เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 146 ชุดเซ็ทแห่งโลหิต

บทที่ 146 ชุดเซ็ทแห่งโลหิต

บทที่ 146 ชุดเซ็ทแห่งโลหิต


บทที่ 146 ชุดเซ็ทแห่งโลหิต

อู๋หลิงเลือกชุดเซ็ทแห่งความว่างเปล่า ซึ่งมอบพลังแห่งความว่างเปล่าให้กับเขา พลังแห่งความว่างเปล่าสามารถลบล้างการโจมตีส่วนใหญ่และสามารถทำให้ร่างกายของเขาอันตรธานหายไปได้ ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นมือสังหารตัวอันตราย

อู๋ชิงเลือกชุดเซ็ทแห่งแสงสว่าง ซึ่งมอบทักษะธาตุแสงให้กับเขา หลายๆคนอาจจะคิดว่าทักษะธาตุแสงนั้นไม่เหมาะกับนักฆ่า แต่อันที่จริงแล้วพวกมันสามารถใช้เพื่อเบี่ยงเบนแสง สะท้อนแสง และกระจายแสงได้ ซึ่งช่วยเพิ่มทักษะในการลอบสังหารให้กับผู้ใช้ และยังสามารถใช้เพื่อรักษาได้ด้วย

เยว่จงฉางเลือกชุดเซ็ทแห่งความพรั่นพรึง ซึ่งมีมรดกประเภทจิตใจ และทักษะของมันใช้ในการสลักความกลัวเข้าสู่เป้าหมายในตอนกลางวันและสลักความพรั่งพรึงเข้าสู่เป้าหมายในยามค่ำคืน ทำให้เป้าหมายไม่สามารถหลับตาลงได้ และจะส่งผลให้เกิดความทรมานและความเจ็บปวดต่อเป้าหมายอย่างช้าๆ ทำให้มันง่ายต่อการลอบสังหารมากยิ่งขึ้น

ถัวป้าชิงที่จ้าวฝูประเมินค่าไว้สูงที่สุดได้เลือกชุดเซ็ทแห่งโลหิต ซึ่งทำให้เจ้าของได้รับพลังแห่งโลหิต มันสามารถใช้เลือดของสิ่งมีชีวิตเพื่อฟื้นฟูและสังหารได้ และตราบใดที่ยังมีเลือดเหลืออยู่ ผู้ใช้ก็แทบจะอยู่ในสถานะที่ไม่อาจสังหารได้ มันเป็นพลังที่พิเศษมากๆ

ในท้ายที่สุด จากชุดเซ็ททั้ง 12 ชุด ตอนนี้ก็เหลืออยู่เพียงแค่ชุดเซ็ทแห่งสงคราม การสังหาร และการต่อสู้เท่านั้น พวกมันล้วนทรงพลังทัดเทียมกับชุดเซ็ทแห่งโลหิต ดังนั้นมันจึงเป็นการยากที่จะหาเจ้าของที่เหมาะสมกับพวกมัน

อย่างไรก็ตาม มันก็ดีมากแล้วที่ชุดเซ็ท 9 ชุดมีเจ้าของแล้ว และถัวป้าชิงก็ได้เลือกชุดเซ็ทแห่งโลหิตอันทรงพลังไป จ้าวฝูคาดหวังในการเติบโตของเธอมาก เนื่องจากเธอคือระดับ SSS เหมือนดั่งไป่ฉีและมีศักยภาพที่โดดเด่น

ต่อจากนั้น จ้าวฝูได้นำพวกเขาทั้ง 4 คนกลับมายังเมืองต้าฉินและบอกให้พวกเขาทดลองใช้พลังใหม่ในขณะที่ยกระดับการบ่มเพาะของตัวเอง เมื่อเขามีลูกแก้วระดับ S อีก เขาก็จะมอบพวกมันให้กับอู๋ชิง อู๋หลิง และเยว่จงฉาง

หลังจากนั้นไป่ฉีก็ได้นำกลุ่มสำรวจกลับมายังเมืองต้าฉิน และรายงานเรื่องหมู่บ้านเซี่ยนเปยให้จ้าวฝูได้รับทราบ

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ จ้าวฝูก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง - ด้วยเหล่าเชลย 7,000 คน ประชากรทั้งหมดของหมู่บ้านต้าฉินจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 46,000 คน และพวกมันจะเติบโตขึ้นอย่างช้าๆจนสามารถทัดเทียมกับนครหลักได้

ในเวลาเดียวกัน ไป่ฉีได้ส่งมอบน้ำตาเซี่ยนเปยให้กับจ้าวฝู และหลังจากมองดูแล้ว จ้าวฝูก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรมากนักและได้เก็บมันไว้ภายในแหวนแห่งราชาของเขา

ทันใดนั้นเองหลี่ซือก็นำผู้อาวุโสชาวเซี่ยนเปยและสาวงามหลายคนเข้ามาในห้อง เขาทำความเคารพต่อจ้าวฝูก่อนที่จะกล่าวว่า "ฝ่าบาท คนเหล่านี้ต้องการขอพบท่าน"

จ้าวฝูพยักหน้าและมองไปที่คนเหล่านั้น

ในตอนนั้นกลุ่มคนที่เข้ามาก็ได้คุกเข่าลงและพูดด้วยภาษาที่จ้าวฝูไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพวกเขาได้ยอมจำนนต่อเขาแล้ว จ้าวฝูจึงสามารถเข้าใจได้ถึงความตั้งใจของคนพวกนี้

คำพูดของพวกเขากล่าวในทำนองว่า "ฝ่าบาทที่เคารพ พวกเราขอยอมจำนนต่อท่านและจะอยู่ภายใต้แสงอันรุ่งโรจน์ของท่านในอนาคต พวกเราอยากจะเสนอหญิงสาวที่สวยที่สุดของพวกเราเพื่อให้บริการท่าน โปรดยอมรับพวกเธอไว้ด้วย"

จ้าวฝูเข้าใจว่าชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่จะเสนอผู้หญิงที่สวยที่สุดให้แก่ผู้ที่พิชิตพวกเขาเพื่อเป็นบรรณาการ ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และทั้งวัฒนธรรมกับประเพณีล้วนต่างไปจากยุคสมัยใหม่ๆ

จ้าวฝูต้องการที่จะปฏิเสธเพราะเขาก็มีหญิงสาวคอยรับใช้อยู่หลายคนแล้ว และเขาไม่ต้องการให้มีคนมากเกินไปที่คอยบริการเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้อาวุโสเห็นจ้าวฝูลังเลและขมวดคิ้ว ใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือด - ในสายตาของพวกเขา ถ้าจ้าวฝูไม่ยอมรับ มันก็หมายความว่าชีวิตของชาวเซี่ยนเปยจะยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

หลี่ซือเข้าใจความคิดของจ้าวฝูได้ ดังนั้นเขาจึงให้คำแนะนำ "ฝ่าบาท มันเป็นการดีที่สุดที่ท่านจะยอมรับพวกเธอไว้เพื่อทำให้ชาวเซี่ยนเปยสบายใจ"

จ้าวฝูคิดเกี่ยวกับมันและพยักหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขายอมรับหญิงสาวชาวเซี่ยนเปยไว้ ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นมาและกลุ่มชาวเซี่ยนเปยก็ได้จากไปพร้อมกับหลี่ซือ

ต่อจากนั้นจ้าวฝูก็คุยกับไป่ฉีต่อ ไป่ฉีจะยังคงเป็นผู้นำกองทัพและออกสำรวจพื้นที่นอกเขตต้าฉินต่อ ในขณะที่จ้าวฝูจะไปที่นครแห่งการต่อสู้เนื่องจากร้านอาหารและพันธมิตรวาณิชได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ

กิจการร้านอาหารไปได้สวย และมันก็ดีเหมือนกับในนครแสงศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่ร้านอาหารได้เปิดตัวขึ้น หลายๆฝ่ายในหุบเขาน้อยก็เริ่มที่จะตื่นตัว และพวกเขาก็เริ่มเป็นกังวลมากยิ่งขึ้นเพราะร้านอาหารที่ว่าถูกเปิดโดยฝ่ายที่ไม่เป็นที่รู้จัก พวกเขาส่งคนไปหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหาร แต่พวกเขาก็ไม่พบอะไรเลย

ผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกอิจฉาต่อความสำเร็จของร้านอาหารเป็นอย่างมาก แต่เพราะสถานะของพวกเขาที่ไม่สูงพอ พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่เฝ้าดูเท่านั้น ในไม่ช้า เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็คงจะสามารถยกระดับสถานะขึ้นเป็นบารอนได้เหมือนกัน

ในไม่ช้า ประโยชน์จากการเป็นบารอนของจ้าวฝูก็จะหมดไป เนื่องจากอีกไม่นานคนส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นบารอน อย่างไรก็ตาม การที่สามารถเปิดเส้นทางไปยังภูมิภาคอื่นได้ทุกๆสามวันก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และจ้าวฝูก็เป็นคนเดียวในตอนนี้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้

นอกจากนี้ ในแง่ของธุรกิจ สิ่งที่ทำให้เขาได้เปรียบไม่ได้ร้านอาหารแต่เป็นพันธมิตรวาณิช

เมื่อไม่นานมานี้ หลายๆคนได้เห็นของใหม่ๆที่น่าสนใจวางขายอยู่บนท้องถนน พวกมันเป็นของที่ภูมิภาคนั้นๆไม่มี ซึ่งไม่ได้ดึงดูดเฉพาะชาวเมืองเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้เล่นด้วย

ในตอนนี้พันธมิตรวาณิชได้เริ่มสร้างกำไรจำนวนมหาศาลโดยการซื้อและขายสินค้า

ยกตัวอย่างเช่นจ้าวฝูได้ขายผลไม้พงไพรทมิฬของเขาที่หุบเขาน้อย และหลายๆคนก็รู้สึกสนใจมากจนต้องเข้ามาถามว่า "เถ้าแก่ นี่มันผลไม้อะไรกัน? รสชาติมันเป็นยังไง?"

คนที่รับผิดชอบในการขายผลไม้พงไพรทมิฬได้ตอบไปว่า "นี่เป็นผลไม้พงไพรทมิฬจากป่าแห่งความพรั่งพรึง เจ้าไม่สามารถหามันได้จากที่ไหนในหุบเขาน้อย"

เพียงแค่ความหายากของผลไม้ชนิดนี้ก็ทำให้หลายๆคนซื้อมันไปแล้ว พวกเขารู้ว่าป่าแห่งความพรั่นพรึงอยู่ในภูมิภาคขึ้นเคียง และมันก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นของจากอีกภูมิภาคหนึ่ง หรือว่าจะมีคนผ่านเขตแดนมาได้แล้ว? ทุกๆคนต่างพากันประหลาดใจ

ผู้รับผิดชอบในการขายผลไม้หัวเราะและกล่าวว่าเขาเป็นเพียงคนรับผิดชอบในการขายผลไม้เท่านั้นและไม่รู้อะไรอีก เพราะเขาไม่รู้ คนอื่นๆจึงไม่ถามต่อ พวกเขามองไปที่ผลไม้พงไพรทมิฬและถามว่า "เถ้าแก่ พวกมันราคาเท่าไร? ข้าอยากลองสักสองลูก"

คนขายหยิบผลไม้พงไพรทมิฬขึ้นมาสองลูกและยื่นมันให้กับคนพูด พร้อมกับกล่าวว่า "ลูกละสองเหรียญทองแดง เนื่องจากมันเป็นวันแรกของพวกเรา ข้าจะลดให้เหลือสามเหรียญทองแดง"

"อะไรนะ?"

ทุกคนตกใจมาก เพราะความหายากของผลไม้ชนิดนี้ พวกเขาจึงคิดว่าพวกมันต้องมีราคาแพงมาก อย่างไรก็ตาม มันมีราคาเพียงแค่ลูกละสองเหรียญทองแดงเท่านั้น ทั้งที่พวกเขาต่างคิดว่าอย่างน้อยมันต้องมีราคาลูกละสิบเหรียญทองแดง

จ้าวฝูไม่ได้คิดราคาที่สูงสำหรับของธรรมดาๆ กลับกัน เขาตัดสินใจที่จะเอากำไรเล็กๆน้อยๆแต่ขายในจำนวนที่มากแทน เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ในป่าแห่งความพรั่นพรึง เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าของจะหมด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเอากำไรจากการขายเป็นจำนวนมาก

ในป่าแห่งความพรั่งพรึง พวกเขาสามารถซื้อผลไม้พงไพรทมิฬสามลูกได้ในราคาหนึ่งเหรียญทองแดง ดังนั้นการขายพวกมันในราคาลูกละสองเหรียญทองแดงที่หุบเขาน้อยก็ทำกำไรได้หลายเท่าแล้ว


The Lord's Empire - นิยายแปล

จบบทที่ บทที่ 146 ชุดเซ็ทแห่งโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว