- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 147 อัจฉริยะดาบ
บทที่ 147 อัจฉริยะดาบ
บทที่ 147 อัจฉริยะดาบ
บทที่ 147 อัจฉริยะดาบ
นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในกิจการหลายๆอย่างของพันธมิตรวาณิช นอกเหนือจากการขายของกินพิเศษๆจากแต่ละภูมิภาคแล้ว มันยังมีการขายเสื้อผ้า สมุนไพร และวัสดุจากภูมิภาคอื่นๆด้วย
หากการก่อตั้งร้านอาหารทำให้หลายๆฝ่ายรู้สึกกังวลแล้วล่ะก็ การก่อตั้งพันธมิตรวาณิชก็ทำให้พวกเขารู้สึกถึงอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากกำไรอันมหาศาลของพันธมิตรวาณิช ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่างๆที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ แต่แม้กระทั่งฝ่ายปกครองของระบบก็ยังให้ความสนใจด้วย
สายตานับไม่ถ้วนมองไปที่พันธมิตรวาณิชพิรุณพรำ แต่มันก็ไม่สนใจสายตาเหล่านั้นและดำเนินกิจการต่อไปอย่างไม่หวือหวา มันไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายใดๆและทำตัวเป็นเหมือนกับนักธุรกิจคนหนึ่ง มันยังได้มอบส่วนลดให้กับฝ่ายต่างๆอีกด้วย
สิ่งนี้ได้สร้างความประหลาดใจและความดีใจกับหลายๆฝ่าย ด้วยพันธมิตรวาณิชที่นำพาประโยชน์มาให้กับพวกเขา พวกเขาจึงไม่รู้สึกตึงเครียดอะไรกับพันธมิตรวาณิช และความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรวาณิชและฝ่ายต่างๆก็เริ่มเป็นมิตรกันมากยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่จ้าวฝูต้องการ ถึงอย่างไรก็ตาม นักธุรกิจย่อมต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เป็นอันตรายและจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆฝ่ายเพื่อผลลัพธ์อันดี
อย่างไรก็ตามหลายๆฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะพยายามคาดเดาว่าพันธมิตรวาณิชพิรุณพรำเป็นของใคร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาข้อมูลใดๆได้ และไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำเลย พวกเขาทำได้เพียงแค่ต้องยอมรับว่าพันธมิตรวาณิชอันลึกลับไม่ใช่สิ่งที่สามารถรุกรานได้และมันเป็นการดีที่สุดที่จะรักษาความสัมพันธ์ต่อกันไว้
จ้าวฝูพอใจกับพันธมิตรวาณิชพิรุณพรำมาก ในตอนนี้มันได้แผ่ขยายออกไปยังภูมิภาคต่างๆแล้ว เพื่อที่จะตบตาผู้อื่น เขาได้ตั้งสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรวาณิชพิรุณพรำไว้ที่หุบเขาน้อย ในขณะที่สำนักงานใหญ่ที่แท้จริงอยู่ในเมืองต้าฉิน
ในตอนนี้พันธมิตรวาณิชและร้านอาหารในแต่ละภูมิภาคมีรายได้มากกว่า 7,000 เหรียญทองต่อวัน เงิน 7,000 เหรียญทองอาจจะดูไม่มาก แต่เมื่อรวมทั้งสี่ภูมิภาคแล้วมันเป็นเงินกว่า 28,000 เหรียญทองต่อวัน ซึ่งเท่ากับเงิน 280 ล้านเหรียญทองแดง หรือก็คือเงิน $2,800,000,000 ในโลกแห่งความเป็นจริง และนั่นก็แค่วันเดียวเท่านั้น
เมื่อจ้าวฝูเปิดเส้นทางไปยังภูมิภาคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ กำไรก็จะมากขึ้นเช่นกัน ด้วยเงินจำนวนมากขนาดนี้ จ้าวฝูสามารถซื้อคริสตัลพลังงานทั้งหมดในนครหลักได้ด้วยเงิน 10,000 เหรียญทองที่สามารถซื้อคริสตัลพลังงานได้ 1,000 ก้อน
จ้าวฝูได้เก็บแผนการสกัดกลั่นเทพเจ้าไว้ในใจของเขาตลอดมา และแม้กระตอนนี้ที่เขามีคริสตัลพลังงานแล้ว เขาก็ยังไม่ดำเนินการแผนนี้เพราะเขายังขาดสิ่งที่สำคัญไปอยู่ จ้าวฝูยังเตรียมการบางเรื่องไม่เสร็จสิ้นและยังหาบางสิ่งไม่ได้ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะมีคริสตัลพลังงาน เขาก็ยังไม่สามารถดำเนินการแผนการได้อยู่ดี เขาสามารถเริ่มต้นมันได้หลังจากที่เขาหาสิ่งที่ต้องการพบแล้วเท่านั้น
หลังจากตรวจสอบพันธมิตรวาณิชแล้ว จ้าวฝูก็ไปที่นครแห่งการต่อสู้และไปยังสังเวียนเพื่อดูเก้อเนี่ย
จ้าวฝูพบว่าเก้อเนี่ยกลายเป็นหนึ่งในนักสู้ที่โดดเด่นที่สุดในนครแห่งการต่อสู้แล้ว ในตอนนี้คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อดาบปีศาจย่อมไม่ใช่คนจากนครแห่งการต่อสู้
ทุกๆครั้งที่เก้อเนี่ยต่อสู้ สังเวียนจะเต็มไปด้วยผู้คน และเกือบทั้งหมดก็มาเพื่อดูเขาต่อสู้ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นที่นิยมมากแค่ไหน
คนเหล่านี้ชื่นชอบเก้อเนี่ยเพราะพวกเขาชอบดูเก้อเนี่ยจัดการกับคนที่มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าเขา และพวกเขาก็พากันประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งกับทักษะดาบอันสูงล้ำของเก้อเนี่ย นอกจากนี้พวกเขายังตกตะลึงกับพรสวรรค์ของเก้อเนี่ยที่ทะลวงจากระยะที่ 0 ไปยังระยะที่ 0-4 ในเวลาเพียงสั้นๆ
ทั้งฝ่ายผู้เล่นและฝ่ายการปกครองต่างจับตาดูเขา และพวกเขาได้ยื่นข้อเสนอมากมายเพื่อชักชวนให้เก้อเนี่ยเข้าร่วมกับพวกเขา อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ถูกปฏิเสธไปตามๆกัน
ผู้คนมากมายเริ่มที่จะตรวจสอบเก้อเนี่ย พวกเขาอยากจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา เขามาจากที่ไหน และเขาเป็นคนของฝ่ายไหน แต่พวกเขาก็ไม่พบอะไรเลย สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ก็คือว่าเก้อเนี่ยถูกนำมาโดยคนลึกลับในชุดคลุมในเช้าวันหนึ่ง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นตำนานของเขา
หลังจากการต่อสู้กว่า 50 ครั้งก็ไม่มีใครที่สามารถบังคับให้เก้อเนี่ยต้องถอดเสื้อคลุมออก และไม่มีใครได้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของดาบปีศาจอีก
สิ่งนี้ทำให้เก้อเนี่ยยิ่งทวีความลึกลับมากยิ่งขึ้น และมีข่าวลือกระทั่งว่าไม่มีใครรู้ว่ารูปร่างหน้าตาของดาบปีศาจเป็นเช่นไร เนื่องจากทุกๆคนที่เคยเห็นล้วนตายไปหมดแล้ว!
จ้าวฝูอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเขาได้ยินข่าวลือเหล่านี้ เขาเดินไปหาชายร่างใหญ่ที่รับผิดชอบในการลงทะเบียน และในตอนนี้เขาก็พบว่าชายผู้นี้ชื่อว่าเจิ้งหลี่ จ้าวฝูเดินเข้าไปหาเขาและกล่าวว่า "น้องเจิ่ง! เป็นไงบ้าง?"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น เจิ้งหลี่ก็หันไปและเห็นว่ามันคือจ้าวฝู ทำให้เขารู้สึกดีใจมาก เขายิ้มในขณะที่เขาตอบว่า "พี่จ้าวนี่เอง! มานี่เร็ว นั่งตรงนี้เลย ดาบปีศาจเป็นคู่ถัดไปแล้ว"
เจิ้งหลี่มอบที่นั่งวีไอพีในสังเวียนให้กับจ้าวฝู และท่าทีของเจิ้งหลี่ที่มีต่อจ้าวฝูก็ดีมาก นี่เป็นเพราะทุกๆคนได้คิดว่าเจิ้งหลี่ได้ค้นพบดาบปีศาจ เนื่องจากสถานะของเก้อเนี่ยในสังเวียนในเกิดขึ้นเพราะเขา ดังนั้นเขาจึงได้รับความดีความชอบไปด้วย
มีเพียงแค่เจิ้งหลี่เท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นเพราะเขาโชคดี เขาโชคดีที่ได้รับหน้าที่ในการลงทะเบียนเมื่อวันนั้น และจ้าวฝูได้ยืนกรานให้เก้อเนี่ยลงแข่ง มิฉะนั้นเขาคงจะไม่ได้ค้นพบจริงๆว่าเก้อเนี่ยคืออัจฉริยะดาบ
จ้าวฝูนั่งลง - เขามาที่นี่เพื่อดูความคืบหน้าของเก้อเนี่ยเท่านั้น ต่อจากนั้น เก้อเนี่ยก็เดินขึ้นมาบนเวที เขายังคงสวมเสื้อคลุมสีดำไว้อยู่ แต่กลิ่นอายของเขากลับเยือกเย็นและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
ในขณะที่เขาเดินเข้ามายังสังเวียน ผู้คนนับไม่ถ้วนก็ต่างส่งเสียงเชียร์เป็นชื่อของเขา ทำให้เป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่ทำให้จ้าวฝูประหลาดใจก็คือฝ่ายตรงข้ามของเก้อเนี่ย เขาคือชายร่างกำยำตัวใหญ่ที่กำลังสวมชุดที่ทำจากขนสัตว์และมีเครายาว มันดูเหมือนว่าเขาจะเป็นชาวซฺยงหนู
"พวกชนกลุ่มน้อยสามารถเข้ามาในนครหลักของระบบได้งั้นเหรอ? หรือว่าคนผู้นี้จะถูกจับกุมและพาตัวมาที่นี่?"
ชายผู้นี้ได้ทำให้จ้าวฝูเกิดความสนใจ ในประวัติศาสตร์ ชาวซฺยงหนูมีศัตรูคือต้าฉิน และมันก็กล่าวได้ว่าพวกเขาคือศัตรูอันทรงพลัง ดังนั้นจ้าวฝูจึงเอ่ยถามเจิ้งหลี่ถึงการปรากฏตัวของชนกลุ่มน้อยในนครหลักของระบบ
ปรากฎว่าเพื่อเพิ่มจำนวนคนในสังเวียน ลอร์ดของนครแห่งการต่อสู้ได้อนุญาตให้ชนเผ่าโบราณที่ล่มสลายไปแล้ว พวกชนกลุ่มน้อย และพวกต่างเผ่าพันธุ์เข้ามาในเมืองได้
ดูเหมือนว่านโยบายของผู้ปกครองนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค ฝ่ายของผู้เล่นโดยมากแล้วจะอ่อนแอกว่าพวกชนกลุ่มน้อยและพวกต่างเผ่าพันธุ์ แต่ด้วยนครหลักของระบบที่คอยสนับสนุนฝ่ายของผู้เล่นและซื้อขายกับพวกเขา ฝ่ายของผู้เล่นจึงแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก นี่ยังรวมถึงการซื้ออุปกรณ์ที่ดี ไอเทมฟื้นฟู และไอเทมสนับสนุน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝ่ายของผู้เล่นไม่ได้มีข้อได้เปรียบนี้ในนครแห่งการต่อสู้ พวกเขาจึงอยู่ในสถานการณ์อันหมิ่นเหม่
จ้าวฝูหันความสนใจไปที่การต่อสู้ เมื่อเผชิญหน้ากับเก้อเนี่ย ชาวซฺยงหนูก็รู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจจะพรรณาออกมาได้ และเขาได้ชูดาบสั้นในมือของเขาขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่เก้อเนี่ย เก้อเนี่ยรู้ว่าคนตรงหน้าของเขาคือชาวซฺยงหนู และเขาก็ไม่ได้ออมมืออีก
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงพริบตา ชาวซฺยงหนูผู้นี้ก็ล้มลงกับพื้นและเก้อเนี่ยได้เดินออกมาจากเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง จ้าวฝูสามารถบอกได้ว่าเก้อเนี่ยพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ณ ที่แห่งนี้ ดังนั้นเขาจึงบอกให้เก้อเนี่ยอยู่ที่นี่ต่อไป หลังจากคุยกันสักพักแล้ว จ้าวฝูได้กลับไปยังเมืองต้าฉิน
วันรุ่งขึ้น สัตว์อสูรแห่งความว่างเปล่าได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกตัว ดังนั้นจ้าวฝูจึงตัดสินใจที่จะเปิดเส้นทางที่สี่ ซึ่งเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่อยู่รอบๆป่าแห่งความพรั่นพรึง ภูมิภาคทุ่งหญ้าตะวันออก