- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 232 นักสู้เหรียญตราทองคำ
บทที่ 232 นักสู้เหรียญตราทองคำ
บทที่ 232 นักสู้เหรียญตราทองคำ
บทที่ 232 นักสู้เหรียญตราทองคำ
ในตอนนี้ทั้งสี่ตระกูลเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ฝากความหวังไว้กับจ้าวฝู ดังนั้น พวกเขาจึงรีบไปหาจ้าวฝูเพื่อหารือถึงวิธีการที่พวกเขาจะสามารถต้านทานต้าซุ่นในตอนนี้
จ้าวฝูเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ และในตอนนี้ที่ต้าซุ่นเป็นพันธมิตรกับอีกสองตระกูลและข่มผู้อื่นไว้ แผนการของเขาจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่คิดเลยว่าทั้งสองตระกูลจะทรยศต่อพวกเขาหลังจากที่มีการจัดตั้งพันธมิตรขึ้นมา ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีมิตรแท้ในโลกใบนี้ตราบใดที่ผลประโยชน์จากการทรยศนั้นสูงมากพอ
จ้าวฝูสลักเรื่องนี้ใส่ไว้ในใจของเขา อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีทางออกใดๆ และเขาก็ไม่สามารถลากทั้งสองตระกูลกลับมาได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่คิดหาวิธีอื่นเท่านั้น
"นายน้อยจู ท่านคิดว่าพวกเราควรทำยังไงดี?" ผู้นำทั้งสี่ตระกูลมองมาทางจ้าวฝูและดูเหมือนจะกังวลเป็นอย่างมาก พวกเขาเรียกจ้าวฝูว่า 'นายน้อยจู' เนื่องจากจ้าวฝูได้ทำให้พวกเขาคิดว่าตนคือผู้สืบทอดมรดกต้าหมิง - ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกๆคนก็รู้ว่าต้าหมิงเป็นปฏิปักษ์กับต้าซุ่น ดังนั้นจ้าวฝูจึงได้บอกพวกเขาไปว่าเขาแซ่จูเพื่อปกปิดความจริงและเพิ่มความไว้วางใจในตัวเขา
ในตอนนี้ที่พวกเขามีผู้สืบทอดมรดกระดับราชวงศ์คอยสนับสนุน ทั้งสี่ตระกูลจึงรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรก็ตาม ต้าซุ่นก็มีมรดกระดับราชวงศ์ แต่ก็มีเพียงสองตระกูลเท่านั้นที่สนับสนุน
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของพวกเขา จ้าวฝูทำได้เพียงแค่ต้องก้าวถอยไปและเสียสละบางอย่าง - เขาตัดสินใจที่จะก่อตั้งฝ่ายของผู้เล่นขึ้นในภูมิภาคแอปริคอตเขียว ฝ่ายนี้ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาหรือแสวงหากำไร แต่เพื่อสร้างปัญหาให้กับต้าซุ่นและจำกัดการพัฒนาของมัน สิ่งนี้จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจากทั้งสี่ตระกูลเป็นอย่างมาก และยังต้องการแรงผลักดันจากจ้าวฝูด้วย
ทั้งสี่ตระกูลต่างพอใจกับสิ่งที่จ้าวฝูแนะนำ และพวกเขาพากันยิ้มออกมาและเห็นด้วย ก่อนที่จะจากไป
หลังจากนั้น จ้าวฝูก็ก่อตั้งฝ่ายนี้ขึ้นมา และด้วยการสนับสนุนจากทั้งสี่ตระกูล พวกเขาจึงสามารถสะกดแรงกระตุ้นของต้าซุ่นได้อีกครั้ง
จ้าวฝูไม่ได้สนใจที่จะเลือกคนดีสำหรับฝ่ายนี้ ส่วนใหญ่ต่างเป็นวายร้ายที่ใช้วิธีการไร้ยางอายต่างๆมากมาย เป้าหมายหลักคือการสร้างปัญหาให้กับต้าซุ่น และการกระทำของพวกเขาก็ทำให้ต้าซุ่นเติบโตได้ช้าลงถึงหนึ่งในห้า
นี่เป็นทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้ในตอนนี้ และเพราะเป้าหมายหลักของจ้าวฝูคือการทำให้ต้าฉินเติบโต ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทุ่มทรัพยากรลงไปมากกับเรื่องนี้ได้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ต้าฉินคงจะถูกลากลงมาด้วย ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
บนฉากหน้าของมัน มันจะดูเหมือนจ้าวฝูชนะ แต่จริงๆแล้วจ้าวฝูต่างหากที่เป็นฝ่ายแพ้ เพราะแผนการดั้งเดิมของเขานั้นล้มเหลว อย่างไรก็๖าม เขาก็ต้องยอมถอยซะบ้างเพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่
ในตอนนี้ ต้าซุ่นมีคนอยู่ 30,000 คนและมีฝ่ายของผู้เล่นที่มีจำนวนอีก 30,000 คน เฉพาะเมื่อจ้าวฝูมีทหาร 40,000 คนและมีทหารระยะที่ 1 อย่างน้อย 5,000 คนแล้วเท่านั้น เขาจึงจะสามารถกลืนกินต้าซุ่นได้ ต้าฉินยังต้องการเวลา หรือไม่ก็...
“ฮึ่ม!” เมื่อใดก็ตามที่จ้าวฝูคิดถึงเรื่องโรงเรียนสรรพศาสตร์ เขาก็อดที่จะแค่นเสียงออกมาไม่ได้ เมื่อต้าฉินเติบใหญ่ขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นโรงเรียนสรรพศาสตร์หรือร้อยสำนักแห่งความคิดทั้งหมด ใครก็ตามที่ไม่ยอมจำนนจะถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์
นั่นคือจุดสิ้นสุดของเรื่องในแอปพริคอตเขียวในตอนนี้
หลังจากกลับมาที่เมืองต้าฉิน จ้าวฝูก็ได้ไปหาเก้อเนี่ยและกลับไปยังนครแห่งการต่อสู้ หลังจากมาพบกับจ้าวฝู จ้าวฝูก็เห็นว่าการบ่มเพาะของเก้อเนี่ยทะลวงผ่านระยะที่ 1 ไปแล้ว
"ฝ่าบาท ข้ามีบางสิ่งจะรายงาน"
จ้าวฝูประหลาดใจและถามด้วยความสงสัย "มีอะไร?"
ต่อจากนั้นเก้อเนี่ยจึงได้รายงานต่อจ้าวฝู หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว จ้าวฝูก็รู้สึกดีใจมาก เก้อเนี่ยได้กลายเป็นนักสู้เหรียญตราทองคำในสังเวียน และมีคนจำพวกนี้อยู่ในนครแห่งการต่อสู้เพียงไม่มีคนเท่านั้น หรือแค่ประมาณ 30 คน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในระยะที่ 2
เพราะมันหายากมากที่จะมีนักสู้ระดับนี้ในระยะที่ 1 ดังนั้นเก้อเนี่ยจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักสู้เหรียญตราทองคำที่มีศักยภาพมากที่สุด สถานะของนักสู้เหรียญตราทองคำดียิ่งกว่าบารอนในนครแห่งการต่อสู้ และใครก็ตามที่มีสถานะเช่นนี้จะได้รับความเคารพในทุกๆที่ที่เขาไป ในความเป็นจริง นักสู้เหรียญตราทองคำสามารถใช้เป็นหัวหน้ากองพันและนำทัพทหารระยะที่ 1 จำนวน 300 คนได้
ถึงแม้ว่าทหารระยะที่ 1 จำนวน 300 คนจะไม่ได้ดึงดูดอะไรต่อจ้าวฝู แต่มันกลับไม่ใช่สำหรับผู้เล่นคนอื่นๆ ในตอนนี้ การบ่มเพาะของผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ที่ระยะ 0-4 และ 0-5 และการตายจะส่งผลให้การบ่มเพาะของพวกเขาลดลงเป็น 0 ดังนั้นจึงมีคนเป็นจำนวนมากที่อยู่ในระยะที่ 0-1 และ 0-2
ในตอนนี้ ใครก็ตามที่มีทหารระยะที่ 1 จำนวน 300 คน สามารถกลั่นแกล้งผู้เล่นคนอื่นๆได้ตามต้องการเลยก็ว่าได้
จ้าวฝูไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับทหารระยะที่ 1 กลับกัน เขาตื่นเต้นกับการที่เก้อเนี่ยมีโอกาสที่จะต่อสู้แย่งยิ่งตำแหน่งลอร์ดแห่งนคร!
ลอร์ดนครแห่งการต่อสู้มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว และเขากำลังอ่อนแอลง เขาบอกว่าเขาจะฟูมฟักลอร์ดแห่งนครคนต่อไปจากบรรดานักสู้เหรียญตราทองคำ
ถ้าเก้อเนี่ยกลายเป็นลอร์ดนครแห่งการต่อสู้ จ้าวฝูจะได้รับนครหลักมาฟรีๆหนึ่งแห่ง ซึ่งทำให้เขาเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
นครหลักมีคุณค่าเป็นอย่างมาก และมันก็ต้องใช้เงิน เวลา และความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้มันมา ถ้าเก้อเนี่ยได้กลายเป็นลอร์ด เขาจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่จ้าวฝูได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นจ้าวฝูจึงตัดสินใจช่วยเก้อเนี่ยสร้างฝ่ายขึ้นมาในนครแห่งการต่อสู้
สิ่งนี้จะช่วยลดอุปสรรคต่างๆในอนาคต และช่วยปูทางให้เก้อเนี่ยกลายเป็นลอร์ด นอกจากนี้ แม้ว่าเก้อเนี่ยจะไม่ได้เป็นลอร์ด แต่ด้วยเก้อเนี่ยที่อยู่ภายในและจ้าวฝูที่อยู่ภายนอก พวกเขาจะสามารถพิชิตนครแห่งการต่อสู้ด้วยกันได้
จ้าวฝูบอกเก้อเนี่ยถึงแผนการของเขา และสำหรับการสร้างฝ่ายนั้น จ้าวฝูไม่ได้จัดการกับมันเอง เขาเพียงแค่ต้องจัดสรรเงินจำนวนมากเท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นต้องหาคนมาจัดการเรื่องต่างๆ เนื่องจากเก้อเนี่ยไม่มีทักษะพวกนี้ จ้าวฝูและเก้อเนี่ยจึงไปที่นครแห่งการต่อสู้ และกำลังจะไปจัดการเรื่องต่างๆ แต่จู่ๆก็มีเสียงๆหนึ่งดังออกมา "ไม่เจอกันนานนะจ้าวซิน!"
เสียงนี้ฟังดูคุ้นๆมาก และจ้าวฝูก็หันไปเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่กำลังขี่ลาตัวหนึ่งอยู่พร้อมกับมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา - เขาคือจางเฮง!
เมื่อเขาเห็นจางเฮง จ้าวฝูก็รู้สึกระมัดระวังขึ้นมา - ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะได้นำพาพวกเขามาบรรจบกันอีกครั้งจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถจดจำจ้าวฝูได้ในทันทีได้อย่างไร?
เมื่อเผชิญหน้ากับจางเฮง จ้าวฝูได้พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรว่า "ข้าประหลาดใจมากที่ได้พบกับเจ้าที่นี่"
จางเฮงเดินมาข้างๆจ้าวฝู และทำตัวราวกับไม่ใช่คนนอกแต่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ในขณะที่เขาตอบ "นี่ได้พิสูจน์ว่าพวกเราถูกผูกกันไว้ด้วยโชคชะตา ขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำของเจ้าเมื่อครั้งล่าสุด ให้ข้าได้เลี้ยงไวน์เป็นการขอบคุณหน่อยเป็นไง?"
จ้าวฝูต้องการปฏิเสธเพราะเขารู้สึกถึงกลิ่นอายอันตรายของจางเฮงและคิดว่าเขามีแรงจูงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น จางเฮงก็ได้หันไปอีกทางในทันใดและกล่าวว่า "อ๊า สหายดาบปีศาจก็อยู่ที่นี่ด้วย บางทีข้าอาจจะมีวิธีช่วยเจ้าได้!"
คำพูดเหล่านี้ทำให้จ้าวฝูประหลาดใจมาก และหลังจากคิดเกี่ยวกับมัน เขาจึงตัดสินใจที่จะยอมตกลงเพื่อดูว่าจางเฮงต้องการอะไร
ต่อจากนั้น จ้าวฝูก็ได้ไปที่ร้านอาหารพร้อมกับจางเฮง และจางเฮงก็ดูหิวมากในขณะที่เขายิ้มและพูดออกมา "สหายจ้าว ร้านนี้หรูเลิศมาก ข้าจะเลี้ยงแค่วันนี้เท่านั้นนะ"
จ้าวฝูหัวเราะเบาๆและตามจางเฮงเข้าไป ในขณะที่จ้าวฝูเดินเข้าไป การเคลื่อนไหวทั้งหมดของพนักงานเสิร์ฟก็หยุดลงไปชั่วขณะในขณะที่พวกเขามองมาที่จ้าวฝู - เพราะร้านแห่งนี้คือร้านของจ้าวฝู