- หน้าแรก
- จักรพรรดิทรราชย์ เปิดประมูลยาเซียนลวงโลก
- บทที่ 7 - ขบวนเสด็จเหินเวหา
บทที่ 7 - ขบวนเสด็จเหินเวหา
บทที่ 7 - ขบวนเสด็จเหินเวหา
บทที่ 7 - ขบวนเสด็จเหินเวหา
"วาสนาแห่งเซียน!"
แม้เมื่อวานจะมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปบ้างแล้ว แต่การได้ยินคำประกาศจากพระโอษฐ์ของจักรพรรดิด้วยตัวเอง ก็ยังคงทำให้หลายคนเลือดลมสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นอยู่ดี
และภาพเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่า ก็ติดตามมาติดๆ
จักรพรรดิฉงเจินยกแขนเสื้อขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วสะบัดเบาๆ
เบื้องใต้บัลลังก์ ปรากฏกลุ่มเมฆหมอกสีขาวบริสุทธิ์ราวกับปุยฝ้ายพวยพุ่งและม้วนตัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมฆหมอกนี้ไม่ใช่เพียงไอน้ำ หากแต่เป็นมวลสารที่จับตัวกันแน่นหนาไม่แตกสลาย
มันรองรับและยกเอาบัลลังก์มังกร รวมถึงหวังเฉิงเอินที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอยขึ้นจากพื้นดิน!
แม้หวังเฉิงเอินจะได้รับคำเตือนจากจักรพรรดิฉงเจินล่วงหน้าแล้วว่า
"ประเดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่ยืนให้มั่นคงก็พอ"
แต่เมื่อเท้าทั้งสองข้างลอยพ้นจากพื้นจริงๆ หวังเฉิงเอินก็ยังตกใจจนหน้าซีดเผือด ลืมเลือนกฎระเบียบและมารยาทไปจนสิ้น รีบคว้าพนักพิงบัลลังก์เอาไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่ง
หานควง เวินถีเหริน จูฉุนเฉิน และคนอื่นๆ ที่ได้ประจักษ์ถึงปาฏิหาริย์ของจักรพรรดิที่ตำหนักอายุวัฒนะเมื่อวานนี้มาแล้ว ยังพอฝืนปั้นหน้าให้ดูเยือกเย็นไว้ได้
แต่สำหรับขุนนางบุ๋นและบู๊ส่วนใหญ่บนลานกว้าง ที่เพิ่งเคยเห็น ปาฏิหาริย์ เป็นครั้งแรก ภาพตรงหน้าสร้างความสั่นสะเทือนให้พวกเขาอย่างหาเปรียบมิได้
"สะ สวรรค์!"
"ลอย... ลอยขึ้นไปจริงๆ ด้วย"
"นิมิตหมายอันดี นิมิตมงคลโดยแท้!"
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นระงมไปทั่วบริเวณ
หลายคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มองดูบัลลังก์อันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจสูงสุด ลอยล่องอยู่กลางอากาศด้วยการรองรับของเมฆหมอกบางเบา หยุดอยู่ที่ความสูงประมาณห้าจั้งจากพื้นดิน
แสงแดดสาดส่องลงมาอาบไล้บัลลังก์มังกรให้เปล่งประกายสีทองพอดี
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป จักรพรรดิฉงเจินก็ดูราวกับเทพยดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์
ขุนนางหลายคนถูกภาพตรงหน้ากระแทกใจจนสติหลุดลอย พากันคุกเข่าลงกราบไหว้ พลางพึมพำบทสวดมนต์ในปาก
จักรพรรดิฉงเจินทอดพระเนตรมองลงมายังเหล่าขุนนางเบื้องล่าง ที่ดูตัวเล็กกระจ้อยร่อยราวกับมดปลวก ทว่ากลับเป็นผู้แบกรับชะตากรรมของราชวงศ์หมิงเอาไว้ พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเหนือโลก
"เราได้รับการชี้แนะจากมหาเทพบิดรเจินอู่ จึงได้ล่วงรู้ถึงความเร้นลับของจักรวาล"
"จุดเริ่มต้นแห่งฟ้าดิน มิใช่ผลงานการจามขวานของผานกู่ หากแต่มรรคาวิถีอันไร้ขอบเขต ได้ก่อกำเนิดและสรรค์สร้างสรรพสิ่งขึ้นในจักรวาลแห่งนี้"
"ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ขุนเขาและสายน้ำที่เรามองเห็น เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการปรากฏแห่งมรรคาวิถีเท่านั้น"
"เปรียบดั่งบุปผาในกระจกและจันทราในพรายน้ำ แม้จะมีรูปทรง แต่ก็มิใช่ภาพจำลองที่สมบูรณ์"
"โลกธาตุอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีมากมายราวกระเบนทราย โลกใบนี้เป็นเพียงหยดน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรเท่านั้น..."
ทฤษฎีมรรคาวิถีในช่วงต้นที่ตรัสออกมานั้น ดังกึกก้องราวกับคัมภีร์สวรรค์หล่นทับศีรษะของทุกคน ทำให้พวกเขาฟังแล้วมึนงงราวกับตกอยู่ในม่านหมอก ทั้งยังเป็นการล้มล้างความเชื่อดั้งเดิมอย่าง ทฤษฎีฟ้ากลมแบน และ ทฤษฎีที่ว่าราชวงศ์หมิงคือศูนย์กลางของโลก ไปจนหมดสิ้น
"เซียนในโลกของเรา..."
ในที่สุดจักรพรรดิฉงเจินก็เข้าสู่ประเด็นหลัก
"มิใช่เทพยดาที่เกิดจากฟ้าดิน หากแต่เป็นมนุษย์ที่อาศัยการบำเพ็ญเพียร ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบชีวิตในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นก็คือจุดสูงสุด..."
ในตอนนั้นเอง ขุนนางอาวุโสจากราชบัณฑิตยสถานคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่แถวหน้าก็รวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้นมา
"ฝ่าบาท ข้าพระพุทธเจ้าโง่เขลาเบาปัญญา บังอาจขอทูลถามว่า คำว่าวิวัฒนาการ... มีความหมายว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉงเจินไม่ได้ถือสาหาความ ทรงอธิบายอย่างใจเย็น
"ยกตัวอย่างเช่นหนอนไหม ตอนแรกเป็นเพียงไข่ ฟักออกมาเป็นตัวไหม แล้วพ่นใยสร้างรัง แท้จริงแล้วมันลอกคราบเปลี่ยนรูปร่างอยู่ภายในรัง จนกระทั่งเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อ และได้รับความสามารถในการโบยบิน วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนก็เป็นเช่นนี้แล"
หากอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ การที่หนอนไหมเปลี่ยนรูปร่างเป็นผีเสื้อนั้นเรียกว่าการเจริญเติบโตแบบเปลี่ยนรูปร่าง ส่วนวิวัฒนาการนั้นหมายถึงกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตใช้เวลายาวนาน ในการเปลี่ยนแปลงความถี่ของยีนอย่างมีทิศทาง จนค่อยๆ ก่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่
แต่ช่างน่าเสียดายที่ในโลกแห่งราชวงศ์หมิงแห่งนี้ คำจำกัดความของคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ รวมถึงคำว่า วิวัฒนาการ ล้วนถูกกำหนดโดยคำพูดของจักรพรรดิฉงเจินแต่เพียงผู้เดียว
"...พูดง่ายๆ ก็คือ มนุษย์ธรรมดาที่ดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน มาหล่อหลอมร่างกายและจิตวิญญาณให้แข็งแกร่ง ก้าวสู่วิวัฒนาการไปทีละขั้น นั่นจึงจะเรียกว่าผู้บำเพ็ญเพียร"
จักรพรรดิฉงเจินใช้ความคิดเพียงเล็กน้อย หินวิญญาณก้อนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงอย่างเงียบเชียบ พลังวิญญาณที่อยู่ภายในถูกดูดซับออกมาอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นกลุ่มเมฆหมอกก็ม้วนตัว พาบัลลังก์มังกรลอยเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ราวกับขบวนเสด็จของเซียนที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะของขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊!
คราวนี้ ความคลางแคลงใจเฮือกสุดท้ายได้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
ก่อนหน้านี้ ยังมีขุนนางส่วนน้อยที่คิดถี่ถ้วนหรืออาจจะเรียกว่าดื้อรั้น ลอบเดาว่าบัลลังก์ที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้น อาจจะใช้กลไกที่ซับซ้อนและแนบเนียนอย่างมาก
เช่น อาจจะใช้เส้นเอ็นหรือเส้นใยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าห้อยโหนลงมาจากหอคอยเหนือประตูเฟิ่งเทียน
แต่ทว่าในยามนี้ บัลลังก์มังกรกำลังเคลื่อนที่และบินวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
มีเมฆหมอกล้อมรอบ อยู่ใกล้จนแทบจะเอื้อมมือสัมผัสได้ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้ายื่นมือออกไป ซึ่งหมายความว่าไม่มีโอกาสที่จะใช้ลูกไม้ตบตาใดๆ ได้เลย
เสียงของจักรพรรดิฉงเจินดังกังวานลงมาจากกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง
"ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงแค่ค้นพบเคล็ดวิชาที่ถูกต้อง และหมั่นฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ มนุษย์ธรรมดาก็สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวิวัฒนาการ และกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรได้"
มีขุนนางอีกคนอดรนทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมา
"ฝ่าบาท แล้วต้องทำเช่นไร ถึงจะเรียกว่าฝึกฝนจนประสบความสำเร็จพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉงเจินบังคับบัลลังก์เมฆา พลางตรัสเสียงดังกังวาน
"เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยาวไกลไร้จุดสิ้นสุด แต่ก็มีระดับขั้นให้ยึดถือ โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งออกเป็นด่านสำคัญได้หลายระดับ"
"ลมปราณทารก"
"รวบรวมลมปราณ"
"สร้างรากฐาน"
"ตำหนักม่วง"
"แก่นทองคำ"
"เทพสวรรค์"
พระองค์ทรงอธิบายไปทีละขั้น
"ลมปราณทารก คือการสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณ ร่างเนื้อยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง อายุขัยก็ยังคงเท่ากับมนุษย์ธรรมดา"
"เมื่อเลือกเส้นทางและเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณ อายุขัยจะเพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยปี"
"เมื่อสร้างรากฐานสำเร็จ ร่างกายจะผลัดเปลี่ยนกระดูกและชำระล้างไขกระดูก มีอายุขัยยืนยาวถึงสี่ร้อยปี"
"เมื่อเปิดตำหนักม่วง สัมผัสวิญญาณจะเริ่มปรากฏ อิทธิฤทธิ์จะเริ่มก่อเกิด สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานถึงแปดร้อยปี"
"หากสามารถหลอมรวมชะตากรรมและเคราะห์กรรมเป็นหนึ่งเดียว จนควบแน่นแก่นทองคำได้สำเร็จ ก็จะมีอายุยืนยาวเทียบเท่าฟ้าดิน เปล่งประกายเทียบเท่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และมีชีวิตเป็นอมตะอย่างแท้จริง"
ขุนนางคนเดิมยังคงถามต่อ
"ไม่ทราบว่า เส้นทาง ที่พระองค์ตรัสถึง หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"
เห็นได้ชัดว่า คนผู้นี้สนใจเรื่องระดับขั้นที่สามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาวได้มากกว่า
จักรพรรดิฉงเจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เรื่องเส้นทางยังไม่ต้องรีบร้อน รอให้พวกท่านเลื่อนระดับไปถึงขั้นรวบรวมลมปราณเสียก่อน ค่อยตัดสินใจเลือกตามพรสวรรค์ของตนเองก็ยังไม่สาย"
"การเรียกประชุมขุนนางในวันนี้ เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การคัดเลือกผู้มีวาสนาแห่งเซียนจำนวนห้าสิบคนจากในหมู่พวกท่าน ให้ตามเราเข้าไปในตำหนักอายุวัฒนะ เพื่อรับการถ่ายทอด คัมภีร์ฝึกปราณต้นกำเนิด และให้เราช่วยชี้แนะการดึงดูดพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นอมตะสายนี้"
"ห้าสิบคนงั้นหรือ"
ทันทีที่สิ้นประโยคนี้ ทั่วทั้งลานกว้างก็ชะงักงันไปในตอนแรก
ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหว
ขุนนางหลายคนที่กำลังดำดิ่งอยู่กับจินตนาการถึงชีวิตอมตะ ราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าเต็มหน้า
เสียงกระซิบกระซาบกลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างโจ่งแจ้งในเวลาอันรวดเร็ว
"มีโควตาแค่ห้าสิบคนเองหรือ"
"แค่นี้จะไปพอได้อย่างไร!"
"ข้านึกว่าฝ่าบาทจะเผยแผ่วิชาเซียนให้ทุกคนได้ฝึกฝนเสียอีก!"
"นั่นสิ แล้ว... แล้วจะคัดเลือกอย่างไรเล่า"
"คงต้องให้ความสำคัญกับบรรดามหาเสนาบดีและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ก่อนเป็นแน่ พวกเราคงหมดหวังแล้วกระมัง..."
เมื่อเห็นว่าความผิดหวัง ความวิตกกังวล และความไม่ยินยอมพร้อมใจ กำลังลุกลามไปทั่วลานกว้าง
จักรพรรดิฉงเจินก็เปล่งคำพูดออกมาเพียงสองคำเบาๆ
"เงียบซะ"
แม้เสียงจะไม่ดังมาก แต่ภายใต้การสนับสนุนของพลังวิญญาณ มันกลับดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องอู้อี้อยู่ข้างหูของทุกคน สั่นสะเทือนจนจิตใจของพวกเขาสั่นไหว
ทั่วทั้งลานกว้างกลับมาเงียบกริบราวกับป่าช้าในพริบตา
หานควง มหาเสนาบดีแห่งสภาขุนนาง สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมาจากเบื้องหลัง โดยเฉพาะสายตาแห่งความคาดหวังจากกลุ่มขุนนางบูรพา เขาจึงจำต้องรวบรวมความกล้า ก้าวออกไปข้างหน้าและค้อมตัวลง
"ข้าพระพุทธเจ้า... บังอาจขอทูลถามฝ่าบาท เหตุใดจึงมีโควตาเพียงแค่ห้าสิบคนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ และไม่ทราบว่าวาสนาแห่งเซียนนี้ จะใช้เกณฑ์ใดในการตัดสินพ่ะย่ะค่ะ"
ในตอนนี้ จักรพรรดิฉงเจินได้บังคับบัลลังก์บินวนรอบลานกว้างไปแล้วหนึ่งรอบ และกลับมาลอยอยู่ด้านหน้าประตูเฟิ่งเทียนอีกครั้ง
พระองค์ค่อยๆ ลดระดับความสูงลง สายตากวาดมองลงมายังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและกระวนกระวายใจเบื้องล่าง
ในพระหัตถ์ของพระองค์ ปรากฏขวดหยกขาวขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
จักรพรรดิฉงเจินตรัสขึ้น
"ไม่ใช่ว่าเราหวงแหนเคล็ดวิชาเซียน แต่เป็นเพราะรากฐานของการบำเพ็ญเพียรนั้น ขึ้นอยู่กับจุดชีพจรวิญญาณ"
"พลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน จำเป็นต้องไหลผ่านจุดชีพจรวิญญาณ ถึงจะสามารถดึงดูด สกัด และกักเก็บเอาไว้ได้"
"ทว่า ผู้ที่มีจุดชีพจรวิญญาณติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น ในหมื่นคนจะมีสักคน"
"มนุษย์ธรรมดาส่วนใหญ่ จุดชีพจรถูกปิดกั้น ถูกกำหนดมาแล้วว่าไร้ซึ่งวาสนากับเส้นทางแห่งเซียน"
[จบแล้ว]