- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสูบอายุขัยด้วยระบบหนึ่งระบบ
- บทที่ 16 - ฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ : ปราณกระบี่อสนีบาต!
บทที่ 16 - ฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ : ปราณกระบี่อสนีบาต!
บทที่ 16 - ฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ : ปราณกระบี่อสนีบาต!
บทที่ 16 - ฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ : ปราณกระบี่อสนีบาต!
[ระบบ: คุณสังหารปีศาจจิ้งจอก ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์]
[อายุขัยรวม 550 ปี, อายุขัยที่เหลืออยู่ 460 ปี]
[คุณได้รับอายุขัย 460 ปี!]
[อายุขัยคงเหลือของคุณ: 641 ปี!]
...
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ตู้เทียนเล่อได้ลงมือฆ่ามนุษย์
ผู้หญิงคนนั้นก็มีระดับการฝึกฝนขั้นรวบรวมปราณเช่นกัน
ทว่าระบบกลับไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถแย่งชิงอายุขัยจากผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นมนุษย์ได้จริงๆ...
หลังจากยืนชื่นชมความงดงามของทิวทัศน์อยู่ครู่หนึ่ง
พร้อมกับได้เรียนรู้เรื่องราวความรักที่ทำเอาตรรกะพังพินาศไปหนึ่งบทเรียน
แถมยังเก็บเกี่ยวอายุขัยมาได้อีกห้าร้อยกว่าปี
การมาเยือนภูเขาอวี้ซานครั้งนี้ ถือว่าไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ!
ฟินสุดๆ ไปเลย
อ้อ จริงสิ
ยังมีของวิเศษอีกสองสามชิ้นที่ยังไม่ได้ตรวจดูนี่นา
ชิ้นแรกคือกระจกโบราณสำริด มันสามารถยิงแสงสะกดข่มออกมาได้สามสายต่อวัน
ความสามารถของมันคือการตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างศัตรูและของวิเศษ
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขายังใช้งานมันไม่ได้
จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาบูชาหลอมรวม เพื่อลบตราประทับจิตสำนึกของปีศาจจิ้งจอกออกไปเสียก่อน
ต้องทำพิธีหลอมรวมมันใหม่ทั้งหมด จึงจะนำมาใช้งานได้
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้เขายังไม่มีเคล็ดวิชาที่ว่านั่นเลย
ส่วนของอีกชิ้นคือแหวนวงหนึ่ง
หลังจากใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูก็พบว่า มันคือแหวนเฉียนคุน หรือแหวนมิติในตำนานนั่นเอง
แต่ทว่าบนตัวแหวนกลับมีค่ายกลมิติปิดผนึกเอาไว้ถึงสามชั้น ทำให้เปิดไม่ออก
ค่ายกลมิติพวกนี้ก็เปรียบเสมือนรหัสผ่าน
หากเจ้าของไม่ได้เป็นคนบอกวิธีแก้ผนึกให้
ก็ทำได้เพียงใช้เวลาและความอดทนค่อยๆ กะเทาะทำลายมันไปทีละนิด
ซึ่งนั่นต้องเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์มหาศาล
และหากฝืนใช้กำลังทำลายค่ายกลสุ่มสี่สุ่มห้า มิติที่อยู่ภายในแหวนก็จะพังทลายลงมา
สิ่งของทั้งหมดที่อยู่ข้างในก็จะสูญสลายไปในกระแสมิติที่ปั่นป่วนทันที
แต่เรื่องแค่นี้ไม่เป็นปัญหา ตู้เทียนเล่อมีวิธีจัดการ
เขาสวมแหวนเฉียนคุนลงบนข้อมือซ้าย
ทันใดนั้น เถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียนก็ยื่นหนวดเส้นเล็กๆ ออกมามากมาย และรัดพันรอบตัวแหวนเอาไว้
แสงสว่างวาบขึ้นมาคราหนึ่ง
ค่ายกลมิติที่ปิดผนึกอยู่ทั้งสามชั้น ก็ถูกกัดกร่อนจนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นี่คือหนึ่งในคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของเถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียน
แค่มีของเล่นชิ้นนี้ ต่อให้เป็นค่ายกลมิติแบบไหนก็ไม่อาจขวางทางรวยของเขาได้อีกต่อไป
ตู้เทียนเล่อหยิบแหวนขึ้นมาสวมที่นิ้วด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
แต่พอส่งสัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจภายใน เขาก็ถึงกับยืนอึ้ง
พื้นที่ข้างในมีขนาดประมาณห้องห้องหนึ่ง ทว่ากลับเต็มไปด้วยของใช้จุกจิกของผู้หญิงทั้งนั้น
มีทั้งดอกไม้สด เสื้อผ้าสตรี ของกิน ของเล่น
มีแต่ขยะปัญญาอ่อนวางระเกะระกะไปหมด
พอคุ้ยดูดีๆ ถึงได้เจอหินวิญญาณอยู่ราวๆ สามร้อยกว่าก้อน กับพู่กันขนหางจิ้งจอกอีกหนึ่งด้ามที่ดูพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
ตู้เทียนเล่อโกรธจนสบถด่าความผลาญสมบัติของพวกมันอยู่ในใจ
เขาเก็บของที่มีประโยชน์สองอย่างนั้นไว้ แล้วโยนขยะที่เหลือออกมาข้างนอก ก่อนจะจุดไฟเผาทิ้งจนเหี้ยน
นอกจากนี้ยังมีปิ่นปักผมโบราณที่สามารถกลายร่างเป็นงูยักษ์ได้อีกชิ้น
แต่ของสิ่งนั้นสูญเสียพลังวิเศษไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก
เขาจัดการยัดสิ่งของติดตัวทั้งหมด รวมถึงหัวของปีศาจจิ้งจอกเข้าไปในแหวนมิติ
หลังจากยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ชักกระบี่เหล็กเย็นออกมาสะพายไว้บนหลังตามเดิม
แหวนมิตินี้สะดุดตาเกินไป ต้องระวังอย่าให้พวกตาดีมาเห็นเข้า
เมื่อจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็มองไปรอบๆ และรู้สึกว่ายังมีบางอย่างขาดหายไป
ตู้เทียนเล่อหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะบังคับกระบี่ให้บินออกจากฝัก
แล้วตวัดปลายกระบี่ สลักตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังและพลิ้วไหวราวกับมังกรบิน ลงบนหน้าผาหินสองบรรทัด
'เซียนกระบี่สามเชียะ มาเยือน ณ ที่แห่งนี้!'
ฮ่าฮ่า แบบนี้สิถึงจะถูกสูตร
มาเที่ยวทั้งที จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เป็นที่ระลึกหน่อยได้ยังไง?
จากนั้นเขาก็ผสานร่างเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นประกายแสงสีฟ้าอ่อนสายหนึ่ง
มุ่งหน้ากลับไปทางทิศใต้
...
กว่าจะกลับมาถึงตลาดนัดผู้ฝึกตน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ตู้เทียนเล่อเลือกโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อนเอาแรง
สิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมของโรงเตี๊ยมในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นถือว่าดูดีมากทีเดียว
ข้อเสียอย่างเดียวคือขาดสิ่งบันเทิงเริงใจไปสักหน่อย
อย่างเช่นพวกบริการนวดฝ่าเท้าอะไรเทือกนั้น...
เช้าวันรุ่งขึ้น ตู้เทียนเล่อก็รีบออกจากห้องเพื่อไปหานักพรตเฒ่าสิง
ที่นี่อยู่ห่างจากสำนักฉีอวิ๋นไม่ไกลนัก
เพื่อป้องกันไม่ให้บังเอิญไปเจอศิษย์ร่วมสำนักเข้า
เขาจึงตั้งใจสวมผ้าปิดหน้าเอาไว้
ในมือก็หิ้วหัวที่ถูกตัดขาดมาด้วย
ดูไปดูมาก็มีมาดของจอมยุทธผู้ปิดบังโฉมหน้าอยู่ไม่น้อย
พอเดินมาถึงแผงหมายเลข 366 นักพรตเฒ่าสิงก็ยังคงนั่งขายของอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
ตู้เทียนเล่อไม่พูดพร่ำทำเพลง
เขาโยนหัวของปีศาจจิ้งจอกไปกองไว้ตรงหน้าแผงลอยของอีกฝ่ายทันที
"ของที่เจ้าต้องการ ข้าเอามาให้แล้ว"
"แล้วของของข้าล่ะ?"
นักพรตเฒ่าสิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น สองมือรีบคว้าหัวที่กลิ้งมาหาอย่างลุกลี้ลุกลน
เขามองซ้ายมองขวา ลูบๆ คลำๆ ตรวจสอบดูอย่างละเอียด
ในที่สุดเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง น้ำหูน้ำตาไหลอาบแก้มไปหมด
พ่อค้าแม่ค้าแผงข้างๆ ต่างพากันหันมามองด้วยความสนใจ
หลายคนรู้เรื่องข้อเรียกร้องของนักพรตเฒ่าสิงดี
และพวกเขายิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของปีศาจจิ้งจอกตนนั้นดีกว่าใคร
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จะมีคนสามารถฆ่าปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นได้จริงๆ
สายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องมาที่ตู้เทียนเล่อด้วยความหวาดหวั่นและยำเกรง
นักพรตเฒ่าสิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก
"ขอบคุณสหายเต๋ามากที่ช่วยสังหารปีศาจจิ้งจอกตนนี้"
"ไม่อย่างนั้น หากตาเฒ่าอย่างข้าตายไปก็คงตาไม่หลับแน่!"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ไม่ทราบว่าสหายเต๋า... บังเอิญพบเห็นหลานสาวของข้าบ้างหรือไม่?"
ตู้เทียนเล่อชะงักไปชั่วขณะ
เขาไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี
จะให้บอกความจริงไปหรือไง ว่าหลานสาวของตากำลังรักกันปานจะกลืนกินกับปีศาจจิ้งจอก?
แถมยังประกาศลั่นว่าถึงตายก็จะขอตายตามกันไป?
แล้วข้าก็เลยใจดี ตวัดกระบี่ฟันคอขาดกระเด็นไปพร้อมกันแล้ว?
เอ่อ... นักพรตเฒ่าสิงก็น่าสงสารมากพออยู่แล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ
เขาจึงปั้นเสียงเย็นชาและตอบกลับไปว่า
"ข้อตกลงของเราคือเอาหัวปีศาจจิ้งจอกมาแลกของ"
"ตอนนั้นเจ้าไม่ได้พูดเรื่องหลานสาวอะไรนี่เลยสักคำ!"
"หรือว่าเจ้าคิดจะกลับคำ?"
นักพรตเฒ่าสิงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ขอบคุณสหายเต๋ายังไม่ทัน ข้าจะกล้ากลับคำได้อย่างไร!"
"ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องแจ้งให้สหายเต๋าทราบล่วงหน้า"
"เคล็ดกระบี่อสนีบาตนี้เป็นสุดยอดวิชาประจำสำนัก อานุภาพร้ายกาจนัก"
"ทว่าการฝึกฝนนั้นยากลำบากแสนเข็ญ"
"ขอสหายเต๋าโปรดระมัดระวังให้มากในยามฝึกฝน"
ตู้เทียนเล่อพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเห็นดังนั้น นักพรตเฒ่าสิงจึงวางหัวจิ้งจอกในมือลง
เขาหยิบของสองสิ่งขึ้นมา แล้วประคองส่งให้อย่างนอบน้อม
เมื่อเห็นว่าฝูงชนเริ่มมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ
ตู้เทียนเล่อก็รับของมา แล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที
เขายังไม่รีบกลับโรงเตี๊ยม แต่เดินเตร็ดเตร่ดูของในตลาดนัดต่ออีกสักพัก
และถือโอกาสใช้หินวิญญาณสามร้อยก้อน ซื้อตำรา 'เคล็ดวิชาบูชาหลอมรวม' มาด้วย
จากนั้นจึงค่อยเดินกลับไปที่ห้องพัก
...
ตู้เทียนเล่อนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง
เขาหยิบตำรา 'เคล็ดวิชาบูชาหลอมรวม' ออกมาดูก่อนเป็นอันดับแรก
วิชานี้จัดอยู่ในหมวดหมู่เวทมนตร์ทั่วไป ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือพลิกแพลงได้มากนัก
เขาจ่ายอายุขัยไปเพียงสิบปี ก็สามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้มันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
จากนั้นก็นำกระจกโบราณสำริดมาทดลองเป็นชิ้นแรก
ด้วยพลังปราณแท้ที่อัดแน่นและลึกล้ำของเขา
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็ทำการหลอมรวมและประทับจิตสำนึกใส่กระจกโบราณได้สำเร็จ
จากนี้ไป เขาก็มีไพ่ตายในการรับมือศัตรูเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว
ชิ้นต่อไปก็คือกระบี่แยกแสงหุ้มทอง
หลังจากผ่านขั้นตอนการบูชาหลอมรวมเช่นเดียวกัน
เขาก็สามารถควบคุมมันให้พุ่งทะยานไปมาได้อย่างอิสระดั่งใจนึก
สมกับที่เป็นกระบี่บินระดับอาวุธเวท
มันแข็งแกร่งและทรงพลังกว่ากระบี่เหล็กเย็นไม่รู้ตั้งกี่เท่า
ในที่สุดกระบี่เหล็กเย็นของเขาก็ได้เวลาปลดระวางเสียที
ยิ่งมองตู้เทียนเล่อก็ยิ่งรู้สึกถูกใจ
ลำดับต่อไปก็คือเคล็ดวิชากระบี่
เขานำแผ่นหยกมาทาบไว้ที่หน้าผาก ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมาทันที
[ระบบ: ต้องการใช้อายุขัย 2 ปี เพื่อบันทึกเคล็ดวิชาหรือไม่?]
สมกับที่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชากระบี่ แค่ขั้นตอบการบันทึกก็กินอายุขัยไปตั้ง 2 ปีแล้ว
ตกลง!
[คุณใช้อายุขัย 2 ปี บันทึก 'เคล็ดกระบี่อสนีบาต' สำเร็จ!]
[เริ่มทำการจำลองการฝึกฝน!]
[ปีที่ 1: แม้ว่าคุณจะมีพื้นฐานวิชากระบี่ที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'เคล็ดกระบี่อสนีบาต' คุณกลับไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของมันได้เลย]
[ปีที่ 3: คุณยังคงมุ่งมั่นศึกษาต่อไป แต่ก็ยังคงคว้าน้ำเหลว]
[ปีที่ 5: ในขณะที่คุณกำลังจะถอดใจ คุณก็บังเอิญมองเห็นสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้า ความคิดบ้าๆ บางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว]
[คุณเริ่มพยายามชักนำสายฟ้าจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยกระตุ้นในการฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่]
[ปีที่ 10: หลังจากถูกฟ้าผ่าใส่ร่างไปถึง 999 ครั้ง ในที่สุดคุณก็ค้นพบและบรรลุวิถีแห่งการฝึกฝน 'เคล็ดกระบี่อสนีบาต' ได้สำเร็จ!]
['เคล็ดกระบี่อสนีบาต' บรรลุขั้นเริ่มต้น!]
[คุณไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน ฝึกฝนเคล็ดกระบี่ต่อไปอย่างบ้าคลั่ง]
...
[ปีที่ 30: คุณหมกมุ่นอยู่กับการขัดเกลาเพลงกระบี่ทั้งวันทั้งคืน จนลืมกินลืมนอน]
['เคล็ดกระบี่อสนีบาต' บรรลุขั้นสำเร็จขนาดย่อม!]
...
[ปีที่ 70: คุณต้องทนรับการถูกฟ้าผ่าสามวันดีสี่วันไข้ คุณกัดฟันทนความเจ็บปวดและฝึกฝนเพลงกระบี่ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ]
['เคล็ดกระบี่อสนีบาต' บรรลุขั้นสำเร็จบริบูรณ์!]
...
[ปีที่ 120: การถูกฟ้าผ่ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคุณไปเสียแล้ว คุณไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานกับมันอีกต่อไป]
[พลังของเคล็ดกระบี่ก็พัฒนาและก้าวหน้าขึ้นทีละน้อยโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว]
['เคล็ดกระบี่อสนีบาต' บรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ!]
[ผ่านการถูกฟ้าผ่ามากว่าร้อยปี ดูเหมือนคุณจะเริ่มตระหนักรู้ถึงอะไรบางอย่าง และมองเห็นเส้นทางที่จะยกระดับเคล็ดกระบี่ให้ทะลุขีดจำกัดไปได้อีกขั้น]
[คุณตัดสินใจที่จะปล่อยให้ฟ้าผ่าใส่ร่างต่อไป และถือโอกาสฝึกกระบี่ไปด้วยในตัว]
...
[ปีที่ 200: ทันทีที่สายฟ้าฟาดลงมาเป็นครั้งที่ 9,999]
[คุณแหงนหน้าหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง กระบี่ตวัดออกจากฝัก ปราณกระบี่ที่หนักแน่นและทรงพลังก็พุ่งทะยานออกไป พร้อมกับเงากระบี่นับไม่ถ้วนที่แฝงมาด้วย]
[มันพุ่งทะลวงและฉีกกระชากเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าจนแตกกระจาย]
['เคล็ดกระบี่อสนีบาต' บรรลุขั้นเหนือล้ำทะลุปรุโปร่ง!]
[ความเข้าใจในวิถีแห่งกระบี่ของคุณเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด!]
[พลังโจมตีของกระบี่บินของคุณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!]
[จำนวนปราณกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมาจาก 'เคล็ดกระบี่อสนีบาต' เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!]
[คุณบรรลุฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่ — ปราณกระบี่อสนีบาต!]
ปราณกระบี่อสนีบาต: ความเร็วของกระบี่บินของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คุณสามารถควบคุมให้กระบี่บินส่งเสียงคำรามราวกับอสนีบาตเพื่อข่มขวัญศัตรู หรือจะควบคุมให้มันเงียบกริบไร้สรรพเสียง เพื่อลอบสังหารเป้าหมายอย่างไร้ร่องรอยก็ย่อมได้!
...
(จบแล้ว)