เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - ตลาดนัดผู้ฝึกตน

บทที่ 12 - ตลาดนัดผู้ฝึกตน

บทที่ 12 - ตลาดนัดผู้ฝึกตน


บทที่ 12 - ตลาดนัดผู้ฝึกตน

บ้าอะไรเนี่ย? แกสูบเลือดสูบพลังปราณแท้ข้าไปก็แล้วไปเถอะ

นี่แกยังมาสูบอายุขัยไปอีกเรอะ?

แกโลภมากขนาดนี้ พ่อแม่แกรู้เรื่องไหมเนี่ย?

ตู้เทียนเล่อเพิ่งจะคิดงัดเถาวัลย์กลืนวิญญาณออกด้วยความรุนแรง

แต่จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงปล่อยให้มันดูดอายุขัยต่อไป

[เถาวัลย์กลืนวิญญาณดูดกลืนอายุขัยของท่านไป 1 ปี]

[เถาวัลย์กลืนวิญญาณ……]

……

หน้าต่างระบบแจ้งเตือนรัวๆ ไม่หยุด

ผ่านไปพักใหญ่ กว่ามันจะยอมหยุดลง

สรุปแล้วมันสูบอายุขัยเขาไปทั้งหมดแปดสิบปี

เหลืออายุขัยทิ้งไว้ให้เขาแค่ยี่สิบหกปีเท่านั้น

ในตอนนั้นเอง ก็มีจิตสำนึกอันเลือนรางสายหนึ่ง

คล้ายกับจิตสำนึกของเด็กน้อย พุ่งพรวดเข้ามาในหัวของตู้เทียนเล่อ

ตู้เทียนเล่อชะงักไป เขาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า...

เถาวัลย์กลืนวิญญาณนี่ มันมีชีวิตนี่หว่า

เขาเข้าใจมาตลอดว่าไอ้ของพรรค์นี้มันคือของวิเศษที่ถูกหลอมขึ้นมาซะอีก

จากนั้นก็มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งถูกส่งตามมา

ตู้เทียนเล่อลองเปิดดูข้อมูลเหล่านั้น แล้วในใจก็พลันสว่างวาบ

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ไอ้ของชิ้นนี้ไม่ใช่เถาวัลย์กลืนวิญญาณธรรมดาๆ

แต่มันคือเครือญาติห่างๆ หรือสายพันธุ์กลายพันธุ์ของมัน... เถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียน!

เมื่อเทียบกับเถาวัลย์กลืนวิญญาณทั่วไปแล้ว

เถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียนนั้นหายากและลึกลับซับซ้อนกว่ามาก

การดูดซับเก็บกักพลังปราณแท้ และการปกปิดพลังตบะนั้น เป็นเพียงแค่สองในหลายๆ ความสามารถอันอัศจรรย์ของมันเท่านั้น

ประโยชน์ที่แท้จริงของมันก็คือ...

ช่างเถอะ ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงดีกว่า

ถึงยังไงตอนนี้ก็ยังเอาไปใช้งานไม่ได้อยู่ดี

เมื่อกินอิ่มนอนหลับสบาย เถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียนก็เข้าสู่สภาวะหลับใหล

ตู้เทียนเล่อใช้วิธีที่เพิ่งได้รับมา ปรับแต่งกลิ่นอายของตัวเองนิดหน่อย

เขาปกปิดพลังของตัวเอง ให้ดูเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกปราณขั้นสามขั้นสี่

แบบนี้ ขอเพียงแค่อีกฝ่ายไม่มีระดับพลังสูงกว่าเขามากจนเกินไป

ก็จะไม่มีใครสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงของเขา

ถือเป็นอาวุธลับชั้นยอดในการปกปิดตัวตนและลอบโจมตีเลยทีเดียว

……

ของอีกชิ้นหนึ่งก็คือไม้เท้าที่อยู่ในมือของตาเฒ่าเทพอารักษ์

หลังจากที่ตาเฒ่าแหลกสลายเป็นเถ้าธุลี ของชิ้นนี้ก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา

มันคือท่อนไม้ขนาดยาวสามฉื่อสามชุ่นสามหลี ที่มีเนื้อไม้เนียนละเอียดดุจหยก และเปล่งประกายเรืองรองออกมาจางๆ

ร่างต้นของตาเฒ่าเทพอารักษ์คือต้นแปะก๊วย

เพราะได้รับการกราบไหว้บูชาจากผู้คนมาอย่างยาวนาน จึงเปิดสติปัญญาขึ้นมาได้

และก้าวเข้าสู่วิถีแห่งศรัทธา

นี่น่าจะเป็นร่างต้นของมัน หรือไม่ก็แก่นแท้ของต้นไม้ที่หลงเหลืออยู่หลังจากร่างต้นถูกทำลาย

เมื่อพิจารณาจากการที่มันสามารถอยู่ร่วมกับเถาวัลย์กลืนวิญญาณเสวียนเทียนได้

ก็คาดเดาได้ว่ามันคงจะเป็นของวิเศษที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร

เก็บมันไว้ก่อนก็แล้วกัน

เก็บกวาดข้าวของเสร็จสรรพ

เขาก็สะบัดมือร่าย 'เคล็ดวิชาเพลิงอัคคี' ออกไป

หลังจากรากปราณเบญจธาตุถูกยกระดับขึ้น เปลวไฟสีเหลืองอ่อนที่มีอุณหภูมิราวๆ หนึ่งพันองศา

ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม และอุณหภูมิก็พุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณพันห้าร้อยองศา

เพียงไม่นาน ร่องรอยทุกอย่างภายในถ้ำก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี

ตู้เทียนเล่อถึงได้เดินออกไป

ทว่าเขาไม่ได้คิดที่จะกลับไปที่สำนักฉีอวิ๋นหรอกนะ

มุ่งหน้าไปทางตะวันออกประมาณแปดร้อยลี้ จะมีตลาดนัดผู้ฝึกตนแห่งหนึ่งตั้งอยู่

ตู้เทียนเล่อเตรียมจะไปลองเสี่ยงดวงดูสักหน่อย

เผื่อจะหาเคล็ดวิชาหรือของวิเศษที่เหมาะมือมาใช้ได้บ้าง

ไม่มีหินวิญญาณงั้นหรือ? ไม่เป็นไรหรอก

เขามีพลังปราณแท้อันมหาศาลขนาดนั้น

แถมยังมีเพลงกระบี่อันคมกริบอีก

บวกกับร่างกายอันแข็งแกร่งทนทาน

แม้กระทั่งของหายากอย่าง 'ฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์' เขายังมีถึงสองอย่างเลย

ถ้าเจอของที่ถูกใจ

แค่เอ่ยปากว่า 'ของชิ้นนี้มีวาสนาต่อข้า'

แค่นี้ก็คงไม่น่าเกลียดเกินไปใช่ไหมล่ะ?

……

ตลอดการเดินทางไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

สองชั่วยามต่อมา

ตู้เทียนเล่อก็ร่อนกระบี่ลงใกล้ๆ กับตลาดนัดผู้ฝึกตน

ร่างของเขากะพริบวูบหนึ่ง คนและกระบี่ก็แยกออกจากกัน

ใช่แล้ว เขาขี่กระบี่เหาะมานั่นแหละ

มันรวดเร็วกว่าการวิ่งด้วยสองขาตั้งเยอะ

สองชั่วยาม หรือสี่ชั่วโมง เขาบินมาได้ไกลถึงแปดร้อยกว่าลี้

ถ้านับรวมตอนที่เพิ่งเริ่มขี่กระบี่ครั้งแรก แล้วหลงทิศจนบินเลยไปอีกร้อยกว่าลี้ด้วยล่ะก็...

ความเร็วก็ตกอยู่ที่ประมาณร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

กำลังดี ไม่เกินกำหนดความเร็ว...

แต่อย่าได้ดูถูกความเร็วระดับนี้นะ

การควบคุมกระบี่มีอยู่สองวิธี

วิธีปกติก็คือขยายขนาดกระบี่บินให้ใหญ่ขึ้น แล้วคนก็ไปยืนเหยียบอยู่บนนั้นเพื่อบิน

แต่กระบี่ยาวเหล็กเหมันต์ของตู้เทียนเล่อไม่ใช่ของวิเศษ

มันจึงไม่สามารถขยายขนาดได้

ดังนั้นวิธีนี้เขาจึงใช้ไม่ได้

ส่วนอีกวิธีก็คือวิธีที่เขาเพิ่งใช้ไป

ผสานคนและกระบี่เป็นหนึ่ง ใช้ร่างกายหลอมรวมกับกระบี่เพื่อโบยบิน

นี่ถือเป็นทักษะขั้นสูงเลยนะ

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างที่ไม่มีฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์นี้ ย่อมไม่อาจใช้ได้

ข้อดีก็คือเร็วและพลิกแพลงได้คล่องแคล่ว

ส่วนข้อเสียก็คือผลาญพลังเวทเยอะ

แต่พลังปราณแท้ของเขามีมหาศาลมาก

ถ้าแค่บินอย่างเดียว เขาก็ยังพอรับไหว

ข้อเสียอีกอย่างก็คือมันเตะตาเกินไป

หางแสงที่ลากยาวออกมาจากแสงกระบี่ มันสะดุดตาเกินไปจริงๆ

ตู้เทียนเล่อฝึกฝนพลังเวทเบญจธาตุ

หากเขาใช้พลังปราณแท้ธาตุไฟขับเคลื่อนแสงกระบี่

แสงกระบี่ที่ลากผ่านท้องฟ้าก็จะเป็นสีแดงเพลิง

หากใช้พลังปราณแท้ธาตุทอง แสงกระบี่ก็จะเป็นสีเหลืองทอง

……

ถ้าใช้พลังปราณแท้เบญจธาตุผสมปนเปกัน ท้องฟ้าก็จะสว่างวาบไปด้วยแสงสีรุ้ง

พร้อมกับลากหางแสงยาวเหยียดพาดผ่านนภา

นั่นมันไม่ใช่แค่สะดุดตาธรรมดาๆ แล้ว

แต่มันโคตรจะสะดุดตาเลยล่ะ

ตู้เทียนเล่อกลัวโดนรุมกระทืบ

เขาจึงทำได้เพียงเปลี่ยนไปใช้พลังปราณแท้ธาตุน้ำขับเคลื่อน

แสงกระบี่สีฟ้าอ่อนดูนุ่มนวลขึ้นมาหน่อย

เมื่อมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีครามและหมู่เมฆสีขาว มันก็ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาจนเกินไปนัก

ส่วนทำไมถึงไม่ใช้พลังปราณแท้ธาตุไม้ล่ะ?

อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าแสงกระบี่มันจะสะดุดตาหรือไม่

เอาแค่สีของมันก็พอ

บินผ่านไปทางไหน ก็เขียวไปทางนั้น

มันดูแปลกๆ พิลึก

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ

บินไปทางไหน ก็ทำให้คนอื่นสวมหมวกเขียว (ถูกสวมเขา) ไปทางนั้น

มันไม่เป็นมงคลเอาซะเลย

……

แน่นอนว่า ความเร็วร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มันไม่ได้เร็วอะไรมากมายหรอก

แต่นี่เพิ่งจะเป็นความเร็วในการบินของระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเท่านั้นเองนะ

รอให้บรรลุระดับแก่นทองคำ ระดับวิญญาณก่อกำเนิด หรือระดับที่สูงกว่านี้ก่อนเถอะ

การพริบตาเดียวข้ามผ่านพันลี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

……

ตลาดนัดแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก

ส่วนใหญ่จะเป็นศิษย์ระดับล่างจากสำนักในละแวกนี้ หรือไม่ก็ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ไม่มีสังกัด

มีเพียงกฎข้อบังคับพื้นฐานไม่กี่ข้อ จึงถือว่ามีอิสระพอสมควร

ดังนั้นที่นี่จึงคึกคักและมีคนพลุกพล่านมาก

สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอย

ของแปลกๆ ประหลาดๆ หลากหลายชนิดทำให้ตู้เทียนเล่อมองจนตาลายไปหมด

ราวกับว่าได้กลับไปเดินตลาดนัดกลางคืนในชาติก่อนยังไงยังงั้น

ถ้าไม่ออกมาดูโลกภายนอก ก็คงไม่รู้เลยว่า มีผู้บำเพ็ญเพียรเยอะแยะมากมายขนาดนี้เชียว

แน่นอนว่า ของในที่แห่งนี้ก็เหมือนกับของในตลาดนัดนั่นแหละ

มีทั้งของจริงของปลอม ปะปนกันไปหมด

พูดโดยไม่เกินจริงเลยนะ ร้อยทั้งแปดเก้าล้วนเป็นของปลอม หรือไม่ก็เป็นของที่มีตำหนิร้ายแรงทั้งนั้น

ถ้าไม่ระวังให้ดีก็มีสิทธิ์โดนหลอกเอาได้ง่ายๆ

ตู้เทียนเล่อเดินดูอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่เจอของที่ถูกใจสักกี่ชิ้น

นานๆ จะเจอของที่อยากได้สักที ก็ดันมาเจอแม่ค้าพ่อค้าโก่งราคาซะจนอารมณ์เสีย

อย่างเช่นตานี่เป็นต้น

"เจ้าว่าเท่าไหร่นะ?"

ตู้เทียนเล่อแกว่งแผ่นหยกเคล็ดวิชาในมือพลางถามด้วยความตกใจ

พ่อค้าแผงลอยยิ้มตาหยีแล้วตอบว่า: "ราคากันเอง หินวิญญาณระดับล่างสามร้อยก้อนขอรับ"

ถึงแม้ตู้เทียนเล่อจะเป็นแค่มือใหม่ในวงการบำเพ็ญเพียร แต่เขาก็ไม่ได้โง่นะ

"แผ่นหยก 'เคล็ดวิชาหลอมศาสตราพื้นฐาน' แค่อันเดียว เจ้ากล้าเรียกตั้งสามร้อยหินวิญญาณเชียวเรอะ?"

"เจ้าอยากได้เงินจนตัวสั่นแล้วหรือไง!"

มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าพ่อค้าคนนี้เป็นพวกพ่อค้าคนกลางที่มาตั้งแผงขายของเป็นประจำ

เขาไม่โกรธเลยสักนิด ยังคงยิ้มแย้มแล้วตอบว่า: "สหายเต๋า ขอบอกเลยนะว่าวิชาหลอมศาสตราของข้าเนี่ย มันหลุดรอดมาจากสำนักระดับมหาอำนาจอย่างสำนักปู่เทียนเชียวนะ"

"แถมยังเป็นแผ่นหยก ไม่ใช่สมุดบันทึกแบบตำราทั่วไปด้วย"

"แค่เอาไปแปะไว้ที่หน้าผาก รับรองว่าทำเป็นในทันที!"

"สามร้อยหินวิญญาณระดับล่าง ถือว่าถูกมากแล้วนะ"

ตู้เทียนเล่อแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

"ทำไมเจ้าไม่บอกไปเลยล่ะ ว่ามันเป็นของตกทอดมาจากสวรรค์น่ะ?"

"แล้วอีกอย่าง เจ้าเห็นข้าเป็นไก่อ่อนหรือไง?"

"แผ่นหยกนี่ถึงจะใช้ดีก็จริง แต่มันใช้ได้แค่ครั้งเดียวนะ"

"เคล็ดวิชาที่บันทึกอยู่ข้างใน พอใช้แล้วก็จะสลายหายไป"

"แม้แต่โอกาสให้ทบทวนซ้ำยังไม่มีเลย"

"แล้วมันกลายเป็นข้อดีไปได้ยังไงกัน?"

พ่อค้าแผงลอยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเจื่อนๆ: "สหายเต๋า การได้พบกันถือเป็นวาสนา"

"เจ้าลองเสนอราคามาหน่อยสิ"

ตู้เทียนเล่อชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

พ่อค้าหัวเราะ: "ตกลง วันนี้ข้ายอมขาดทุนให้ หินวิญญาณร้อยก้อน เจ้าเอาไปเลย"

ตู้เทียนเล่อส่ายหน้า แล้วเอ่ยปากว่า: "ไม่ใช่ร้อยก้อน แต่เป็นสิบก้อนต่างหากล่ะ"

พ่อค้าหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า: "สหายเต๋าท่านนี้"

"หากท่านต้องการจะมาหลอกแดกฟรีล่ะก็ ข้าขอแนะนำให้ท่านไปที่แผงหมายเลข 366 โน่น"

"ของของนักพรตเฒ่าสิงน่ะ ไม่ต้องเสียเงินซื้อหรอก"

"ของในแผงของข้า มันไม่เหมาะกับท่านหรอก!"

พ่อค้าแผงข้างๆ ก็ผสมโรงหัวเราะเยาะเย้ยตามไปด้วย: "ใช่ๆๆ"

"ของของนักพรตเฒ่าสิงน่ะไม่ต้องจ่ายเงินหรอก"

"แต่ต้องแลกด้วยชีวิตต่างหากล่ะ"

"น้องชาย รีบไปเร็วเข้าเถอะ"

พูดจบพ่อค้าทั้งสองก็ประสานเสียงหัวเราะกันลั่น

ตู้เทียนเล่อก็หัวเราะตามไปด้วย

เห็นไหมล่ะ ข้อมูลข่าวสารมันก็หลุดมาง่ายๆ แบบนี้แหละ

……

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 12 - ตลาดนัดผู้ฝึกตน

คัดลอกลิงก์แล้ว