- หน้าแรก
- สาวบ้านนาสุดเชิดกับมิติวิเศษ
- บทที่ 10: สวมบทบาทสุดที่รักของครอบครัว
บทที่ 10: สวมบทบาทสุดที่รักของครอบครัว
บทที่ 10: สวมบทบาทสุดที่รักของครอบครัว
บทที่ 10: สวมบทบาทสุดที่รักของครอบครัว
เจียงเหอจนใจ เขารู้นิสัยของท่านป้าจางดี หากนางบอกว่าไม่ นางก็จะไม่ยอมรับเงินเพิ่มเด็ดขาด
เป็นเพราะเห็นแก่ที่ท่านป้าจางคอยดูแลครอบครัวของพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง ยามใดที่มีงานไร่นาที่ทำไม่ไหว นางก็จะมาช่วยเสมอ
ตอนนี้ท่านลุงจางล้มป่วย เขาจึงคิดว่าการเพิ่มเงินให้อีกสักหน่อยจะช่วยให้พวกเขาซื้อเนื้อสัตว์มาบำรุงร่างกายได้
เจียงเหอไม่ใช่คนโง่ เขาไม่ทำดีกับใครโดยไร้เหตุผล ย่อมเป็นเพราะท่านป้าจางช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขามามากในยามปกติ
เขายิ้มอย่างจนใจ ปัดความคิดนั้นทิ้งไป พลางคิดว่าเดี๋ยวพอซี่โครงหมูทำเสร็จแล้ว จะแบ่งไปให้ท่านป้าจางสักจานหนึ่ง
เวลาที่ชาวบ้านต้องการขายผักที่ปลูกเองให้เจียงเหอ พวกเขามักจะมาถามไถ่ล่วงหน้าสักสองวัน เจียงเหอจะได้แจ้งให้คนงานในเหลาอาหารทราบ และลดปริมาณการซื้อผักในวันนั้นลง
นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาตกลงและพูดคุยกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
ชาวบ้านเองก็เข้าใจเจียงเหอ จึงไม่เคยแห่กันมายัดเยียดขายของ ทุกคนดูเหมือนจะมีความเข้าใจตรงกันและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาขาย
ใครที่นำผักมาขายในเดือนนั้นแล้ว ก็จะไม่มาขายซ้ำอีกในเดือนเดียวกันเด็ดขาด
ท้ายที่สุดแล้ว... การช่วยเหลือคือความมีน้ำใจ ไม่ช่วยก็เป็นสิทธิ
เมื่อหวงหลินรับเงินมา เขาก็พบว่ามีถึงสามร้อยอีแปะเต็มๆ!
เปลือกส้มกับดอกส้มตากแห้งรวมกันแล้วหนักแค่สิบสี่ชั่งเท่านั้นเอง!
ตาของเขาแทบถลน รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "เปลือกส้มของข้าไม่กี่อันมันไม่คุ้มเงินมากขนาดนี้หรอก เจียงเหอ เจ้าให้มามากเกินไปแล้ว"
เจียงเหอยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ "เปลือกส้มพวกนี้มีประโยชน์กับข้ามาก หากข้าบอกว่าคุ้ม มันก็คือคุ้ม"
"นี่มัน..."
"อ้อ จริงสิ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ท่านป้าทุกท่านช่วยกระจายข่าวทีนะขอรับ พวกเราจะรับซื้อดอกส้มตากแห้งในราคายี่สิบห้าอีแปะต่อชั่ง และเปลือกส้มตากแห้งราคายี่สิบอีแปะต่อชั่ง"
ทั้งสามคนเบิกตากว้าง "จริงหรือนี่?"
ดอกส้มชั่งละยี่สิบห้าอีแปะ? เปลือกส้มชั่งละยี่สิบอีแปะ?
นี่มันได้กำไรดีกว่าปลูกผักเสียอีก!
เจียงเหอพยักหน้ารับ
มือของหวงหลินสั่นเทา ใบหน้าที่เหี่ยวย่นมีรอยแดงเรื่อด้วยความตื่นเต้น
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า แค่เปลือกส้มพวกนี้ก็สามารถนำมาขายได้เงิน!
ท่านป้าอวี๋ข่มความตื่นเต้นเอาไว้และถามด้วยความประหลาดใจว่า "เจียงเหอ เปลือกส้มพวกนั้นทำเงินได้จริงๆ หรือ... เจ้าจะไม่ขาดทุนใช่ไหม?"
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เป็นกังวลของพวกเขา เจียงเหอก็ยิ้มเล็กน้อยและยืนยันหนักแน่น "ไม่หรอกขอรับ ข้าไม่ขาดทุนแน่"
เหตุผลที่เขาสามารถบริหารเหลาอาหารสายลมใสในตำบลมาได้อย่างยาวนานและยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ย่อมเป็นเพราะเขามีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม
สำหรับเหลาอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาหารรสเลิศและสุราชั้นดี จึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าเอาไว้ได้ จากคำบอกเล่าของน้องสาว ทำให้เขามองเห็นแล้วว่าอาหารจานนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
เมื่อรู้ว่าเจียงเหอจะไม่ขาดทุน ทั้งสามคนก็ไม่รั้งอยู่นานและขอตัวลากลับ... หลังจากที่พวกเขาจากไป เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็เอ่ยปากถามขึ้นในที่สุด "พี่ใหญ่ ท่านเชื่อใจข้าขนาดนั้นเชียวหรือ?"
อาหารจาน 'ซี่โครงหมูอบกลิ่นส้ม' นี้มาจากมิติวิเศษ ดังนั้นเธอจึงมั่นใจว่ามันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน
แต่ปัญหาคือเจียงเหอไม่รู้เรื่องนั้น ทว่าเขากลับมีความกล้าตัดสินใจถึงเพียงนี้
"พี่ใหญ่ไม่ได้เชื่อใจเจ้าหรอก" เจียงเหอยื่นมือออกไปชี้ที่ศีรษะของตนเอง "แต่ข้าเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองต่างหาก"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวยิ้มแต่ไม่พูดอะไร พี่ใหญ่ของเธอช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แค่เห็นความกล้าหาญในการตัดสินใจของเขา เธอก็เชื่อมั่นได้เลยว่าเหลาอาหารสายลมใสจะต้องไปได้อีกไกลแน่นอน
ไม่นานนัก การเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารก็เสร็จสิ้น พี่สะใภ้และท่านแม่ของเธอต่างก็ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ในเวลาเพียงชั่วยามเดียว พวกนางก็หุงข้าว ผัดกับข้าวเนื้อสัตว์สามอย่าง ผักสองอย่าง และน้ำแกงอีกหนึ่งอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากครอบครัวของพวกเขาเปิดเหลาอาหารในตำบล และวันนี้ก็เป็นวันเกิดของเสี่ยวเสี่ยว พวกเขาจึงกินอาหารแบบขัดสนไม่ได้
ด้วยการรบเร้าของเจียงเสี่ยวเยว่ เจียงเหอจึงเดินเข้าไปในครัว
เมื่อมีคนเพิ่มเข้ามาในครัวอีกสามคน พื้นที่ก็ดูแคบลงถนัดตา แต่ไม่มีใครยอมออกไปไหน ทุกคนล้วนอยากเห็นว่าอาหารจานนี้ทำอย่างไร
เว่ยอวี้เหมยทนดูต่อไปไม่ไหว จึงยกหน้าที่ดูฟืนไฟให้สามี จากนั้นนางก็หยิบม้านั่งตัวเล็กมาสามตัว แล้วนั่งเรียงกันเป็นแถวหลังเตาไฟพร้อมกับลูกสะใภ้และหลานสาว
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเห็นสายตาคาดหวังของทุกคนแล้วรู้สึกว่าน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน จนอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่ว่า "พี่ใหญ่ ท่านประหม่าหรือเปล่าเจ้าคะ?"
ตอนแรกเขาก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าอะไร แต่พอเสี่ยวเสี่ยวทักขึ้นมา เขาก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที กลัวว่าจะทำออกมาไม่อร่อย
เธอทบทวนขั้นตอนการทำอาหารที่เคยดูในทีวี และสอนเจียงเหอไปทีละขั้นตอน
ขั้นตอนแรกคือการนำซี่โครงไปลวก
เมื่อสายตาของเจียงเสี่ยวเสี่ยวไปหยุดอยู่ที่โอ่งน้ำขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง เธอก็พูดขึ้นว่า "ข้าไปตักน้ำให้นะเจ้าคะ"
ก่อนที่ใครจะทันได้คัดค้าน เธอก็รีบเดินไปที่มุมห้อง และในขณะที่ก้มตัวลงตักน้ำ เธอก็แอบหยดน้ำพุวิญญาณหนึ่งหยดลงไปในโอ่งน้ำ
น้ำพุวิญญาณหลากสีสันผสานเข้ากับน้ำใสสะอาดอย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ
เนื่องจากมีโอ่งน้ำบังเอาไว้ จึงไม่มีใครในครัวสังเกตเห็น และไม่ดึงดูดความสนใจของใคร
เจียงเสี่ยวเสี่ยวสอนเจียงเหอทีละขั้นตอน โดยทำตามวิธีในรายการอาหารทางทีวีทุกประการ
ในตอนแรกเจียงเหอยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่ไม่นานเสียงใสแจ๋วของเด็กสาวก็ช่วยให้เขาสงบลง และทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
อาหารจานนี้ต้องใช้เตาอบ แต่ในยุคโบราณไม่มีเตาอบ เจียงเสี่ยวเสี่ยวจึงคิดหาวิธีอื่นแทน
ในเมื่อไม่มีเตาอบ พวกเขาก็จะใช้วิธีอบในหม้อแทน
การอบกลิ่นส้มจากเปลือกและดอกส้มให้ซึมซาบเข้าไปในซี่โครงก็ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกัน
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของน้องสาว เจียงเหอก็รีบทำความสะอาดหม้อใบใหญ่ทันที
เจียงเสี่ยวเสี่ยวกลัวว่าหากนำเปลือกส้มไปล้างน้ำ รสชาติจะขมและสูญเสียกลิ่นหอมของส้มไป เธอจึงไม่ได้ล้างมัน
เธอหั่นเปลือกส้มเป็นชิ้นเล็กๆ และโรยลงในหม้อให้เป็นชั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากเปลือกส้มหนึ่งชั้น น้ำตาลทรายแดงหนึ่งชั้น และดอกส้มอีกหนึ่งชั้น
เมื่อปูรองจนหนาประมาณห้าเซนติเมตร เธอก็นำซี่โครงสีสันน่ารับประทานวางทับลงไป
อันที่จริง หากใช้กระทะก้นแบนจะดีที่สุด จะได้ไม่ต้องรองพื้นหนาขนาดนี้ แต่ที่บ้านไม่มีกระทะแบบนั้น จึงต้องใช้ของที่มีแก้ขัดไปก่อน
เธอปิดฝาหม้อ กำชับให้ท่านพ่อคุมไฟให้อ่อน และอบทิ้งไว้ประมาณห้านาที
เมื่อครบกำหนดเวลา เธอก็เปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมของส้มอันเป็นเอกลักษณ์ก็ลอยฟุ้งออกมาจากในหม้อ
เจียงเหอสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่อาจหุบรอยยิ้มบนริมฝีปากได้เลย
เขามีลางสังหรณ์ว่าอาหารจานนี้จะทำให้เหลาอาหารสายลมใสก้าวขึ้นไปยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแน่นอน!
เจียงเหอนำชามใบใหญ่มาตักใส่จนพูน "ท่านแม่ ข้าจะเอาไปให้ท่านป้าจางนะขอรับ พวกท่านกินกันไปก่อนเลย ไม่ต้องรอข้า"
ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่ทุกคนจะกินก่อนโดยไม่รอเขาได้อย่างไร?
น้ำลายของเจียงเสี่ยวเยว่สอเต็มปาก "หอมจังเลย~"
"เดี๋ยวรอพ่อของเจ้ากลับมาก่อนค่อยกินนะ" เว่ยอวี้เหมยยิ้ม พลางยกชามและตะเกียบออกไปที่ห้องโถงหลัก
เจียงเสี่ยวเสี่ยวและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย ต่างช่วยกันยกกับข้าวและข้าวสวยออกไป ไม่นานอาหารก็ถูกจัดวางเรียงรายเต็มโต๊ะ
ประมาณห้านาทีต่อมา เจียงเหอก็กลับมา ทุกคนนั่งประจำที่บนเก้าอี้รอเขาอยู่ก่อนแล้ว
เจียงเหอยิ้มกว้างและรีบนั่งลงที่ประจำของตน
กลิ่นหอมของอาหารลอยเตะจมูก กระตุ้นความอยากอาหารของทุกคน เนื่องจากเป็นคนครอบครัวเดียวกัน จึงไม่มีธรรมเนียมที่ต้องรอให้ผู้ชายกินก่อนแล้วคนอื่นถึงจะกินได้
หลังจากที่ผู้อาวุโสเริ่มลงมือคีบอาหาร เจียงเสี่ยวเยว่ถึงได้คีบซี่โครงชิ้นหนึ่งขึ้นมา
ความจริงแล้ว เว่ยอวี้เหมยตั้งใจจะคีบอาหารให้หลานสาว แต่เยว่เยว่เพิ่งบอกไปเมื่อครู่ว่าตนโตแล้ว อยากจะตักอาหารกินเอง ไม่ยอมให้ใครคีบให้
เจียงเสี่ยวเยว่ไม่ลืมว่าวันนี้เป็นวันเกิดของท่านอาเล็กของตน เธอจึงคีบซี่โครงชิ้นแรกให้ท่านอาเล็ก ก่อนจะหันไปสนใจอาหารในชามของตัวเอง
"อื้ม หอมจัง อร่อยมากเลย!"
แก้มของเจียงเสี่ยวเยว่พองตุ่ย เสียงพูดจึงอู้อี้ฟังไม่ค่อยถนัด
ไม่นานนัก ชามของเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็มีอาหารกองพูนเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ซึ่งล้วนมาจากฝีมือของท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ และหลานสาวตัวน้อยทั้งสิ้น
เจียงเสี่ยวเสี่ยวทั้งขำทั้งซึ้งใจ เธอได้รับบทบาทสุดที่รักของครอบครัวมาจริงๆ สินะ~
แม้แต่หลานสาววัยห้าขวบก็ยังเอ็นดูเธอเป็นพิเศษเลย!