- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 388 ฆ่าพวกมันให้หมด
บทที่ 388 ฆ่าพวกมันให้หมด
บทที่ 388 ฆ่าพวกมันให้หมด
บทที่ 388 ฆ่าพวกมันให้หมด
ชาน้อยและถัวป้าชิงไม่เพียงแต่จะเป็นนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดสองคน แต่ยังเป็นผู้พิทักษ์ราชาที่ถูกเลือกโดยจ้าวฝูด้วย พวกเขาสามารถใช้พลังแห่งราชาของจ้าวฝูบางส่วนได้ และในตอนนี้ที่จ้าวฝูมีสายเลือดราชวงศ์สังหารเทพเจ้า พลังที่พวกเขามีจึงแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
สิ่งนี้ทำให้ชาน้อยและถัวป้าชิงสามารถเพิกเฉยต่อโลกภูตผีทมิฬและโจมตีเว่ยซินได้โดยปราศจากมัน สำหรับมังกรโชคชะตาของเว่ยซิน มันก็ยังถูกข่มไว้โดยมังกรโชคชะตาของจ้าวฝู
"ฮ๊า!!" ถัวป้าชิงมาถึงตัวเว่ยซินอย่างรวดเร็วและตะโกนออกมาในขณะที่เธอยกดาบเล่มโตขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง เธอรวบรวมปรานดาบจำนวนมหาศาลในขณะที่เธอฟาดเข้าใส่เว่ยซินด้วยการโจมตีที่ดูราวกับจะสามารถแยกขุนเขาได้
ตู้ม!!
เสียงระเบิดดังออกมาในขณะที่เว่ยซินชักดาบที่เอวของเขาและกันการโจมตีของถัวป้าชิง ร่างกายของเขาแผ่ร่องรอยออร่าสีม่วง และถ้าเขาไม่ได้ใช้พลังของมังกรแห่งโชคชะตา เขาคงจะไม่สามารถกันการโจมตีของถัวป้าชิงได้
อย่างไรก็ตาม เส้นขนของเว่ยซินก็ตั้งชันขึ้นมาในทันใดในขณะที่เส้นแสงสีแดงโลหิตอันแหลมคมได้พุ่งเข้าใส่เขา - เป็นชาน้อยที่ลงมือด้วย
เว่ยซินถอยกลับในทันทีในขณะที่เส้นแสงสีแดงโลหิตผ่านไป ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำร้ายเว่ยซินได้ แต่มันก็ตัดผมของเขาออกมากระจุกหนึ่ง
เว่ยซินมองไปยังคนสองคนตรงหน้าของเขาด้วยความจริงจังและไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ถัวป้าชิงและชาน้อยโจมตีอีกครั้ง
"ผู้ทำลายกองทัพ!" "หมาป่าโลภ!" เสียงคำรามสองเสียงดังออกมาในขณะที่เสาแสงสีดำและเสาแสงสีเขียวได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และกลิ่นอายของทหารได้เริ่มมารวมตัวกันที่เว่ยเลี่ยวและหวังเจี้ยน
เสือสีดำท่าทางดุร้ายและหมาป่าสีเขียวท่าทางโหดเหี้ยมได้ปรากฏขึ้นบนฟ้า แผ่กลิ่นอายสะกดข่มในขณะที่พวกมันคำรามและหอนออกมา
หวังเจี้ยนและเว่ยเลี่ยวยกดาบของตนขึ้นก่อนที่จะชี้พวกมันไปยังเมือง สัตว์อสูรร่างยักษ์มองไปยังเมืองและแผ่กลิ่นอายอันเกรี้ยวกราดในขณะที่พวกมันพุ่งเข้าใส่กำแพงเมืองด้วยพลังอันมหาศาล
ตู้ม! ตู้ม!
เสียงดังสนั่นบังเกิดขึ้นมาในทันใดในขณะที่กำแพงเมืองทั้งสองฝั่งสั่นสะท้าน พลังของสัตว์อสูรทั้งสองเพียงพอที่จะล้มภูเขาลูกเล็กๆลงได้เลย ดวงใจแห่งเมืองของรัฐเว่ยเปล่งประกายด้วยแสงสีทองเพื่อเสริมกำลังให้กับกำแพงเมือง มิฉะนั้นพวกมันคงพังทลายลงไปแล้ว
"รีบโจมตีพวกมัน!" แม่ทัพของรัฐเว่ยตะโกนออกมา ถ้าสัตว์อสูรทั้งสองตนนี้โจมตีต่อ กำแพงเมืองก็คงจะพังลงอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่มีทหารอยู่เพียงแค่ 4,000 คน และมีทหารเพียงไม่กี่พันคนที่ประจำการอยู่บนกำแพงเมืองทิศเหนือและใต้ พวกเขาไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเพียงพอ และมีลูกศรเพียงไม่กี่ร้อยดอกเท่านั้นที่ถูกยิงออกไป พวกมันไม่สามารถคุกคามสัตว์อสูรทั้งสองได้เลย ในขณะที่พวกมันสามารถหลบการโจมตีเช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย
ตรงกันข้าม ฝ่ายต้าฉินนั้นได้เริ่มโจมตีอย่างฉับพลัน ลูกศรจำนวนนับไม่ถ้วนยิงเข้าใส่กำแพงเมืองอย่างหนาแน่น ลูกศรเหล่านี้ต่างมีพลังอันมหาศาล และในขณะที่ลูกศรสาดเทลงมาดุจห่าฝน พวกมันก็พรากชีวิตไปเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
เพราะคนส่วนใหญ่บนกำแพงเมืองเป็นชาวเมืองที่ไม่ได้มีอุปกรณ์ที่ดีนักอย่างเช่นโล่หรือเกราะ พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้นัก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายของต้าฉินนั้นได้ยิงลูกศรไปเป็นจำนวนมาก และกำแพงเมืองก็ถูกปกคลุมไปด้วยลูกศร นี่คือความน่าสะพรึงกลัวจากนักธนูระยะที่ 1 และบาริสต้าระยะที่ 1 ซึ่งสามารถทะลวงผ่านโล่ไม้ธรรมดาๆได้ หากไม่มีการป้องกันที่ดี ไม่ว่าใครที่ถูกโจมตีก็จะตายในทันที
แม้กระทั่งผู้ที่มีโล่หนาก็ยังต้องป้องกันด้วยพลังทั้งหมดของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มันก็มีฝ่ายโจมตีมากเกินไป และมีความแตกต่างของการบ่มเพาะช่องใหญ่
ลูกธนูเหล่านี้ได้สังหารแนวป้องกันของรัฐเว่ยไป 30% ในทันที แต่หวังเจี้ยนและเว่ยเลี่ยวก็ยังไม่รียร้อนที่จะโจมตีต่อ ถึงอย่างไรก็ตาม ชาวเมืองของรัฐเว่ยส่วนใหญ่ก็อยู่บนกำแพง และถ้าพวกเขารีบร้อนที่จะโจมตี พวกเขาอาจจะได้รับการตอบโต้อย่างหนักหน่วงและอาจจะสังหารชาวเมืองไปมากมาย
เนื่องจากพวกเขาสามารถฆ่าคนของรัฐเว่ยได้อย่างง่ายดาย มันจึงไม่จำเป็นต้องผลีผลามในศึกเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม ต้าฉินก็ไม่ได้ขาดแคลนเวลา
ดังนั้นหวังเจี้ยนและเว่ยเลี่ยวจึงเลือกที่จะใช้นักธนูโจมตีในขณะที่ให้สัตว์อสูรยักษ์กระแทกกำแพงเมือง ทหารและชาวเมืองถูกสะกดไว้โดยสมบูรณ์ และพวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ยกโล่ขึ้นและพยายามที่จะหลบลูกศรเท่านั้น
การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงบนกำแพงเมืองทำให้เว่ยซินตกใจมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของกำแพงเมืองทั้งสองฝั่ง แต่เขาก็รู้ว่ามันย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับฝ่ายเขา
เว่ยซินคำรามออกมาและระเบิดลำแสงสีม่วงที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมออกมา กลิ่นอายของเขาทวีความแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า และมังกรสีม่วงที่บาดเจ็บก็คำรามออกมาและพยายามที่จะกลับมายังร่างกายของเว่ยซิน
อย่างไรก็ตาม มังกรดำที่โหดร้ายก็ปฏิเสธที่จะปล่อยมันไป มันสะบัดหางของมัน ดูราวกับจะทำให้อากาศระเบิดออกในขณะที่มังกรสีม่วงถูกกระแทกให้กระเด็นกลับไป 100 เมตร มังกรดำอ้าปาก และกัดมังกรม่วงอย่างดุร้ายเพื่อบังคับให้มันต้องสู้ต่อ
กลิ่นอายของชาน้อยและถัวป้าชิงเองก็ทรงพลังมากยิ่งขึ้นในขณะที่พวกเขาโจมตีเว่ยซินต่อ เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของพวกเขา เว่ยซินก็ต้องตั้งสมาธิกับการป้องกันอย่างเต็มที่
จ้าวฝูขี่ดำน้อยอยู่ในขณะที่เขามองไปยังเรื่องทั้งหมดนี้ ตราประทับแห่งราชาบนมือของเขาแผ่ลำแสงสีดำ และมอบพลังแห่งราชาของเขาให้กับชาน้อยและถัวป้าชิง
"ฆ่าพวกมันให้มัน!" เมื่อเห็นความต้านทานอันรุนแรง เขาก็ออกคำสั่งให้ทหารของเขาโจมตีได้เต็มกำลัง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไป่ฉีก็สั่งในทันที "นักอัญเชิญภูตผี อัญเชิญภูตผีร้าย!"
นักอัญเชิญภูตผี 300 คนเดินออกมาและกดมือของพวกเขาเข้ากับพื้น ส่งผลให้ปรานภูตผีพวยพุ่งขึ้นมา สายลมเริ่มโบกพัดในขณะที่ภูตผีสูง 2.5 เมตรได้ปรากฏตัวขึ้น
ในตอนนี้ที่การบ่มเพาะของนักอัญเชิญภูตผีมาถึงระยะที่ 1 ภูตผีร้ายที่ถูกอัญเชิญออกมาอย่างมีความแข็งแกร่งในระยะที่ 2 ภูตผีร้ายเหล่านี้ปฏิบัติตามคำสั่งของนักอัญเชิญภูตผีและบินไปยังบริเวณที่เต็มไปด้วยปรานภูตผี
ภูตผีร้ายมีความแข็งแกร่งในระยะที่ 2 และเป็นภูตผี ดังนั้นพวกมันจึงสามารถต้านทานโลกภูตผีทมิฬได้ - ในความเป็นจริง โลกภูตผีทมิฬนับว่าเป็นสังเวียนหลักของพวกมันด้วยซ้ำ
ภูตผีร้ายพุ่งเข้าไปยังโลกภูตผีทมิฬและเริ่มสังหารหมู่; เหล่าทหารและชาวเมืองที่อยู่ภายในโลกภูตผีทมิฬต่างยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับเสาไม้
สิ่งนี้ทำให้มันง่ายสำหรับภูตผีร้ายที่จะสังหารพวกเขา - บ้างก็กัดหัวของผู้คนออกเป็นชิ้นๆ บ้างก็ทะลวงหัวใจของผู้คนด้วยกรงเล็บ และบ้างก็ได้ฉีกผู้คนออกเป็นสองส่วน ส่งผลให้เกิดกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากภายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยปรานภูตผี และเหล่าคนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อให้เกิดบรรยากาศอันน่าขนลุกและน่าสะพรึงกลัว
เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องเหล่านี้ เว่ยซินก็รู้สึกเศร้าและโกรธมาก - ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขากำลังถูกสังหารหมู่ เขาจะยืนอยู่แบบนี้ได้อย่างไร? เขาคำรามออกมาในขณะที่เขาส่งลำแสงดาบอันน่าตกตะลึงเข้าใส่ถัวป้าชิง ทำให้เธอกระเด็นออกมา
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเอง ชาน้อยก็ปรากฏขึ้นข้างกายของเว่ยซินและแทงกริชของเขาออกไปทำให้เกิดบาดแผลขึ้นบริเวณเอวของเว่ยซิน เลือดย้อมเสื้อผ้าของเขาเป็นสีแดง และเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดขึ้นมา เว่ยซินตวัดดาบของเขากลับไป ส่งผลให้ลำแสงดาบขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ชาน้อย ชาน้อยถอยไปอย่างรวดเร็ว และหลบการโจมตีนี้
ถัวป้าชิงโจมตีจากด้านหน้าอีกครั้ง และแต่ละการโจมตีของเธอก็บรรจุไว้ซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่ในขณะที่ชาน้อยเคลื่อนไหวไปรอบๆอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสร้างปัญหาให้กับเว่ยซิน ในขณะที่พวกเขาต่อสู้กัน ร่างกายของเว่ยซินก็เกิดบาดแผลจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ