- หน้าแรก
- จักรพรรดิทรราชย์ เปิดประมูลยาเซียนลวงโลก
- บทที่ 2 - แสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าเหล่าขุนนาง
บทที่ 2 - แสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าเหล่าขุนนาง
บทที่ 2 - แสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าเหล่าขุนนาง
บทที่ 2 - แสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าเหล่าขุนนาง
เกี่ยวกับวิกฤตการณ์รุกรานเมืองหลวง เกี่ยวกับหยวนฉงหว่าน เกี่ยวกับความวุ่นวายของการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ตรงหน้า...
ต้นสายปลายเหตุ ล้วนกระจ่างแจ้งในใจ
พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มขุนนางที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองหลังจากเหตุการณ์กวาดล้างขุนนางกังฉิน ซึ่งนำโดยเวินถีเหรินและหวังหย่งกวง กำลังรีบร้อนที่จะกดดันกลุ่มขุนนางบูรพา เพื่อพลิกฟื้นอำนาจของตนเองให้กลับคืนมา
เนื้อแท้ของเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการฉวยโอกาสจากภัยพิบัติของชาติ เพื่อรื้อฟื้นการต่อสู้ระหว่างฝักฝ่าย กำจัดผู้เห็นต่าง และช่วงชิงอำนาจ
เวินถีเหรินต้องการโค่นล้มหานควงและเฉียนหลงซี เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี
ส่วนหวังหย่งกวง ขั้วอำนาจเก่าของกลุ่มขันทีโฉด ไม่เพียงแต่ต้องการทวงคืนอำนาจ แต่ยังต้องการถือโอกาสแก้แค้นกลุ่มขุนนางบูรพาไปด้วย
การต่อสู้ทางการเมืองดำเนินไปจนถึงท้ายที่สุด หยวนฉงหว่านถูกตัดสินโทษประหารด้วยการแล่เนื้อทั้งเป็นในปีที่สามแห่งรัชศกฉงเจิน ส่วนเฉียนหลงซีถูกจับกุมและเนรเทศไปยังเมืองชายขอบ
มาถึงจุดนี้ การแบ่งพรรคแบ่งพวกก็ก้าวล่วงเหนือผลประโยชน์ของชาติไปแล้ว
เหล่าขุนนางบุ๋นยอมสร้างความขัดแย้งให้บานปลายและใส่ร้ายป้ายสีเพื่อนร่วมงาน เพียงเพื่อความแค้นส่วนตัว
ความหวาดระแวงและขี้สงสัยของจักรพรรดิฉงเจินก็กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของการแบ่งพรรคแบ่งพวกเช่นกัน
ทั้งสองสิ่งนี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และเป็นตัวเร่งให้ราชวงศ์หมิงล่มสลายเร็วขึ้น
"หึ"
จูโยวเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันเย็นชาออกมาในใจ
โง่เขลา
ช่างโง่เขลาเหลือเกิน
เพียงเพื่อผลประโยชน์และอำนาจอันน้อยนิด มนุษย์ผู้ต่ำต้อยราวกับมดปลวกเหล่านี้ ถึงกล้ามาก่อความวุ่นวายในตำหนักที่เขาใช้บำเพ็ญเพียรอย่างนั้นหรือ
รังสีอำมหิตอันเย็นยะเยือก ก่อตัวขึ้นจากก้นบึ้งในใจของจักรพรรดิฉงเจิน
เวินถีเหริน หวังหย่งกวง... รวมถึงกลุ่มขุนนางบูรพา...
แม้ขั้นลมปราณทารกระดับหนึ่งจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญเพียร แต่การจะสังหารขุนนางบุ๋นที่ไร้ทางสู้สักหลายสิบคน ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
และจูโยวเจี้ยนก็ยกมือขึ้นจริงๆ พลังวิญญาณอันแผ่วเบาเริ่มรวมตัวกัน
แต่ทว่า ในชั่วขณะที่รังสีอำมหิตกำลังจะพวยพุ่งออกมานั้นเอง
มือของเขากลับหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ
ในเมื่อข้ามีระบบการฝึกฝนที่สมบูรณ์แบบ ทำไมข้าถึงไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงฟ้าดินแห่งนี้ เปลี่ยนแปลงดินแดนไร้พลังวิญญาณนี้ ให้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเล่า
ถึงเวลานั้น
การกลับเข้าสู่วิถีแห่งเซียน มุ่งสู่ขั้นแก่นทองคำ หรือแม้แต่ขั้นที่สูงกว่า จะไม่ราบรื่นกว่าชาติก่อนอย่างนั้นหรือ
เพียงแต่ การเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล
โลหะพิเศษ หยกหายาก วัตถุดิบวิญญาณ ของวิเศษ...
รวมถึงแรงงานจำนวนนับไม่ถ้วนที่คอยรับฟังคำสั่งและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ จำเป็นต้องมีระบบกลไกของราชวงศ์ที่มีความมั่นคงอย่างเด็ดขาด มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสูง และสามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของเขา เพื่อประสานงานจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
ดังนั้น...
สายตาของจูโยวเจี้ยนค่อยๆ กวาดมองร่างที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้นนอกม่าน กวาดมองตำหนักอันเย็นเยียบและกว้างใหญ่ ราวกับมองเห็นอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยไฟสงคราม แต่ทว่าก็มีศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมหาศาล
ราชวงศ์หมิงที่กำลังจะล่มสลายแห่งนี้
ดูเหมือนจะยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นโครงสร้างสำเร็จรูปที่มีประชากรนับร้อยล้านคน และมีความสามารถในการระดมทรัพยากรได้อย่างมหาศาล
ราชวงศ์หมิงจะต้องอยู่รอด และต้องดำรงอยู่ตามเจตนารมณ์ของข้าเท่านั้น
เพื่อมหาภารกิจแห่งการบำเพ็ญเพียร จูโยวเจี้ยนซึ่งในตอนนี้ควรจะเรียกเขาว่า จักรพรรดิฉงเจิน ได้ยอมรับสถานะใหม่เอี่ยมนี้ พร้อมกับความรับผิดชอบที่ตามมาอย่างเต็มใจ
รังสีอำมหิตในก้นบึ้งของหัวใจค่อยๆ ถูกเก็บงำลง เปลี่ยนเป็นการคำนวณประเมินค่าอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า
กลุ่มขุนนางบูรพางั้นหรือ
พวกตกค้างจากกลุ่มขันทีโฉดงั้นหรือ
ในสายตาของเขา ทั้งสองกลุ่มไม่มีใครดีใครเลว ไม่มีใครซื่อสัตย์หรือทรยศอีกต่อไป
มีเพียงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์กับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ มีเพียงการแบ่งแยกคนเชื่อฟังกับคนไม่เชื่อฟังเท่านั้น
บางที การให้พวกเขาตายอย่างมีคุณค่ามากขึ้นสักหน่อย ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้สอยอย่างคุ้มค่าที่สุด
แผนการเบื้องต้น เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของจักรพรรดิฉงเจิน
เขาสงบสติอารมณ์ สัมผัสวิญญาณแผ่ซ่านออกไปราวกับปรอทที่ไหลริน จับอากัปกิริยาและเสียงกระซิบกระซาบของทุกคนในตำหนักได้อย่างชัดเจน
ราวกับผู้ชมชั้นเลิศที่กำลังนั่งฟังการแสดงของเหล่าขุนนางนอกม่านอย่างใจเย็น
เป็นอย่างที่คิดไว้ เวินถีเหรินเป็นคนเปิดฉาก จากนั้นการโจมตีฝ่ายตรงข้ามก็ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เกาเจี๋ย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการในขณะนั้น รีบก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับเรียงร้อยความผิดด้วยน้ำเสียงดุดัน
"ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายฎีกาแจ้งความผิดสามประการของหยวนฉงหว่าน ประการแรก เขาสังหารเหมาเหวินหลงโดยพลการ แอบอ้างพระราชโองการเพื่อใช้ศาลเตี้ย ตัดแขนซ้ายขวาของฝั่งตะวันออกด้วยตัวเอง ทำให้พวกกบฏแดนเหนือหมดความกังวลอยู่เบื้องหลัง จึงสามารถบุกเข้ามาได้อย่างราบรื่น นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งหายนะของชาติ!"
ผู้ตรวจการอีกคนชื่อสื่อซือ รีบก้าวตามมาติดๆ
"ประการที่สอง ปล่อยให้ศัตรูเข้าด่าน พอได้ยินเสียงเตือนภัยกลับไม่ยอมส่งทัพไปช่วย ซ้ำยังไล่กองกำลังเสริมจากทุกสารทิศกลับไปจนหมด ครั้นเมื่อทหารข้าศึกมาประชิดกำแพงเมือง ก็ยังดื้อรั้นปฏิเสธคำขอออกรบของเหล่าขุนพล เอาแต่หดหัวอยู่ในค่าย การกระทำเช่นนี้ชวนให้สงสัยยิ่งนัก!"
"ประการที่สาม ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมาว่าเขามีการติดต่อทางจดหมายกับหวงไท่จี๋ ผู้นำฝ่ายกบฏอย่างใกล้ชิด เนื้อหาในจดหมายก็คลุมเครือ เกรงว่าจะมีเจตนาสมคบคิดกับศัตรูเพื่อก่อการกบฏ!"
"ความผิดทั้งสามประการนี้ แต่ละข้อล้วนสมควรตาย!"
ขุนนางฝ่ายกลุ่มบูรพาจะทนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร
มีคนส่งเสียงโต้แย้งขึ้นมาทันที
"เหลวไหล! พอแม่ทัพหยวนได้ยินเสียงเตือนภัย ก็รีบนำกองทัพม้าเหล็กพิทักษ์ด่านควบม้าฝ่าความมืดกลับมาช่วย ควบม้ามาไกลนับพันลี้ อาบเลือดสู้รบจนขับไล่กองกำลังหลักของหวงไท่จี๋ไปได้ หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องโกหก"
"เรื่องสมคบคิดกับศัตรูยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระ หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด จะเอาข้อสันนิษฐานมาปรักปรำแม่ทัพรักษาชายแดนว่าก่อกบฏได้อย่างไร เรื่องแบบนี้ปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด"
"เหมาเหวินหลงหยิ่งยโสโอหังทำผิดกฎหมาย แจ้งยอดทหารเท็จ ผลาญเสบียงอาหาร แม่ทัพหยวนใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ประหารเขา ก็เพื่อจัดระเบียบวินัยกองทัพ ผิดตรงไหนกัน"
ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกเถียงกันอย่างดุเดือด ยกคัมภีร์มาอ้างอิงและโจมตีซึ่งกันและกัน
ตำหนักอายุวัฒนะกลายสภาพเป็นตลาดสด แทบไม่หลงเหลือความศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนักเลยแม้แต่น้อย
และในจังหวะที่ความวุ่นวายนี้พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
"เคร้ง"
เสียงเคาะระฆังทองเหลืองที่ดังกังวานใส กระจ่างชัดลอยเข้าหูของขุนนางทุกคน กดทับทุกเสียงแห่งความขัดแย้งให้เงียบลง
เหล่าขุนนางต่างตกตะลึง และมองตามต้นเสียงไป
พวกเขามองเห็นเพียงม่านบังตาสีขาวอันเงียบสงบ ถูกมือที่เรียวยาวและขาวซีดข้างหนึ่งเลิกขึ้นเบาๆ
จักรพรรดิในชุดนักพรต ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน
รูปร่างของเขาดูซูบผอม ใบหน้าดูขาวซีดลงเล็กน้อยภายใต้แสงไฟสลัว
ทว่าดวงตาคู่นั้น กลับดูลึกล้ำราวกับสระน้ำเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วยความเฉยเมยและอำนาจกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เหล่าขุนนางที่ไม่ได้เห็นพระพักตร์มาเนิ่นนาน ล้วนรู้สึกว่าโอรสสวรรค์ที่ไม่ได้พบกันเสียนานผู้นี้ มีกลิ่นอายรอบกายที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ความใจร้อนและขี้หงุดหงิดลดน้อยลงไปหลายส่วน ทว่ากลับมีความลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงเพิ่มเข้ามา
จักรพรรดิฉงเจินกวาดสายตาอันเรียบเฉย มองไปยังฝูงชนที่เงียบกริบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ น้ำเสียงของเขาเย็นชา ปราศจากอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
"เราฟังมาตั้งนาน จุดประสงค์ของการถกเถียงของพวกท่าน ก็ไม่พ้นเรื่องที่หยวนฉงหว่านสั่งประหารเหมาเหวินหลง ว่าตกลงเป็นความดีความชอบหรือเป็นความผิด ว่ามีความผิดจริงหรือไม่มีความผิด"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิด
จากนั้นก็เสนอข้อเสนอที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตาอ้าปากค้าง
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมพวกเราไม่เบิกตัวคนมา แล้วถามให้รู้เรื่องต่อหน้าไปเลยเล่า"
เวินถีเหรินชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล
"ฝ่าบาท ขณะนี้หยวนฉงหว่านถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวง จะให้เบิกตัวเขามาไต่สวนหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ในใจของเขาแอบยินดีปรีดา เขาคิดว่าการที่จักรพรรดิต้องการสอบสวนหยวนฉงหว่านด้วยพระองค์เอง ก็เพื่อตอกฝาโลงพิพากษาความผิดของโจรชั่วผู้นี้ต่อหน้าธารกำนัล
แต่จักรพรรดิฉงเจินกลับส่ายหน้าช้าๆ
"ไม่ใช่"
"ที่เราหมายถึงคือ เหมาเหวินหลงต่างหาก"
เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
ทุกคนต่างเบิกตาอ้าปากค้างมองไปที่จักรพรรดิ ราวกับได้ยินคำพูดที่เหลือเชื่อที่สุดในโลก
เหมา... เหมาเหวินหลงงั้นหรือ
เหมาเหวินหลง แม่ทัพใหญ่แห่งตงเจียง คนที่ถูกหยวนฉงหว่านใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ฟันคอขาดกระเด็นอยู่หน้าเต็นท์ด้วยข้อหาความผิดมหันต์สิบสองประการ เมื่อครึ่งปีก่อนที่เกาะซวงเตาน่ะหรือ
ศีรษะของเขาถูกส่งมายังเมืองหลวงเพื่อตรวจสอบ ศพก็ถูกบรรจุใส่โลง เหมาเฉิงลู่ บุตรชายของเขาเป็นคนประคองโลงศพเข้าเมืองหลวงมาเอง ดูเหมือนว่าตอนนี้โลงศพจะยังเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่ห้องดับจิตของกรมอาญาด้วยซ้ำ...
ไม่สิ!
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าโลงศพอยู่ในเมืองหลวงจริงๆ
แต่ประเด็นคือการเบิกตัวคนตายมาสอบสวนต่างหาก
เบิกตัวคนที่ตายไปแล้วตั้งครึ่งปี คนที่ป่านนี้เนื้อหนังคงเน่าเปื่อยกลายเป็นกระดูกไปแล้วเนี่ยนะ
หลังจากความเงียบงันอันน่าสยดสยองผ่านพ้นไปชั่วครู่
เสียงอื้ออึงที่ไม่อาจเก็บกดไว้ได้ก็ดังระงมขึ้นภายในตำหนัก
ทุกคนต่างมองไปที่จักรพรรดิด้วยสายตาที่ผสมผสานทั้งความหวาดกลัว ความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล และความเวทนา
เสียสติไปแล้ว
ฝ่าบาททรงบำเพ็ญเพียรจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วจริงๆ...
ยิ่งกว่าจักรพรรดิเจียจิ้งที่หมกมุ่นอยู่กับการหลอมยาอายุวัฒนะและการบำเพ็ญเพียรในอดีตเสียอีก!
องค์เจียจิ้งอย่างน้อยก็ยังรู้จักวิธีเล่นเล่ห์เหลี่ยมช่วงชิงอำนาจ แต่ฝ่าบาทองค์นี้กลับเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อตั้งแต่กลางวันแสกๆ
ใบหน้าของเฉียนหลงซีที่เดิมทีขาวซีด บัดนี้กลับแดงก่ำด้วยความร้อนรนและโมโห
เวินถีเหรินและหวังหย่งกวงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเกร็ง อยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า สีหน้าดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง
หานควงถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้ำตาคนแก่แทบจะไหลรินออกมา เขารู้สึกเพียงว่าอนาคตของราชวงศ์หมิงช่างมืดมนเหลือเกิน
"ฝ่าบาท โปรดระวังพระดำรัสด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
ขุนนางอาวุโสหลายคนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทัดทาน ต้องการจะห้ามปรามราชโองการอันเหลวไหลนี้
ทว่าจักรพรรดิฉงเจินกลับเมินเฉยต่อปฏิกิริยาของพวกเขา สายตาหันไปมองขุนพลยศนายกองสวมชุดลายมัจฉาเหินเวหาและห้อยดาบสลักวสันต์ที่ยืนคอยรับใช้อยู่หน้าตำหนัก
"ลั่วหยั่งซิ่ง"
ลั่วหยั่งซิ่ง รองผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรประจำทิศใต้สะดุ้งสุดตัว รีบก้าวออกมาคุกเข่าลงทันที
"กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ!"
ในใจของเขาก็ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์เช่นกัน ไม่สามารถเดาใจกษัตริย์พระองค์นี้ได้เลยแม้แต่น้อย
"เราจำได้ว่า โลงศพของเหมาเหวินหลง น่าจะถูกเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่ห้องดับจิตของกรมอาญา"
น้ำเสียงของจักรพรรดิฉงเจินราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
"เจ้านำกำลังพลกลุ่มหนึ่ง ไปขนมันมาที่นี่เดี๋ยวนี้ เรา จะสอบถามด้วยตัวเอง"
ลั่วหยั่งซิ่งรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะ แทบจะคิดว่าตัวเองฟังผิดไป
ขน... ขนโลงศพที่บรรจุศพเน่าเปื่อยมาไว้ที่ตำหนักอายุวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิเนี่ยนะ
แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ของจักรพรรดิ คำพูดตั้งคำถามและคำทัดทานทั้งหมดก็จุกอยู่ที่คอหอย เหลือเพียงสัญชาตญาณแห่งการเชื่อฟังเท่านั้น
"กระหม่อม... รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"
เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะแทบจะคลานหนีออกไปจากตำหนักอายุวัฒนะ เพื่อไปปฏิบัติตามคำสั่งอันพิลึกพิลั่นที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้
ภายในตำหนัก เหล่าขุนนางจะเดินจากไปก็ไม่ได้ จะอยู่ต่อก็ไม่กล้า
ยังไม่มีใครก่อไฟในเตาผิง อากาศภายในตำหนักจึงทวีความหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศ ก็คือหัวใจที่หล่นวูบไปถึงตาตุ่มของทุกคน
ทัดทานก็ทัดทานไม่ได้ พวกเขาทำได้เพียงก้มหน้าลง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบอย่างบ้าคลั่ง
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา เสียงฝีเท้าอันสับสนวุ่นวายก็ดังมาจากนอกตำหนัก
ปรากฏภาพลั่วหยั่งซิ่งและทหารองครักษ์เสื้อแพรผู้ทรงพลังหลายนาย กำลังช่วยกันหามโลงศพไม้สนซีดาร์เก่าๆ ที่หนาทึบ ส่งกลิ่นเหม็นอับและกลิ่นแปลกๆ จางๆ ลอยมาแต่ไกล พวกเขาก้าวข้ามธรณีประตูอันสูงลิ่วของตำหนักอายุวัฒนะ และวางมันลงตรงกลางตำหนักอย่างแรง
ขุนนางฝ่ายบุ๋นทุกคนต่างถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่านั่นคือสิ่งปฏิกูลอันอัปมงคลอย่างยิ่ง
ทว่าจักรพรรดิฉงเจินกลับไม่หลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ ก้าวลงมาจากบัลลังก์ และเดินมาหยุดอยู่หน้าโลงศพ
"เปิดโลง"
คำพูดเพียงสองคำที่หลุดออกมาเบาๆ กลับทำให้ลั่วหยั่งซิ่งและลูกน้องหน้าถอดสี
การเปิดโลงศพเพื่อชันสูตรพลิกศพเป็นเรื่องอัปมงคลอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นการเปิดโลงศพในเขตพระราชฐานชั้นใน ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊!
แต่พวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่ง ทำได้เพียงกัดฟันหาเครื่องมือมางัดฝาโลงศพที่ถูกตอกตะปูปิดตายไปแล้วอย่างสุดกำลัง
"เอี๊ยด โครม!"
ฝาโลงศพถูกดันให้เปิดออก และร่วงหล่นลงกระแทกพื้น
กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างกลิ่นศพเน่าและกลิ่นสมุนไพรรักษาศพ ลอยคละคลุ้งไปทั่วตำหนักอายุวัฒนะในชั่วพริบตา
"อ้วก"
ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนถึงกับทนไม่ไหว อาเจียนออกมาตรงนั้นทันที พวกเขาใช้แขนเสื้อปิดปากและจมูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ
แม้แต่หวังเฉิงเอินก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด แทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น
"ฝ่าบาททรงกำลังจะทำอะไรกันแน่!"
ขุนนางอาวุโสบางคนรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง แทบจะคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอน
แต่จักรพรรดิฉงเจินกลับไม่ตอบสนองต่อกลิ่นเหม็นรุนแรงที่เพียงพอจะทำให้คนปกติสลบไสลได้เลย
เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกหวาดผวาของทุกคน จักรพรรดิฉงเจินค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น
เขากางนิ้วทั้งห้าออกเล็กน้อย เล็งไปที่ศพในโลง ริมฝีปากท่องบ่นบทสวดมนต์ที่ฟังดูซับซ้อนและมีท่วงทำนองแปลกประหลาด
ราวกับเป็นเสียงที่ดังมาจากขุมนรกภูมิ แฝงไปด้วยพลังงานลึกลับที่สามารถกระชากวิญญาณได้
เหล่าขุนนางทนดูต่อไปไม่ไหว ต่างพากันส่ายหน้าและถอดถอนใจ
จบสิ้นแล้ว...
โอรสสวรรค์สติฟั่นเฟือนไปถึงเพียงนี้ แผ่นดินราชวงศ์หมิง จะอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้อย่างไร
ในชั่วขณะที่ความรู้สึกดูแคลนของพวกเขาพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
จักรพรรดิฉงเจินก็กำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน แล้วกดลงไปที่โลงศพอย่างแรง!
วูบ!
และในวินาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาหวาดผวาราวกับเห็นผีของทุกคน
ศพของเหมาเหวินหลงที่เน่าเปื่อยผุพังจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ตายไปแล้วถึงครึ่งปี ซึ่งนอนอยู่ในโลงศพนั้น...
ก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง
[จบแล้ว]