- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 389 ชนชาติอันกลมเกลียวโดยแท้จริง
บทที่ 389 ชนชาติอันกลมเกลียวโดยแท้จริง
บทที่ 389 ชนชาติอันกลมเกลียวโดยแท้จริง
บทที่ 389 ชนชาติอันกลมเกลียวโดยแท้จริง
เมื่อเวลาผ่านไป ทหารของรัฐเว่ยบนกำแพงเมืองก็ตายไปอย่างต่อเนื่อง และรอยแตกขนาดใหญ่ก็เริ่มปรากฏขึ้นบนกำแพงด้านทิศเหนือและใต้ สัตว์อสูรร่างยักษ์ทั้งสองกระหน่ำเข้าใส่กำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง และทหารที่กำลังป้องกันก็ไม่สามารถทำอะไรกับพวกมันได้เลย
สาเหตุหลักเป็นเพราะนักธนูและบาริสต้าจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังยิงขึ้นมาจากด้านล่างของกำแพงเมือง และลูกศรกับสลักเกลียวก็ยากที่จะหลบหลีกแม้จะมีโล่ ทหารและชาวเมืองทำได้เพียงแค่หลบอยู่หลังวัตถุที่มีความหนามาก และการออกไปข้างนอกก็เท่ากับตาย
การต่อสู้นี้เป็นการโจมตีจากฝ่ายเดียวเท่านั้น!
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐเว่ยจะเอาชนะต้าฉิน ปัญหาหลักก็คือกลยุทธ์ของต้าฉินนั้นเหนือกว่ามาก พวกเขามีภาพมายาที่ปิดกั้นผู้คนส่วนใหญ่ไว้ และพวกเขาก็สามารถอัญเชิญสัตว์อสูรที่ทรงพลังเข้าโจมตีได้
ถ้ามันไม่ใช่เพราะสองอาชีพนี้ การต่อสู้ก็คงจะไม่เอนเอียงมาฝั่งต้าฉินมากขนาดนี้ และรัฐเว่ยก็คงจะสามารถต้านทานได้บ้าง
"โฮกกกกก!!"
สัตว์อสูรร่างยักษ์ทั้งสองคำรามออกมาอีกครั้งและแผ่กลิ่นอายอันทรงพลังในขณะที่พวกมันชนเข้ากับรอยแตกบนกำแพงเมือง เสียงระเบิดดังออกมาในขณะที่กำแพงเมืองด้านทิศเหนือและใต้พังทลายลงในที่สุด ก่อให้เกิดฝุ่นคละคลุ้งไปในอากาศ
"ทหารม้า จัดค่ายกล!" นี่คือเวลาโจมตี และหวังเจี้ยนก็ตะโกนออกมาเสียงดังในขณะที่ทหารม้าจัดขบวนทัพ การแสดงออกของพวกเขาจริงจังมาก และพวกเขาก็จับหอกของตัวเองไว้แน่นในขณะที่ทหารม้า ผู้ใช้โล่ และนักธนูก็เริ่มเตรียมพร้อม
ภายในซากปรักหักพังของกำแพงด้านทิศใต้ กลุ่มคนที่ประกอบไปด้วยชาวเมืองและทหารบางส่วนได้ถูกนำออกมาโดยทหารม้า 150 คน พวกเขามีจำนวนราวๆ 4,000 คน และการแสดงออกของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวในขณะที่พวกเขาเดินออกมาและจัดขบวน
สนามรบกลายเป็นตึงเครียด และไม่มีเสียงสักเสียง มันเงียบสนิท และไม่มีเสียงแมลงหรือนกดังออกมาเลย มันดูราวกับความสงบก่อนพายุมาเยือน
ด้านหนึ่งมีผู้คนนับหมื่นและแผ่กลิ่นอายอันทรง ทหารของต้าฉินแผ่กลิ่นอายที่ไม่อาจหยุดยั้ง และดูราวกับสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง
อีกด้านมีคนน้อยกว่ามาก แต่กลิ่นอายที่พวกเขาแผ่ออกมาก็ไม่อ่อนแอเลย พวกเขาเต็มไปด้วยความตั้งมั่น และพวกเขาก็เตรียมตัวตายแล้ว พวกเขาเต็มใจที่จะสู้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างจนพวกเขาดูราวกับดาบอันแหลมคมเป็นอย่างยิ่ง
"พวกเราจะสู้และตายไปพร้อมกับรัฐเว่ย!" หนึ่งในแม่ทัพด้านหน้าคำรามออกมาและกระตุ้นม้าของเขาเข้าหาทหารของต้าฉิน ม้าของเขาส่งเสียงร้อง และทหารกับชาวบ้านก็ขานรับในสิ่งที่เขากล่าว พวกเขาจับอาวุธของตนไว้และพุ่งไปข้างหน้า ก่อให้เกิดภาพอันน่าประทับใจและดูเศร้าสลด
"โจมตี!" เมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายของรัฐเว่ย ดวงตาของหวังเจี้ยนก็เย็นชาเป็นอย่างยิ่งในขณะที่เขาชี้ดาบของเขาไปข้างหน้า ทหารของต้าฉินรับคำสั่ง และพุ่งไปข้างหน้าประดุจสัตว์ป่าที่ถูกปลดโซ่ตรวนและต้องการจะทำลายทุกสิ่งให้พ้นทาง
ครืน…
การปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายดูราวกับจะสะเทือนสวรรค์ และบรรยากาศรอบๆพวกเขาก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง จิตสังหารของพวกเขาครอบคลุมทุกๆสิ่งภายในพื้นที่ 10 กิโลเมตร และในไม่ช้า คลื่นของฝูงชนทั้งสองฝ่ายก็เข้าโรมรันใส่กัน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง...
อาวุธจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าปะทะกันในขณะที่ดอกไม้โลหิตดูเหมือนจะเบ่งบานขึ้นในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นจำนวน อุปกรณ์สวมใส่ การบ่มเพาะ หรือความแข็งแกร่ง ฝ่ายของรัฐเว่ยก็อ่อนแอกว่าต้าฉินมาก และโชคชะตาของพวกเขาก็ได้ถูกตัดสินแล้ว
คลื่นของผู้คนที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐเว่ยได้ถูกคลื่นของฝ่ายต้าฉินหยุดไว้ก่อนที่มันจะคืบคลานไปข้างหน้าต่อไปด้วยแรงที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ทหารม้า 6,000 คนตรงหน้าจับหอกของตนไว้ และฉีกผ่านฝ่ายของรัฐเว่ย หอกของพวกเขาทะลวงผ่านหลายๆคนในคราวเดียว แต่ทหารและชาวเมืองก็ไม่กลัวตาย พวกเขาพุ่งเข้ามาต่อ แต่ผู้ใช้โล่และทหารราบของต้าฉินก็เดินตามมาอย่างรวดเร็ว
คลื่นของต้าฉินกวาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมด้วยแอ่งโลหิต ฉากนี้ดูยิ่งใหญ่มาก และไม่มีทหารหรือชาวเมืองสักคนที่ก้าวถอยหนี
หวังเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงร่องรอยแห่งความเคารพต่อพวกเขา - พวกเขาคือชนชาติที่กลมเกลียวกันอย่างแท้จริงและยอมตายเพื่อชาติของตัวเอง นี่คือสิ่งที่อาณาประชาราษฎร์ของผู้สืบทอดมรดกควรจะเป็น
"เดินหน้า!" หวังเจี้ยนไม่ได้จมอยู่กับเรื่องนี้และสั่งให้ทหารของต้าฉินเข้าไปในเมืองของรัฐเว่ย ในเวลานั้น บาเรียพลังงานสีม่วงก็ปรากฏขึ้นรอบๆดวงใจแห่งเมือง ซึ่งก็คือการเข้าสู่โหมดป้องกัน
บาเรียสีม่วงคือการปกป้องจากมรดก และบาเรียนี้ก็มีมังกรสลักไว้อยู่ มันหนายิ่งกว่าของนครระดับเบื้องต้นหลายเท่า ดังนั้นมันจึงดูเหมือนกับว่าพวกเขาจะสามารถพิชิตรัฐเว่ยได้โดยการสังหารเว่ยซินเท่านั้น
ด้านฝ่ายของเว่ยซิน หลังจากเข้าเมืองมา เขาก็ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าฝ่ายต้าฉินได้ควบคุมเมืองไว้ พวกเขารวบรวมคนชราและเด็กที่เหลืออยู่มุ่งหน้าไปยังฝั่งตะวันออก
ด้านทิศตะวันออก มังกรม่วงบนท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยอาการบาดเจ็บ แต่มันก็ยังต่อสู้กับมังกรดำอยู่ มังกรดำใช้ปาก กรงเล็บ และเขาของมันทำร้ายมังกรม่วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มังกรม่วงดูน่าสังเวชมาก
นี่เป็นเพราะมังกรดำของต้าฉินมีความเชี่ยวชาญในการศึกและเป็นมรดกแห่งราชวงศ์ ซึ่งหมายความว่ามันมีโชคชะตาอยู่เป็นจำนวนมาก มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้สืบทอดมรดกของชนชาติจะสามารถต่อกรได้เลย
พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยเลือด และมีซากศพกระจัดกระจายอยู่นับไม่ถ้วน เลือด แขนขา และกระดูกกระจัดกระจายไปทั่ว และกลิ่นเหม็นของเลือดก็ทำให้ผู้คนแทบจะอาเจียนออกมา
เกือบทุกคนได้ถูกสังหารโดยนักลวงตาร้อยภูตผี และในตอนนี้ก็มีผู้คนจากรัฐเว่ยเหลืออยู่เพียงไม่กี่พันคน เมื่อเห็นเช่นนี้ จ้าวฝูก็สั่งให้คนของเขาปลดปล่อยโลกภูตผีทมิฬ
ผู้ป้องกันที่เหลือรอดถูกปล่อยตัวออกมาจากโลกภูตผีทมิฬ และแข้งขาของพวกเขาก็แทบจะทรุดลงเมื่อเห็นภาพโดยรอบ
หลังจากที่ปรานภูตผีหายไป เว่ยซินก็มองไปยังภาพรอบๆตัวในขณะที่คลื่นแห่งความเจ็บปวดเข้าจู่โจมจิตใจของเขา
คนเหล่านี้คือผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา คนที่รักและเคารพเขา เขาร่ำไห้ออกมาและระเบิดพลังที่เหลือออกมาที่เหลือของเขาออกมาในขณะที่เปลวเพลิงสีม่วงพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ และมิติก็ดูเหมือนจะแข็งค้างในขณะที่กลิ่นอายอันทรงพลังระเบิดออกมา
"เจ็บปวดงั้นเหรอ? เจ้าเลือกเส้นทางนี้เอง ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งเมื่อเห็นแก่ประวัติศาสตร์ระหว่างต้าฉินกับรัฐเว่ย ข้าจะมอบตำแหน่งลอร์ดให้กับเจ้า แต่ถ้าเจ้าต้องการให้รัฐเว่ยทั้งหมดตายไปกับเจ้า ข้าก็จะสังหารหมู่พวกเจ้าทุกคนในตอนนี้และไม่เหลือไว้แม้แต่เด็กสักคน"
จ้าวฝูยืนอยู่ในอากาศ และเขาก็แผ่กลิ่นอายอันมหาศาลออกมา โซ่สีดำเต้นระบำอยู่ในอากาศรอบๆตัวเขา ทำให้เขาดูราวกับราชาผู้ไร้เทียมทาน เสียงของเขาเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่งและเต็มไปด้วยจิตสังหารในขณะที่เขาพูดกับเว่ยซินอีกครั้ง
จ้าวฝูได้มอบโอกาสให้กับเว่ยซินอีกครั้งเพื่อยอมจำนนเพราะเขาชื่นชมในความสามารถของเว่ยซิน การที่ทหารและชาวเมืองของเขาซื่อสัตย์มากขนาดนี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองธรรมดาจะทำได้ จักรวรรดิอันทรงพลังสามารถก่อตั้งและยั่งยืนได้ด้วยการมีผู้มีพรสวรรค์มากมาย
มันมีอยู่สองเหตุผลด้วยการที่จ้าวฝูตัดสินใจเช่นนี้ หนึ่งก็เพราะรัฐเว่ยน่าจะมีผลพิเศษที่ช่วยในการผลิตผู้มีพรสวรรค์ แต่นี่ก็จะเกิดขึ้นได้ถ้าเก็บเว่ยซินไว้ และอีกเหตุผลก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์
ถ้ามันเป็นเมื่อก่อน เว่ยซินคงจะปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม หลังจากมองไปยังผู้รอดชีวิต ซากศพรอบๆตัวเขา และคนชรากับเด็กที่อยู่ภายใต้การดูแล เขาก็เริ่มลังเล