เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?

บทที่ 29 - นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?

บทที่ 29 - นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?


บทที่ 29 - นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?

ในตอนที่ลงมือสู้ ฮอร์โมนอะดรีนาลีนหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง สมาธิของหลี่อวี๋จึงจดจ่ออยู่กับการต่อสู้อย่างเต็มที่ ในหัวไม่มีความคิดอื่นใดเจือปนเลย

ทว่าเมื่อการต่อสู้จบลง มองดูซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งเตะจมูก กระเพาะของหลี่อวี๋ก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาจางๆ

ความรู้สึกนี้มันแตกต่างจากการดูหนังหรืออ่านนิยายโดยสิ้นเชิง บนจอภาพยนตร์ต่อให้ชิ้นส่วนร่างกายจะปลิวว่อน หรือเลือดจะสาดกระจายสักแค่ไหน ในใจของคุณก็ยังคงตระหนักดีว่านั่นคือของปลอม เป็นเพียงงานภาพที่ผู้กำกับรังสรรค์ขึ้นมาด้วยพร็อพประกอบฉากและเทคนิคการถ่ายทำเท่านั้น

แต่เมื่อครู่นี้หลี่อวี๋เพิ่งจะได้เห็นหัวคนหลุดกระเด็นกับตาตัวเอง ได้ยินเสียงร้องโหยหวนก่อนตายของคนเหล่านั้น ได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามสายลม การผสมผสานของประสาทสัมผัสและการกระตุ้นทางจิตวิทยาส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่อวี๋ก็หันกลับไปมองชายหน้าบากที่อยู่ไม่ไกล

หมอนี่มันเป็นพวกเดนตายของแท้ มิน่าล่ะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะหาเรื่องใส่ตัวได้เสมอ

และในขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็กำลังพิจารณาหลี่อวี๋อยู่เช่นกัน ในแววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?"

"ไม่ ผมเป็นแค่ผู้เผยพระวจนะ เทพเจ้าของผมมีนามว่าวันเสาร์ ผมเป็นตัวแทนของพระองค์บนโลกมนุษย์"

"ไม่เคยได้ยินชื่อแฮะ แต่เทพเจ้าของนายดูจะเก่งกาจกว่าพวกของโชว์ห่วยไร้น้ำยาบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นตั้งเยอะ พระองค์ยังรับสาวกเพิ่มไหมล่ะ?" ชายหน้าบากเอ่ยถาม

เมื่อแม่กระต่ายสาวได้ยินคนพูดจาลบหลู่ทวยเทพที่ตนเคารพศรัทธา ก็ตั้งใจจะอ้าปากเถียงสักสองสามประโยค แต่พอคิดได้ว่าตัวเองสู้ชายสองคนตรงหน้าไม่ได้เลยสักคน ก็เลยยอมหุบปากลง แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินไปเสีย

"ทำไมล่ะ นายเองก็อยากจะศรัทธาในวันเสาร์ด้วยเหมือนกันงั้นเหรอ?" หลี่อวี๋ถามกลับ

"ถ้าข้าศรัทธาในวันเสาร์ พระองค์จะประทานพลังในการควบคุมสายฟ้าและแสงสว่างให้กับข้าบ้างไหมล่ะ?"

ชายหน้าบากยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ย่อตัวลงแล้วเริ่มค้นตัวพลิกศพของคนที่ตัวเองเพิ่งฆ่าตาย เพื่อหาของมีค่า โดยไม่สนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเลยสักนิด

"ก็ขึ้นอยู่กับว่านายมีความศรัทธามากแค่ไหน"

"เยี่ยมเลย ถ้างั้นก็นับข้าเข้าไปด้วยคนแล้วกัน" จู๊ดตอบตกลงอย่างง่ายดาย

หลี่อวี๋เหลือบมองนาฬิกาฟิฟตี้ ฟาทอมส์ บนข้อมือ แล้วพบว่าตัวเลขในช่องปฏิทินยังคงเป็นศูนย์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

เขาไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นี้เลยสักนิด คำสัญญาปากเปล่ามันไม่มีค่าอะไรเลย

ก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปไหว้พระในวัด ไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงหรอก แค่พอถึงคราวคับขันก็ไปกอดขาพระพุทธรูป หวังพึ่งบารมีเพื่อผลประโยชน์ที่อาจจะได้รับเท่านั้นแหละ

แต่หลี่อวี๋ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร การเผยแผ่ศาสนามันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

ทางฝั่งเขาก็เพิ่งจะเริ่มต้นจากศูนย์ เพิ่งจะตั้งชื่อเทพเจ้าขึ้นมาได้หมาดๆ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย ถ้าเกิดมีคนตั้งใจจะเข้าศาสนาจริงๆ พอเข้ามาแล้วพบว่าที่นี่มีแต่เปลือกนอกกลวงๆ ก็คงจะไม่เข้าที

สู้รักษาระยะห่างและความลึกลับเอาไว้แบบนี้ก่อนจะดีกว่า

ชายหน้าบากค้นศพสามศพ ได้เหรียญทองโคเฮนสองเหรียญ เหรียญเงินโคเฮนสิบหกเหรียญ เสื้อเกราะถักคุณภาพดีหนึ่งตัว แล้วก็ยังถูกใจรองเท้าบูตของหนึ่งในนั้นอีกด้วย

จากนั้นเขาก็จัดการสวมใส่อุปกรณ์ที่หามาได้ใหม่ราวกับกำลังเล่นเกมสวมบทบาท (RPG) ต่อหน้าต่อตาหลี่อวี๋และอีเลเยีย

แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือคินคาจู

เขาค้นเจอเหรียญทองโคเฮนตั้งสิบสองเหรียญ เหรียญเงินโคเฮนเจ็ดเหรียญ สร้อยคอไข่มุกหนึ่งเส้น แล้วก็ถุงเท้ายาวอีกหนึ่งคู่ เรียกได้ว่ากอบโกยมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

และทันทีที่เห็นถุงเท้ายาวคู่นั้น เด็กสาวก็หลุดอุทานออกมา "นี่... นี่มันถุงเท้าที่ฉันทำหายไปเมื่อวันก่อนไม่ใช่เหรอ?"

ชายหน้าบากคืนถุงเท้ายาวคู่นั้นให้อีเลเยียอย่างไม่หวงแหน พร้อมกับพูดว่า "ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคินคาจูมาบ้าง มันเป็นคนของตระกูลโบเลสลาฟ เพราะไปก่อเรื่องก็เลยถูกขับไล่ออกจากตระกูล หลังจากนั้นก็ระหกระเหินมายังพรมแดนตะวันตกและยึดอาชีพเป็นทหารรับจ้าง"

"คนของตระกูลโบเลสลาฟมีจมูกที่ไวเป็นเลิศอยู่แล้ว คินคาจูเชี่ยวชาญด้านการแกะรอย ก็เลยมีชื่อเสียงโด่งดังพอตัวในละแวกนี้ ดูเหมือนว่าพวกคุณจะถูกคนเพ่งเล็งเข้าให้แล้วล่ะ คุณหนูอีเลเยียแห่งตระกูลอาเรียส"

หน้าของแม่กระต่ายสาวแดงก่ำ ไม่คิดเลยว่าคำโกหกที่ตัวเองเพิ่งจะปั้นแต่งขึ้นมาหมาดๆ จะถูกจับติดได้เร็วขนาดนี้

"อืม พวกเรากำลังถูกตามล่า ก่อนหน้านี้ก็เลยต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษน่ะ"

"ดูออกน่า" ชายหน้าบากพูดพลางหยิบดาบมือครึ่งที่คินคาจูพกติดตัวมาด้วยขึ้นมา แล้วแทงทะลุหน้าอกของไอ้หมอนั่นผู้โชคร้ายที่โดนฟันเท้าขาด ปลิดชีพมันลงในดาบเดียว

"ถ้าข้าลงมือเมื่อไหร่ ข้าจะพยายามไม่ปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมัน หรือไม่ก็ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของพวกมันกลับมาหาเรื่องข้าอีกในภายหลัง" จู๊ดอธิบาย

"พอ... พอจะเข้าใจได้" อีเลเยียพยายามดัดเสียงให้ฟังดูเป็นปกติเหมือนทุกที ทว่าฟันบนและฟันล่างของเธอกลับกระทบกันดังกึกๆ ไม่หยุด

ไม่รู้ว่าคืนนี้ชายหน้าบากติดใจการฆ่าคนหรืออย่างไร เขาชี้ไปที่ชายสองคนที่ถูกหลี่อวี๋จัดการจนสลบเหมือดไปแล้ว "ต้องการให้ข้าจัดการแทนไหม วางใจเถอะ ข้าเป็นคนรักษากฎที่สุด ในเมื่อนายเป็นคนล้มพวกมัน ข้าก็จะไม่แตะต้องของบนตัวพวกมันหรอก"

"ขอบใจ แต่ไม่เป็นไรหรอก" หลี่อวี๋กล่าว "ผมยังมีเรื่องจะถามพวกมันนิดหน่อย"

ชายหน้าบากยักไหล่ "พวกนี้ก็แค่ลูกจ๊อกที่รับเงินมาทำงาน นายคงเค้นอะไรจากพวกมันไม่ได้หรอก แต่ในเมื่อนายว่าไงข้าก็ว่าตามนั้น ข้าจะยกพวกมันให้นายก็แล้วกัน"

เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ทางที่ดีเราควรจะหาที่พักใหม่นะ กลิ่นคาวเลือดแถวนี้มันแรงเกินไป เผลอๆ อาจจะดึงดูดสัตว์ป่าแถวนี้มาได้"

อีเลเยียแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้หนีไปจากสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวที่เต็มไปด้วยเลือดและซากศพแห่งนี้ พอได้ยินดังนั้นจึงรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที "ใช่ๆ อย่าอยู่ที่นี่ต่อเลย"

นอกจากกลุ่มของคินคาจูจะเอาเงินและอุปกรณ์มาประเคนให้หลี่อวี๋และพวกแล้ว พวกเขายังแถมม้ามาให้อีกเจ็ดตัวด้วย

ทว่าน่าเสียดายที่แม่กระต่ายสาวขี่ม้าไม่เป็น ส่วนหลี่อวี๋ในฐานะคนยุคปัจจุบันธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก็ไม่มีปัญญาจะไปเล่นกีฬาขี่ม้าของพวกคนรวยในศตวรรษใหม่ได้

ดังนั้นสุดท้ายก็เลยต้องพึ่งพาให้จู๊ดขนเอาทรัพย์สินที่ยึดมาได้และเชลยทั้งสองขึ้นไปไว้บนหลังม้า จากนั้นจู๊ดก็จูงม้าสองตัวเดินเท้าจากไป

จู๊ดถามเด็กสาว "พวกคุณยังจะไปเมืองตัวหลินอยู่อีกไหม?"

อีเลเยียยิ้มแห้งๆ สารภาพตามตรงว่า "พวกเราเตรียมตัวจะกลับไปทุ่งหญ้าสีเขียวน่ะ"

"ก็ดีนะ ตระกูลคือที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดของคนเราเสมอ"

"น่าเสียดายที่ครั้งนี้ไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ"

บางทีอาจจะเป็นเพราะอยู่ห่างจากสถานที่แห่งการเข่นฆ่านั้นมาแล้ว ความหวาดกลัวในใจของแม่กระต่ายสาวจึงลดทอนลงไปบ้าง สมองถึงได้กลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง

แม้ว่าวันนี้เธอจะโชคดีรอดพ้นจากการตามล่ามาได้อย่างหวุดหวิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอปลอดภัยแล้ว

ในทางกลับกัน คู่ต่อสู้ของเธออาจจะยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นเมื่อแผนการล้มเหลว

แต่คนที่เธอพอจะใช้งานได้ข้างกายกลับมีน้อยนิดเหลือเกิน มีแค่หลี่อวี๋คนเดียว หมอนี่เก่งก็จริง เก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แถมยังสามารถควบคุมพลังแห่งสายฟ้าและแสงสว่างได้อีก แต่ติดตรงที่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ หายตัวไปสองในสามวัน ปล่อยให้เธอต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่กลางป่าเขาเพียงลำพัง รับมือไม่ไหวจริงๆ

เมื่อเทียบกับหลี่อวี๋แล้ว จู๊ดซึ่งเป็นคนท้องถิ่นของทวีปบราทิสกลับดูพึ่งพาได้มากกว่า

ฝีมือการต่อสู้ก็เป็นเลิศ แถมยังจูงม้า นำทาง แบกสัมภาระได้อีก เรียกได้ว่ามีความสามารถรอบด้าน และที่สำคัญที่สุดคือไม่วิ่งหนีหายไปไหน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือลงมือโหดเหี้ยมไปหน่อย

พอคิดถึงวิธีการฆ่าคนอันเฉียบขาดและท่าทีไม่แยแสของชายหน้าบากเมื่อครู่ แม่กระต่ายสาวก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน

ยิ่งถ้าหลี่อวี๋จากไปอีก เธอก็คงต้องอยู่เป็นเพื่อนกับจู๊ดเพียงลำพัง

เกิดไอ้ฆาตกรโรคจิตนี่มันคลุ้มคลั่งขึ้นมากลางทาง หันหลังกลับมาเอาขวานสับเธอตาย เธอจะไปร้องเรียนกับใครได้ล่ะ?

แต่เด็กสาวก็รู้ดีว่าหมอนี่เป็นคนมีฝีมือ และที่สำคัญคือสถานการณ์ของเธอตอนนี้ไม่ได้มีตัวเลือกให้มากนัก

อีเลเยียตัดสินใจไม่ถูกอยู่พักใหญ่ คิดไปคิดมาสุดท้ายก็ตัดสินใจขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาของตนก่อน

เธอแอบกระตุกชายเสื้อของหลี่อวี๋ ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเดินช้าลงหน่อย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - นายคือเทพเจ้างั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว