- หน้าแรก
- บอสสาวคนสวยสะท้านยุคดวงดาว
- บทที่ 9: กั้งคั่วพริกเกลือ อร่อยเหาะ!
บทที่ 9: กั้งคั่วพริกเกลือ อร่อยเหาะ!
บทที่ 9: กั้งคั่วพริกเกลือ อร่อยเหาะ!
บทที่ 9: กั้งคั่วพริกเกลือ อร่อยเหาะ!
หลี่เป้ยหนิงกลับมาที่เต็นท์ ลงกลอนประตู และสั่งให้หุ่นรบแปลงร่างเป็นเครื่องทำอาหารอัจฉริยะ คราวนี้ตัวเครื่องย่อส่วนลงให้พอดีกับพื้นที่ที่มีอยู่ เธอทึ่งกับเทคโนโลยีของยุคอวกาศแห่งนี้อีกครั้ง เธอรีบหยิบกั้งออกมาจากสร้อยคอมิติ พร้อมกับเครื่องปรุงพริกเกลือและน้ำมันขวดใหญ่ จากแปลงดินเล็กๆ ที่ค่อนข้างว่างเปล่าในพื้นที่มิติ เธอเด็ดต้นหอมล้ำค่ามาสองต้น ขุดกระเทียมมาหนึ่งกลีบ ขิงหนึ่งแง่ง และเก็บพริกเขียวสองเม็ดสุดท้ายมา
เครื่องทำอาหารอัจฉริยะล้างกั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อเธอสั่งการ มันก็นำกั้งไปวางบนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำ แล้ววางขิงฝานแผ่นทับลงไปเพื่อดับคาว เป้ยหนิงนึกเสียดายที่ไม่มีเลมอน ไม่อย่างนั้นถ้านำมาทำคู่กับกั้งคงช่วยดับกลิ่นและเพิ่มความหอมได้อีกเป็นกอง
ระหว่างที่หมักกั้ง เธอใช้เครื่องสับกระเทียมและหั่นพริกเป็นเต๋า เมื่อกะปริมาณกั้งเรียบร้อย เธอเทน้ำมันลงในเครื่องทำอาหาร ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 180°C ไม่นานผิวน้ำมันก็เริ่มกระเพื่อมและมีฟองปุดๆ หนาขึ้น แขนกลเทกั้งลงไป น้ำมันร้อนฉ่ากลืนกินพวกมันพร้อมกับเสียงดังฟู่ ความร้อนพุ่งทะลวงผ่านเปลือกกั้ง ฟองอากาศเล็กๆ ผุดขึ้นเมื่อความชื้นภายในระเหยออกไป กลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายลอยคลุ้งไปทั่ว เป้ยหนิงลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สามสิบวินาทีต่อมา แขนกลก็ตักกั้งที่ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองทองขึ้นมา เธอปรับความร้อนใหม่เป็น 200°C แล้วนำลงไปทอดซ้ำอีกครั้งเพื่อเพิ่มความกรอบ
เมื่อเสร็จแล้ว เธอยกตะแกรงขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นก็หยิบถังน้ำมันสำรองจากพื้นที่มิติออกมารองน้ำมันที่ใช้แล้วเก็บไว้ ไม่ให้เสียของเปล่า ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม น้ำมันทำอาหารในยุคอวกาศนี้หายากและราคาแพงหูฉี่
เธอเติมน้ำมันใหม่ลงในกระทะเล็กน้อย โยนกระเทียมกับพริกหั่นเต๋าลงไป กลิ่นกระเทียมหอมฉุยเตะจมูกกระตุ้นต่อมรับรสทุกส่วน ต่อมาก็ใส่กั้งทอดลงไป โรยพริกไทยและเกลือลงไปแบบจัดเต็ม คลุกเคล้าให้เครื่องปรุงเคลือบกั้งทุกชิ้น เอ้า กลิ้งไปเลย เจ้ากั้งน้อยของฉัน!
กั้งยังคงร้อนจัด แต่เป้ยหนิงก็หยิบขึ้นมาหนึ่งตัวแล้วกัดเข้าไป สัมผัสแรกคือเปลือกที่กรอบกร๊วบ ตามด้วยเนื้อที่นุ่มชุ่มฉ่ำ ทำง่ายๆ แต่รสชาติเครื่องปรุงกลับชวนเคลิบเคลิ้ม อร่อย... อร่อยจนสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ... อร่อยระเบิดระเบ้อไปเลย!
ไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยออกไปข้างนอก ปลุกความหิวโหยตามสัญชาตญาณดิบที่สุดของมนุษย์ให้ตื่นขึ้น ผู้คนต่างมองหน้ากัน หลายคนไม่ได้กินสารอาหารสังเคราะห์มาหลายวันแล้ว ท้องไส้ว่างเปล่า พลังดวงดาวก็แทบจะเหือดแห้ง จากที่ต้องฝืนกลืนกราสเบนรสชาติสุดจะทน ตอนนี้พวกเขากลับยิ่งกลืนไม่ลงเข้าไปใหญ่เมื่อมีกลิ่นหอมนี้มาเตะจมูกยั่วเย้า
อ้ายปามองไปทางเต็นท์ของเป้ยหนิง เขารู้ดีว่ากลิ่นนี้มาจากไหน และมันไม่เหมือนกลิ่นของกราสเบนที่เขาเคยกินก่อนหน้านี้เลย เขารีบรุดไปหาทีมหน่วยเสบียงและชะโงกดูหม้อต้มกราสเบนที่เหลืออยู่ มันดูไม่เหมือนสิ่งที่เป้ยหนิงทำออกมาเลยสักนิด เธอต้องใส่อะไรเพิ่มลงไปแน่ๆ
ในที่สุด นายพลหลานเหยียนแห่งกองพลที่สองก็ขอร้องให้เจียงจื่อเหยียนไปปรึกษากับแม่ครัวของเขา สูตรอาหารบนดาวเมืองหลวงถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล และจะไม่มีนักชิมคนไหนยอมเผยแพร่มันแน่ๆ แต่ในเมื่อรูหนอนถูกปิดอย่างไม่มีกำหนดและเสบียงก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ กองทหารคงไม่อาจสู้รบกับพวกแมลงด้วยท้องที่หิวโซได้ หากเป้ยหนิงยอมแบ่งปันวิธีทำ ทางกองพลก็ยินดีจ่ายเงินชดเชยให้ถึงห้าสิบล้านเหรียญดวงดาว
เจียงจื่อเหยียนรับปากว่าจะไปถามให้ เมื่อเขาไปถึงเต็นท์ของเธอ เป้ยหนิงก็กินจนพุงกางไปแล้ว เธอประหลาดใจมากที่กั้งอวกาศไซส์ยักษ์พวกนี้ ถึงหน้าตาจะอัปลักษณ์ แต่รสชาติกลับอร่อยกว่าบรรพบุรุษของมันบนโลกเสียอีก ในเมื่อยังเหลืออีกเยอะ เธอจึงคิดจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้ แต่แล้วก็นึกถึงเจ้าซาลาเปาในสร้อยคอขึ้นมาได้ เจ้าตัวเล็กจะหิวหรือยังนะ เธอจึงหยิบมันออกมา
เย่ถูหนานซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างของหมาป่าทุ่งน้ำแข็ง สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะกลิ่นหอม เขาหรี่ดวงตาสีอำพันมองชามที่อยู่ตรงหน้าเป้ยหนิง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของโคลอนโคลูย่า... แมลงระดับที่ปรมาจารย์พลังดวงดาวขั้นห้าขึ้นไปถึงจะรับมือได้... กลับกลายมาเป็นแค่อาหารกลางวันของเด็กสาวคนนี้เนี่ยนะ?
"เจ้าตัวแสบ ขี้เซาจริงๆ เลยนะ คราวก่อนกุ้งเครย์ฟิชที่ฉันให้ แกก็กินซะเกลี้ยงเลย อร่อยสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะ ไหนดูซิ... โอ้โห ตัวหนักขึ้นนะเนี่ย! คราวนี้ฉันทำกั้งมาให้ด้วยล่ะ"
เธอจิ้มพุงเจ้าซาลาเปาแล้วเริ่มลูบขนมัน สิ่งมีชีวิตขนนุ่มฟูคือจุดอ่อนของเธอ สมัยอยู่ยุควันสิ้นโลก เธอเคยช่วยชีวิตแมวขาวที่บาดเจ็บตัวหนึ่งไว้ แม้ตัวเธอเองจะหิวโซ แต่เธอก็ยอมแบ่งปันอาหารที่หามาได้อย่างยากลำบากให้มัน วันหนึ่งเมื่อแมวตัวนั้นหายดี มันก็นำสร้อยคอวิเศษมาให้เธอ... ซึ่งก็คือสร้อยคอมิติที่เธอสวมใส่อยู่นี้นั่นเอง พื้นที่อาจมีจำกัด แต่ก็มีน้ำพุบริสุทธิ์ไม่มีวันหมด มีแปลงดินปลูกผักเล็กๆ และสามารถเก็บรักษาเสบียงได้ แต่ในขณะที่เธอกำลังดีใจ เจ้าแมวตัวนั้นก็หายตัวไปโดยไม่ได้ร่ำลา เมื่อมองดูเจ้าซาลาเปา เธอก็อดคิดถึงเพื่อนแมวเหมียวตัวนั้นไม่ได้
เธอลูบพุงที่อิ่มแปล้ของตัวเอง ลุกขึ้นไปกอดเจ้าซาลาเปา หลังจากขัดขืนอยู่ครู่หนึ่ง เย่ถูหนานในร่างหมาป่าก็ปล่อยให้เธออุ้มขึ้นมา จุ๊บหัว แล้วก็จับหมุนไปรอบๆ
เธอเหลือบมองระหว่างขาหลังของมัน "อ้าว เป็นเด็กผู้ชายหรอกเหรอเนี่ย อิอิ"
เจ้าหมาป่ามองตามสายตาของเธอ สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงหยอกล้อ จึงพยายามจะดิ้นหนี แต่ก็เปล่าประโยชน์ด้วยขาสั้นๆ พวกนี้ บัดซบเอ๊ย!
ก๊อกๆๆ... มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
"ใครน่ะ!" เสียงของเป้ยหนิงดูหงุดหงิด อุตส่าห์กินจนอิ่มแล้วกำลังจะได้เล่นกับแมว... ไม่สิ เล่นกับหมาของเธอแท้ๆ กลับมีคนมาขัดจังหวะซะได้ น่ารำคาญชะมัด!
เธอลุกขึ้นอย่างหัวเสีย เจ้าหมาป่าพยายามจะฉวยโอกาสหนี แต่เธอก็คว้าตัวมันกลับมาได้ทัน แล้วลูบมือตั้งแต่หัวจรดหาง
"ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไสหัวไปซะ! ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นแม่ครัวส่วนตัวของท่านนายพล—" เธอกำลังจะเอาชื่อท่านนายพลมาอ้าง แต่กลับพบว่าเสือภูเขาตัวจริงเสียงจริงมายืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
"อุ๊ย ท่านนายพลเจียง! ลมอะไรหอบมาถึงนี่คะเนี่ย" เพียงชั่วพริบตา เธอก็เปลี่ยนโหมดจากนางมารร้ายกลายเป็นสาวน้อยน่ารักแสนหวาน... ในยุคอวกาศแบบนี้ เกาะต้นขาใหญ่ๆ ของเขาไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด
"กลิ่นนี้..." เจียงจื่อเหยียนสูดกลิ่นหอมที่ไม่คุ้นเคย ชั่วขณะหนึ่งเขาสัมผัสได้ถึงพลังดวงดาวที่พลุ่งพล่าน เขาติดแหงกอยู่ที่ระดับปรมาจารย์พลังดวงดาวขั้นเจ็ดมานานแสนนาน พยายามหาทางทะลวงขีดจำกัดทุกวิถีทาง... ทว่ากลิ่นประหลาดนี้กลับเป็นเหมือนสัญญาณบ่งบอกถึงจุดเปลี่ยน
ทั่วทั้งดาวเมืองหลวงมียอดฝีมือเพียงแปดคนเท่านั้นที่อยู่เหนือขั้นเจ็ด หากเขาก้าวข้ามขั้นนี้ไปได้ เขาก็จะเข้าใกล้การเป็นราชันพลังดวงดาวไปอีกก้าวหนึ่ง
"หอมใช่ไหมล่ะคะ ฮ่าๆ ฉันเพิ่งทำของกินเล่นให้ตัวเองนิดหน่อยน่ะค่ะ..." เธอหัวเราะแห้งๆ... ก็แน่ล่ะ เธอไป 'ยืม' กั้งพวกนั้นมาจากหน่วยเสบียงนี่นา
"นายพลเจียง อยากลองชิมดูไหมคะ"
เธอยิ้มพลางดันชามกั้งคั่วพริกเกลือที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งไปทางเขา หมาป่าทุ่งน้ำแข็งสบโอกาสกระโจนลงบนโต๊ะเพื่อหนีจากเงื้อมมือของเธอ
"กรร... กรร..." เมื่อได้ยินเสียงขู่ในลำคอของเจ้าซาลาเปา เธอก็คิดว่ามันไม่อยากแบ่งอาหารให้ใคร เธอจึงลูบขนมันเบาๆ "ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวฉันทำชามใหม่ให้แกทีหลังก็แล้วกัน"