เทพเจ้าต่างถิ่นที่ไม่เคยย่างกรายมาเหยียบทวีปบราทิสมาก่อน จู่ๆ ก็มามีความเกี่ยวข้องกับวิญญาณบรรพชนของตระกูลอาเรียส อืม... เจ้าไม่เคยรู้สึกตะหงิดๆ บ้างเลยเหรอ ว่าการจับแพะชนแกะแบบนี้มันดูพิลึกพิลั่นเกินไปหน่อย?"
"นายกำลังจะบอกว่าวันเสาร์กับวิญญาณบรรพชนของตระกูลอาเรียสไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย เมอร์ลินพูดแบบนั้นก็เพื่อหลอกให้ฉันเชื่อใจเขางั้นเหรอ?" อีเลเยียเริ่มคิดตาม
"ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นนะ" ชายหน้าบากถอดรองเท้าบูตคู่ใหม่ออก แล้วเคาะเอาเศษหินเศษดินที่อยู่ข้างในออกมา "ข้าแค่จะบอกว่า ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะพยายามเปิดหูเปิดตาให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเมื่อโลกใบนี้มันบ้าคลั่งและอันตรายซะขนาดนี้นี่นา"
แม่กระต่ายสาวหวนนึกถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับหลี่อวี๋ก่อนหน้านี้ สีหน้าของเธอก็เริ่มซับซ้อนขึ้นมาทันที
"ฉันนึกว่านายจะเป็นแค่พวกบ้าพลัง ไร้สมอง วันๆ เอาแต่หาเรื่องต่อยตี แถมยังเห็นแก่เงินจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่านายจะฉลาดกว่าที่เห็นภายนอกตั้งเยอะ"
"ที่นายพูดมามันก็ถูก เรื่องวิญญาณบรรพชนน่ะ ฉันเป็นคนเล่าให้เขาฟังเองแหละ ตอนนั้นเมอร์ลินทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ... แต่พอเราเจอกันครั้งที่สอง เขากลับเปลี่ยนคำพูด บอกว่าเป็นเพราะวิญญาณบรรพชนของตระกูลอาเรียสนำทางมา ทำให้เขาได้พบกับฉัน"
จู๊ดหัวเราะหึๆ "ถ้าข้าพึ่งแต่ขวานอย่างเดียว ข้าคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก"
ส่วนอีเลเยียก็ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ก้มมองสร้อยคอที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอก ซึ่งข้างในนั้นก็ยังคงเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ
เด็กสาวได้แต่คิดในใจว่า ตอนนี้ตระกูลกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ไอ้พวกคนชั่วก็กำลังจะแย่งชิงตำแหน่งไปอยู่รอมร่อ ทำไมท่านบรรพบุรุษถึงได้ยังนิ่งดูดายอยู่ได้นะ
ไม่คิดจะหาวิธีช่วยทายาทสายตรงอย่างเธอเลยหรือไง
ทำเอาแม่กระต่ายสาวเริ่มรู้สึกท้อแท้ขึ้นมานิดๆ แล้ว ถึงขั้นแอบคิดในแง่ร้ายว่า หรือบางทีวิญญาณบรรพชนของตระกูลอาเรียสอาจจะโปรดปรานบรังโก้มากกว่าเธอเสียอีก
จู๊ดหยิบเสบียงอาหารออกมาจากสัมภาระบนหลังม้า แบ่งให้อีเลเยียและโฉมงามสีนิลกินด้วยกัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ส่วนเด็กสาวที่มัวแต่พะวงเรื่องปราสาทที่ถูกล้อม และคิดทบทวนคำพูดของจู๊ดเมื่อครู่ ก็หมดอารมณ์จะคุยต่อเช่นกัน เธอจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ อยู่บนท่อนไม้ซุง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จู่ๆ ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหูของเธอ "เรามาถึงแล้วเหรอ?"
[จบแล้ว]