- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเกษตรกร ที่ดันสร้างดันเจี้ยนระดับ SSS
- บทที่ 2 - เขาหยวนเหอ
บทที่ 2 - เขาหยวนเหอ
บทที่ 2 - เขาหยวนเหอ
บทที่ 2 - เขาหยวนเหอ
ฟางซีข้ามมิติมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ข้ามมาอย่างสมบูรณ์
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาข้ามมิติเป็นครั้งที่สอง!
พอนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ข้ามมิติครั้งที่สองเป็นครั้งแรก ฟางซีก็ยังรู้สึกใจคอไม่ดีอยู่เลย
มันเป็นคืนหนึ่งเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ฟางซีที่เพิ่งข้ามมิติมาได้ไม่กี่เดือนเปรียบเสมือนสัตว์ป่าที่ระแวดระวังภัย เขากำลังค่อยๆ แผ่ขยายอิทธิพลออกไปรอบด้านเพื่อสำรวจสถานการณ์ในตลาดเขาชิงจู๋
ทว่า... พลังบ่มเพาะของเขายังต่ำต้อย แถมยังไม่สามารถครอบครองมรดกของร่างเดิมได้อย่างสมบูรณ์ บางทีอาจจะสู้แม้กระทั่งผู้เฒ่าแม็กซ์ที่อยู่ระดับสองไม่ได้ด้วยซ้ำ!
และในคืนนั้นเอง ได้มีกลุ่มโจรปล้นสำนักบุกเข้ามาในเขตสลัม!
เพราะเขตสลัมไม่มีค่ายกลป้องกันภูเขาคอยคุ้มครอง แถมเหล่ากสิกรปราณส่วนใหญ่ก็มีพลังต่ำต้อย
แม้จะเป็นพวกยากจนข้นแค้น แต่พวกโจรใจทมิฬบางคนก็ยังไม่เว้นแม้แต่คนจน!
เพราะศพของผู้ฝึกตน ตลอดจนเนื้อหนัง กระดูก และวิญญาณ ล้วนมีราคาค่างวดทั้งสิ้น
ในตอนนั้น เมื่อได้ยินเสียงตะโกนฆ่าฟันข้างนอก และเห็นผู้ฝึกตนชุดดำคลุมหน้าบุกฆ่าไปทีละบ้าน ฟางซีก็สั่นเทาด้วยความกลัวราวกับปลาบนเขียง ความรู้สึกนี้เองที่กระตุ้นเขาอย่างรุนแรงจนทำให้เขาตื่นรู้ถึง ‘นิ้วทองคำ’ ของตนเอง!
นิ้วทองคำนี้ไม่มีการแสดงผลภายนอกหรือคำเตือนใดๆ แต่เขาค้นพบว่าตนเองสามารถข้ามมิติไปยังอีกโลกหนึ่งได้!
ฟางซีไม่ลังเลเลย เขาเลือกที่จะข้ามมิติทันที
แล้วเขาก็มาถึงโลกที่มีชื่อว่า ‘ต้าเหลียง’ แห่งนี้
เขายืนรับแสงอาทิตย์พลางบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ ในใจแอบสาบานเงียบๆ ว่าความรู้สึกใกล้ชิดความตายแบบนั้น เขาไม่อยากสัมผัสมันเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว
แต่ตอนนี้ล่ะก็ ขอสนุกให้เต็มที่ก่อนเถอะ
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของฟางซี
จากการสำรวจผ่านการข้ามมิติหลายครั้งก่อนหน้านี้ เขาพบว่าโลกที่ชื่อ ‘ต้าเหลียง’ แห่งนี้ไม่มีผู้ฝึกตนอยู่เลย!
แถมเวลาของทั้งสองโลกยังไหลไปพร้อมกันในอัตราหนึ่งต่อหนึ่ง เพียงแต่ช่วงเวลากลางวันกลางคืนจะแตกต่างกันบ้าง
พูดอีกอย่างก็คือ เวลากลางคืนของทางโน้น จะตรงกับเวลากลางวันของโลกต้าเหลียงพอดี
ที่นี่ถูกปกครองโดยอาณาจักรของจักรพรรดิที่เป็นคนธรรมดา
แต่ในพื้นที่รกร้างกลับมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ปีศาจ’ อาศัยอยู่!
ตามความเห็นของฟางซี พวกมันคงจะเป็นพวกเผ่าปีศาจที่มีสายเลือดไม่บริสุทธิ์ หรือไม่ก็สัตว์ประหลาดที่หลบซ่อนตัวอยู่
ด้วยความระมัดระวัง เขาจึงไม่ได้ออกไปล่าปีศาจข้างนอก แต่กลับหาเมืองของคนธรรมดาที่ชื่อเมืองเฮยสือเพื่อกบดานอยู่ที่นี่แทน
เงินทองของคนธรรมดานั้น ในดินแดนทักษิณเป็นเพียงวัตถุดิบที่ธรรมดาที่สุดชนิดหนึ่ง ผลึกปราณเพียงหนึ่งชิ้นสามารถแลกเงินทองได้มากมายมหาศาล แต่ในโลกต้าเหลียง เงินทองพวกนี้กลับใช้งานได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงไม่นาน ในย่านคนรวยของเมืองเฮยสือ ก็มี ‘คุณชายฟาง’ ผู้มั่งคั่งปรากฏตัวขึ้นมาคนหนึ่ง
“นายท่านตื่นแล้ว ยินดีด้วยที่นายท่านออกจากด่านกักตนเจ้าค่ะ!”
ในตอนนั้นเอง เสียงที่ไพเราะราวกับนกขมิ้นก็ดังขึ้น
สาวใช้แสนสวยหลายคนที่แต่งกายด้วยชุดหลากสีสัน โดยมีเด็กสาวในชุดสีเหลืองเป็นผู้นำ เดินเข้ามาหาฟางซีพร้อมย่อตัวคำนับอย่างพร้อมเพรียง
กลิ่นหอมรัญจวนใจพัดมาแตะจมูก ทำให้ฟางซีอดไม่ได้ที่จะขยับนิ้วเล่น
เขาซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองเฮยสือ และซื้อสาวใช้กับบ่าวรับฟังมามากมาย
ในบรรดาสาวใช้คนสนิททั้งสิบสองคน เขาตั้งชื่อให้ตามลำดับคือ สุ่ยเซียน ฮุ่ยหลาน เจวี่ยเหมย เยว่จี้ เฉียงเวย ชิงเหอ อวี้หลาน เยว่กุ้ย จินจวี๋ ชุ่ยจู๋ เสาเหย่า และไป่เหอ
คนที่ใส่ชุดสีเหลืองก็คือหัวหน้าสาวใช้คนสนิทนามว่าเยว่กุ้ย นางมีผิวพรรณที่ขาวเนียนละเอียดละออ ดูแล้วเป็นสาวงามตัวน้อยๆ เลยทีเดียว
“อืม สั่งลงไปให้เตรียมจัดเลี้ยงได้แล้ว”
ต่อหน้าสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเคารพนับถือของหญิงสาวมากมาย ฟางซีสั่งออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
เขาไม่ได้มีศีลธรรมที่เคร่งครัดจนต้องบอกบ่าวไพร่ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ต้องคุกเข่าอะไรแบบนั้น
ตรงกันข้าม พอมาอยู่ในยุคโบราณ เขาก็ได้รับอิทธิพลจากความทรงจำของร่างเดิมที่ยึดถือคติปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นหลัก
ในฐานะสาวใช้และบ่าวรับใช้ หากกล้าที่จะไม่คุกเข่า นั่นก็คือการลบหลู่ผู้เป็นนาย ไม่ยอมฟังคำสั่ง สามารถถูกโบยจนตายได้เลย!
และยังดีที่สาวใช้เหล่านี้ต่างก็ผ่านการฝึกฝนจากพวกค้ามนุษย์มาอย่างดี จึงไม่มีใครกล้าทำตัวแปลกประหลาดแบบนั้น
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สำหรับพวกเยว่กุ้ยแล้ว เจ้านายแบบนี้ต่างหากที่ปกติและควรจะเป็นไปตามครรลองคลองธรรม
...
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ณ ห้องโถงข้างของจวนฟาง
ฟางซีนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้นวม ตรงหน้าเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสที่จัดเตรียมไว้อย่างประณีต
อุ้งตีนหมี หูฉลาม รังนก เป็ดย่าง ไก่ตุ๋น...
วัตถุดิบจากธรรมชาติชั้นยอดที่ผ่านการปรุงรสอย่างพิถีพิถันจากพ่อครัวใหญ่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วจนน่าเย้ายวนใจ
และฟางซีก็กำลังใช้ชีวิตแบบเศรษฐีในระบบศักดินาที่แสนร้ายกาจ เขาไม่ต้องลงมือคีบอาหารเอง เพียงแค่ส่งสายตานิดเดียว ก็จะมีสาวใช้คอยคีบอาหารเลิศรสมาป้อนถึงปาก
เขาเรียกให้เสาเหย่าขยับเข้ามาหาแล้วเอนตัวพิงลงบนทรวงอกที่นุ่มนวลและลุ่มลึกของนางพลางให้เยว่จี้คีบเนื้อกวางส่งมาให้กินอีกคำ
‘เฮ้อ การมีชีวิตที่สุขสบายเกินไปก็นับเป็นความกังวลอย่างหนึ่งนะเนี่ย ลูกผู้ชายอย่างเราควรต้องบำรุงเยอะๆ หน่อย...’
ฟางซีจิบสุราที่สาวงามส่งให้หนึ่งอึกพลางพ่นลมหายใจยาวออกมาอย่างพึงพอใจ
เพราะสาวใช้ที่งดงามเหล่านี้ต่างก็คิดหาทางทุกวิถีทางเพื่อจะได้ขึ้นเตียงของเขา เขาก็ลำบากใจจริงๆ นะเนี่ย
...
อาหารมื้อนี้ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
สำหรับฟางซีแล้ว แม้สารอาหารจะสู้ข้าวปราณในโลกเซียนไม่ได้เลย แต่ความอยากอาหารทางโลกของเขาก็ได้รับการเติมเต็มอย่างมาก
ความสำราญเช่นนี้ เขาจะหาโอกาสมาสัมผัสสักครั้งในทุกๆ สิบวันหรือครึ่งเดือน
ถือว่าเป็นการปรับอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตการบ่มเพาะที่แสนลำบาก
เมื่อคนรับใช้ออกไปเก็บกวาดจานชามแล้ว ฟางซีก็เดินมาที่ห้องรับแขกพลางจิบน้ำชาชั้นเลิศที่เยว่กุ้ยชงให้ และฟังรายงานจากพ่อบ้านอาฝู
“นายท่าน ข้าน้อยได้ไปสืบความมาจนชัดแจ้งแล้วขอรับ เกี่ยวกับวัตถุดิบปีศาจนั้น ทางการต้าเหลียงควบคุมไว้อย่างเข้มงวดและห้ามการซื้อขายในนามส่วนตัวโดยเด็ดขาด แต่ก็ยังมีช่องทางอยู่บ้าง เช่น สำนักยุทธ์ขอรับ!”
อาฝูเป็นชายชราที่มีหนวดเคราสีขาวลอยไปตามลม ดูแล้วมีความเป็นผู้ทรงศีลอยู่ไม่น้อย
แต่ฟางซีรู้ดีว่าตาแก่นี่ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตอนแรกพากลานหลานชายหนีตายจนเกือบจะอดตายอยู่ข้างถนนจนยอมขายตัวเป็นทาส
“โอ้ สำนักยุทธ์อย่างนั้นหรือ?”
ฟางซีได้ยินดังนั้นก็ลูบคางพลางใช้ความคิด
โลกต้าเหลียงก็เป็นโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติเหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงพวกปีศาจ พลังเหนือธรรมชาติในหมู่มนุษย์ก็คือวรยุทธ์นั่นเอง!
ยอดฝีมือที่ร้ายกาจเหล่านั้นสามารถใช้หมัดพังหินใหญ่ ใช้เท้าบดขยี้แผ่นหินได้ราวกับเป็นเรื่องกินข้าวดื่มน้ำปกติ
แม้แต่ในเมืองเฮยสือเอง ยอดฝีมือแบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย
ฟางซีมีความสนใจในวิถีพลังเหนือธรรมชาติของโลกนี้อยู่พอสมควร
แม้พลังปราณในโลกนี้จะเบาบางมากจนฝึกฝนได้ยาก แต่ก็ยังพอช่วยพยุงพลังบ่มเพาะของเขาไว้ได้บ้าง
และวิถียอดฝีมือของต้าเหลียงก็น่าจะมีจุดที่ควรค่าแก่การศึกษาอยู่บ้าง... เอาเถอะ ถ้าข้าสามารถหาเคล็ดวิชาและอาคมระดับสูงในโลกเซียนได้ ใครจะอยากมาศึกษาเรื่องวรยุทธ์กันล่ะ?
แต่นี่มันไม่มีทางเลือกไม่ใช่หรือไง?
วิชาชลนิจที่เขาฝึกอยู่เป็นเพียงวิชาพื้นฐานทั่วไป ส่วนวิชาที่ดูดีกว่านี้เล็กน้อยในตลาดก็ต้องใช้หินปราณหลายก้อนหรือหลักสิบก้อนเลยทีเดียว...
ในดวงตาของฟางซีมีแสงล้ำลึกพาดผ่าน:
‘จากข้อมูลที่ข้ารวบรวมมาได้ในช่วงเวลานี้ ยอดฝีมือในโลกนี้ฝึกฝนสิ่งที่เรียกว่าวิถียุทธ์ปราณโลหิต... หากพูดถึงพลังทำลายล้างก็ไม่ควรดูแคลน แม้มันจะใช้ได้เฉพาะกับผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณเท่านั้น และดูแล้วมันยังมีกลิ่นอายของวิชาสายฝึกกายอยู่ไม่น้อย...’
ผู้ฝึกกายในหมู่ผู้ฝึกเซียนถือว่าเป็นพวกกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะไม่เพียงแต่จะเสียเวลามากเท่านั้น แต่ยังสิ้นเปลืองทรัพยากรมากกว่าหลายเท่าตัว
แต่ฟางซีไม่สนใจ เพราะเขามีทรัพยากรจากสองโลกเป็นที่พึ่ง เขาจึงไม่แคร์ค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่าขนวัวนี้เลย
ที่สำคัญไปกว่านั้น... นี่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา!
‘แม้แต่เคล็ดวิชาฝึกกายระดับต่ำในขั้นรวบรวมลมปราณ ในตลาดเขาชิงจู๋ก็ยังมีค่ามากกว่าห้าหินปราณ ข้าซื้อไม่ไหว... แต่ที่นี่ วิถียุทธ์ปราณโลหิตน่าจะมีช่องทางให้ฝึกได้พอดี และข้ายังอยากได้วัตถุดิบปีศาจมาวิจัยดูสักหน่อยด้วย...’
เป้าหมายทั้งสองอย่างมาบรรจบกันพอดี ทำให้ฟางซีรู้สึกสนใจขึ้นมามาก
“สำนักยุทธ์งั้นหรือ? เล่ารายละเอียดมาซิ...”
อาฝูพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “...ในสำนักยุทธ์ย่อมมีการสืบทอดวิถียุทธ์ปราณโลหิต และตามคำเล่าลือ เมื่อยอดฝีมือปราณโลหิตฝึกฝนจนถึงระดับสูง เนื้อสัตว์ธรรมดาก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอีกต่อไป จึงต้องกินสมุนไพรวิเศษต่างๆ หรือเนื้อของปีศาจเพื่อเสริมสร้างสารอาหาร! ดังนั้นขุมกำลังยอดฝีมือในเมืองต่างก็มีช่องทางหาเนื้อปีศาจเป็นของตัวเองทั้งสิ้น...”
“และในเมืองเฮยสือ นอกจากตระกูลใหญ่เหล่านั้นแล้ว ขุมกำลังวรยุทธ์ที่ยังเปิดรับศิษย์อยู่ก็คือ เขาหยวนเหอ และพันธมิตรสำนักยุทธ์ขอรับ!”
“เขาหยวนเหอ?” ฟางซีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ใช่ขอรับ เขาหยวนเหอถือเป็นขุมกำลังสำนักที่เป็นหนึ่งไม่มีสองในรัศมีร้อยลี้รอบเมืองเฮยสือ แม้แต่ทางการเองก็ต้องเกรงใจอยู่หลายส่วน...” เมื่ออาฝูเอ่ยถึงเขาหยวนเหอ น้ำเสียงของเขาก็เคร่งขรึมลงโดยอัตโนมัติ
เห็นได้ชัดว่าเขาหยวนเหอแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในใจของชาวเมืองเฮยสือ
“สำนักวรยุทธ์ระดับนี้ วิชาที่สอนย่อมต้องล้ำลึกกว่าแน่นอน”
ฟางซีครุ่นคิด ‘ไม่รู้ว่าการรับศิษย์จะเข้มงวดไหม? จะสามารถใช้เงินทองกรุยทางได้หรือเปล่า?’
ท่านเศรษฐีฟางตั้งแต่มะถึงเมืองเฮยสือ ก็ใช้เงินทองนำทางมาโดยตลอด และเขาไม่เคยเสียดายเงินทองเลย
ในช่วงที่ผ่านมาเขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นหมูอ้วนให้เชือด แต่ในฐานะผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม แม้จะซื้อของวิเศษระดับต่ำไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว แต่เขาก็มีหูตาที่ไวเป็นเลิศ ประกอบกับยันต์ที่ซื้อมาด้วยเงินมหาศาล ก็เพียงพอที่จะปกป้องตัวเองได้แล้ว
อาฝูครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เขาหยวนเหอมักจะรับบุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองเป็นศิษย์ เรื่องนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้า รีบจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็ว” ฟางซีตัดสินใจ
เวลาของทั้งสองโลกไหลเท่ากัน แต่เขาสามารถกักตนฝึกวิชาในโลกเซียนได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น แล้วเขาก็ต้องปรากฏตัวออกมา มิฉะนั้นคนอื่นจะนึกว่าเขาตายไปแล้วและจะมาแย่งชิงที่ดินกับบ้านของเขาไป ซึ่งนั่นก็นับเป็นการถูกล้างบางในอีกรูปแบบหนึ่ง
...
เขาหยวนเหอ
สำนักงานใหญ่ของสำนักนี้ตั้งอยู่ที่แคว้นติ้งโจว ที่เมืองเฮยสือเป็นเพียงสาขาหนึ่งเท่านั้น
ถึงจะเป็นเพียงสาขาหนึ่ง แต่ก็ยังคงความโอ่อ่าหรูหราและยิ่งใหญ่มาก อาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายกันเป็นกลุ่มใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความเกรงขามที่ไม่ธรรมดา
ลึกเข้าไปในกลุ่มอาคารแห่งนี้ มีทะเลสาบสีมรกตขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง ในทะเลสาบมีดอกบัวบานสะพรั่งเต็มไปหมด
เรือเล็กลำหนึ่งลอยลำอยู่ท่ามกลางดอกบัวลอยไปตามกระแสน้ำ
บนเรือลำนั้นดูเหมือนจะมีคนนอนอยู่อีกคนหนึ่ง
ทันใดนั้นเรือลำน้อยก็มาจอดเทียบฝั่ง หญิงสาวชุดขาวที่มีหน้าตาเย็นชาเดินเข้ามาหา “คารวะท่านอาอาจารย์เจ้าค่ะ...”
“มีเรื่องอันใด?” คนบนเรือลืมตาขึ้นมาพลางหาวหวอด ดูจะมีความรำคาญใจเล็กน้อย
“มีเศรษฐีในเมืองคนหนึ่งยินดีจะมอบเงินสองร้อยตำลึงเพื่อฝากคนเข้าเป็นศิษย์ในสำนักเจ้าค่ะ” หญิงสาวชุดขาวคำนับพลางกล่าว
“ใครกัน?” คนบนเรือดูแล้วยังหนุ่มมาก อายุประมาณยี่สิบปีเท่านั้น เขาหยิบหนังสือแนะนำขึ้นมาดูแล้วก็แค่นเสียงเย็นออกมาทันที “ฟางซี? เศรษฐีใหม่ที่มาที่ไปไม่ชัดเจนงั้นหรือ? นี่นึกว่าเขาหยวนเหอของเราเป็นสำนักมวยหรือไง? ให้เงินก็รับงั้นเรอะ?”
ต้องรู้ว่าในฐานะผู้ปกครองในรัศมีร้อยลี้ เขาหยวนเหอมีอำนาจที่ไม่ธรรมดา แม้จะรับศิษย์แต่ก็ไม่ได้สนใจเงินทองนัก ส่วนใหญ่จะเน้นที่พรสวรรค์เป็นหลัก
ที่เคยรับบุตรหลานตระกูลใหญ่มาก่อน ก็เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์เท่านั้น
ส่วนฟางซี... เขาจนจนเหลือแต่เงินเท่านั้นเอง
“แล้วความเห็นของท่านอาอาจารย์คือ?” หญิงสาวชุดขาวถาม นางเองก็มีท่าทีที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ครั้งนี้มีคนมาขอร้องผ่านความสัมพันธ์ นางจึงยอมมาช่วยพูดให้เพียงประโยคเดียวเท่านั้น
“พรสวรรค์เป็นอย่างไร?”
“ข้าเคยไปดูมาครั้งหนึ่งแล้ว ธรรมดามากเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ปฏิเสธไปเถอะ” เรือลำน้อยค่อยๆ พายออกไป
หญิงสาวชุดขาวคำนับรับคำแล้วไม่ได้เอ่ยโน้มน้าวต่ออีกเลย
[จบแล้ว]