- หน้าแรก
- เมื่อบริษัทส่งผมไปรับจ้างเป็นศาสดาที่ต่างโลก
- บทที่ 28 - คุณแม่อยู่ไหน
บทที่ 28 - คุณแม่อยู่ไหน
บทที่ 28 - คุณแม่อยู่ไหน
บทที่ 28 - คุณแม่อยู่ไหน
คินคาจูหลงคิดไปว่าครั้งนี้ตัวเองก็แค่เข้ามาแทรกแซงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจธรรมดาๆ ระหว่างผู้สืบทอดสายเลือดขุนนางเท่านั้น
ถึงแม้ว่าเรื่องพรรค์นี้จะเป็นข้อห้ามร้ายแรงในหมู่ทหารรับจ้างมาโดยตลอด แต่เมื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างมันกับฟาจา ประกอบกับค่าจ้างที่อีกฝ่ายเสนอมาอย่างงามจนน่าใจหาย นานๆ ทำสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เต็มที่ต่อไปก็แค่ไม่เหยียบเข้าไปในทุ่งหญ้าสีเขียวอีกก็แค่นั้นเอง
แต่สิ่งที่คินคาจูคาดไม่ถึงก็คือ นับตั้งแต่ที่พวกมันตามกลุ่มของอีเลเยียทัน ฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากชายหน้าตาอัปลักษณ์ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาใช้ขวานฟันเท้าขวาของลูกน้องมันจนขาดสะบั้น ดูจากความเร็วและพละกำลังในการลงมือแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นกายมา
คินคาจูจำต้องลงสนามด้วยตัวเองและรับมืออย่างระมัดระวัง แต่ทว่าฝั่งนี้ยังไม่ทันจะได้เริ่มสู้ อีกฝั่งที่มันส่งไปจัดการอีเลเยียและหลี่อวี๋ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
ฟาจามาหามันในวันที่สองหลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้นสิ้นสุดลง
ตอนนั้นคินคาจูเพิ่งจะกลับมาจากนอกเมือง หลังจากช่วยเหลือเจ้าของโรงสีเล็กๆ คนหนึ่งตามหาภรรยาที่หนีตามชู้ไปจนพบ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของท่านมาร์ควิสก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองแล้ว ด้วยความดราม่าของเรื่องราว ไม่ใช่แค่พวกขุนนางเท่านั้น แต่พวกชาวบ้านร้านตลาดก็พากันซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ
คินคาจูเองก็ย่อมได้ยินเรื่องราวของที่ปรึกษาที่ชื่อเมอร์ลิน ว่าเขาใช้วิธีการอันน่าทึ่งในการบันทึกและเปิดเผยเสียง เพื่อกระชากหน้ากากของขุนนางเฒ่าจอมตระบัดสัตย์ได้อย่างยอดเยี่ยมแค่ไหน
ทว่าตอนนั้นมันก็แค่ฟังเอาสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ แม้กระทั่งตอนที่โรเมโร นิ้วทองคำ จะมองว่าวิธีการที่หลี่อวี๋แสดงออกมานั้นคือปาฏิหาริย์ของเทพเจ้าต่างถิ่นก็ตามที
แต่พวกเทพเจ้าต่างถิ่นน่ะเหรอ โดยปกติแล้วบนทวีปบราทิสก็ไม่ค่อยมีน้ำยาอะไรเท่าไหร่นักหรอก
คินคาจูรู้สึกว่าการเล่นแร่แปรธาตุกับเสียงน่าจะเป็นขีดจำกัดของหลี่อวี๋แล้ว วิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลกับพวกขุนนางจอมปลอมที่วันๆ เอาแต่พูดถึงเกียรติยศ แต่แท้จริงแล้วกลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่สำหรับพวกชายฉกรรจ์ที่รู้จักแค่ดาบกับเงินอย่างพวกมันน่ะเหรอ วิธีพวกนี้มันก็แค่เรื่องไร้สาระทั้งนั้นแหละ
ทว่าตอนนี้คินคาจูกลับพบว่าตัวเองคิดผิด
ไม่ใช่แค่ผิดธรรมดา แต่ผิดมหันต์เลยทีเดียว
มนุษย์ต่างถิ่นท่าทางประหลาดที่สวมเสื้อผ้าแปลกตานั่น ไม่ได้มีดีแค่เล่นตลกกับเสียงเท่านั้นหรอก แม้กระทั่งสายฟ้าบนท้องฟ้า หรือแสงสว่างที่ปลุกโลกให้ตื่นจากความมืดมิด ก็เป็นเพียงแค่ของเล่นในมือของเขาเท่านั้น
คินคาจูรู้สึกเหมือนตัวเองถูกม้วนเข้าไปพัวพันกับแผนการร้ายอันน่าสะพรึงกลัว
แถมแผนการร้ายนี้ยังเกี่ยวข้องกับทวยเทพผู้สูงส่งเหล่านั้นอีกด้วย เรื่องแบบนี้มนุษย์ธรรมดาต้อยต่ำอย่างมันจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว คินคาจูก็เกิดความคิดที่จะถอนตัว
แต่ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้เอ่ยปากขอสงบศึกกับอีกฝ่าย ชายหน้าอัปลักษณ์ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้กลับลงมือจู่โจมอย่างกะทันหัน!
ไอ้บัดซบนั่นเลือกจังหวะลงมือได้ดีเยี่ยม ประจวบเหมาะกับตอนที่กลุ่มของคินคาจูกำลังตกตะลึงและหวาดกลัวต่อวิธีการควบคุมสายฟ้าและแสงสว่างของหลี่อวี๋พอดี
แถมมันยังเจ้าเล่ห์ หลีกเลี่ยงคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างคินคาจู แล้วเลือกเชือดหมูที่อ่อนแอที่สุดก่อน มันใช้ขวานสับคอทหารรับจ้างที่ถือดาบใหญ่จนขาดกระเด็น จากนั้นก็ไม่ลังเลที่จะขว้างขวานศึกในมือออกไป
ขวานศึกเล่มนั้นหมุนคว้างกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง! ยิ่งบินก็ยิ่งเร็ว วาดเป็นเส้นโค้งที่สวยงาม!
สุดท้ายก็ร่วงหล่นลงบนใบหน้าของทหารรับจ้างคนที่เปิดปากด่าคำว่าไอ้ตัวประหลาดเป็นคนแรก ไอ้หมอนั่นยกโล่ขึ้นป้องกันช้าไปครึ่งจังหวะ ทว่าคราวนี้ไม่มีเพื่อนร่วมทีมคนไหนสามารถช่วยชีวิตมันได้อีกแล้ว
หัวของมันถูกขวานเล่มนี้ผ่าแยกออกเป็นสองซีกทันที! ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว กว่าคินคาจูจะตระหนักได้ว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว มันก็สายเกินแก้ แม้แต่คนข้างๆ มันก็ยังถูกโฉมงามสีนิล สุนัขที่รู้ใจชายหน้าบากกระโจนเข้าใส่จนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
ดังนั้น จากกลุ่มเจ็ดคนของพวกมัน ตอนนี้เหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังสามารถต่อสู้ได้
ในใจของคินคาจูทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว ทว่าเลือดและเสียงร้องโหยหวนของเพื่อนร่วมทีมก็ปลุกเร้าให้ทหารรับจ้างผู้มากประสบการณ์และเจ้าเล่ห์คนนี้ลืมความหวาดกลัวอันน่ากังวลเหล่านั้นไปได้ชั่วขณะ
มันชูระดับดาบมือครึ่งในมือขึ้นอีกครั้ง แล้วพุ่งทะยานเข้าหาชายหน้าบาก!
ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาเป็นตาย คินคาจูก็ระเบิดพลังการต่อสู้ออกมาอย่างน่าทึ่ง ดึงเอาข้อได้เปรียบด้านพละกำลังและความเร็วในฐานะครึ่งอสูรออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด!
ดาบมือครึ่งเล่มนั้นถูกมันกวัดแกว่งจนกลายเป็นแสงสีเขียวมรกต ฟาดฟันเข้าใส่คู่ต่อสู้เข้าอย่างจัง
ส่วนชายหน้าบากเพิ่งจะสูญเสียอาวุธที่ถนัดมือที่สุดไป ตอนนี้จึงทำได้เพียงคว้าดาบใหญ่บนพื้นมาใช้ป้องกันตัวแบบแก้ขัด
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยชินกับดาบใหญ่สองมือเล่มนี้นัก เรื่องน้ำหนักยังเป็นเรื่องรอง ทว่าความยาวของอาวุธที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาต้องคำนวณระยะห่างและการก้าวเท้าใหม่ทั้งหมด
สิ่งนี้ทำให้เขาดูเหมือนตกเป็นรองอยู่ช่วงหนึ่ง และตกอยู่ในอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็สามารถรับการฟันอันหนักหน่วงและทรงพลังของคินคาจูเอาไว้ได้ พร้อมกับอาศัยจังหวะนั้นหันปลายดาบพุ่งเข้าหาหน้าอกของคินคาจู แล้วแทงสวนกลับไป!
แต่ทว่าเท้าซ้ายของคินคาจูกลับก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบการแทงของชายหน้าบาก จากนั้นก็ออกแรงผลักดาบใหญ่ของชายหน้าบากออกไป เผยให้เห็นช่องโหว่ที่หน้าอก!
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคินคาจู มันกำลังเตรียมจะรุกฆาตเพื่อล้างแค้นให้เพื่อนร่วมทีมที่ตายไป ทว่าจู่ๆ ภาพตรงหน้าก็สว่างจ้าจนขาวโพลนไปหมด
คินคาจูไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า แสงสว่างที่สาดส่องสรรพสิ่ง สักวันหนึ่งจะสามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างได้เช่นกัน!
แมสัญชาตญาณของนักรบที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนจะยังคงผลักดันให้มันฟันดาบต่อไป ทว่าน่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ สัญชาตญาณการต่อสู้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามันเลยแม้แต่น้อย
ดาบของคินคาจูพลาดเป้า วินาทีต่อมามันก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ
แล้วหัวของมันก็กลิ้งหลุดจากบ่าตกลงไปบนพื้น
“ขอบใจที่ช่วยนะ” จู๊ดปักดาบยักษ์สองมือที่ยังคงชุ่มไปด้วยเลือดลงบนพื้นดินข้างเท้า พลางหอบหายใจและเอ่ยขอบคุณหลี่อวี๋
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นแหละ” หลี่อวี๋ตอบกลับ
ตอนนี้โฉมงามสีนิลก็กัดคอหอยของไอ้หมอนั่นที่อยู่บนพื้นจนขาดกระจุยแล้ว ส่วนคนสุดท้ายในกลุ่มทหารรับจ้าง ก็ขวัญหนีดีฝ่อไปตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว
ตอนที่คินคาจูกำลังแลกชีวิตกับชายหน้าบาก มันก็ฉวยโอกาสแอบหนีไปแล้ว
หลี่อวี๋ไม่ได้ตามไป ประการแรกคือมันอันตราย ประการที่สองคือหลี่อวี๋ยังไม่ลืมสถานะของตัวเอง เขาคือนักบวช ไม่ใช่นักรบคลั่ง
สติปัญญา ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างหากคือที่พึ่งที่แท้จริงของเขา
ต่อให้ครอบครองลำดับสายเลือดเทพเจ้าอย่าง [Reborn] ก็ตามที ทว่าความรุนแรงก็ยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายในแผนสำรองของเขาเสมอ
ทว่าอีเลเยียที่อยู่ข้างๆ กลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
แม่กระต่ายสาวเพิ่งจะได้เป็นประจักษ์พยานถึงภาพลักษณ์อันห้าวหาญของใครบางคนที่ถือครองอาวุธเทพ สังหารศัตรูอย่างบ้าคลั่ง อัญเชิญสายฟ้าและแสงสว่างลงมาเฆี่ยนตีพวกมันอย่างโหดเหี้ยม
แม้คู่ต่อสู้จะยอมจำนน คุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญขอชีวิต ชายผู้น่าเกรงขามที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นก็ยังคงไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
แววตาของเขาช่างเย็นชา ใบหน้าแข็งกร้าว สายฟ้าในมือฟาดฟันลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งเจ้าแมลงสาบน่าสงสารตัวนั้นสิ้นลมหายใจไปในที่สุด
ราวกับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถชำระล้างดวงวิญญาณอันชั่วร้ายภายใต้ร่างนั้นได้อย่างหมดจด
นี่มัน... น่ากลัวเกินไปแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เด็กสาวถึงกับแอบขยับตัวไปด้านข้าง เพื่อรักษาระยะห่างจากหลี่อวี๋สักนิด แต่ไม่นานเธอก็เหลือบไปเห็นชายหน้าบากที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
อีกฝ่ายกำลังใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนศพไร้วิญญาณ ยื่นมือออกไปดึงขวานศึกที่ตัวเองขว้างออกไปก่อนหน้านี้ออกมาจากหัวของไอ้หมอนั่นผู้โชคร้าย
แล้วเขาก็เช็ดคราบเลือดบนคมขวานกับศพนั้นสองสามที
เมื่อสังเกตเห็นว่าอีเลเยียกำลังมองมา เขาก็ยังหันมายิ้ม “อย่างเป็นมิตร” ให้เด็กสาวอีกด้วย
แม่กระต่ายสาวก็ส่งยิ้มตอบกลับไป จากนั้นก็หันคอที่แข็งทื่อกลับมา กอดตัวเองเอาไว้แน่น หดตัวอยู่ตรงมุมห้อง แล้วเริ่มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
คุณแม่ขา แม่อยู่ไหน รีบมาช่วยลูกสาวตัวน้อยที่น่าสงสารของแม่ทีเถอะ... โลกภายนอกนี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว!
ฉันไม่เหลือพลังงานสักหยดแล้ว
[จบแล้ว]