- หน้าแรก
- เมื่อบริษัทส่งผมไปรับจ้างเป็นศาสดาที่ต่างโลก
- บทที่ 14 - เครื่องรางนำโชค
บทที่ 14 - เครื่องรางนำโชค
บทที่ 14 - เครื่องรางนำโชค
บทที่ 14 - เครื่องรางนำโชค
“รูสตายไปแล้วนะ” โรเมโรเอ่ยเตือนหลี่อวี๋ “ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ต้องมาจัดการเลือกตั้งเพื่อหาผู้นำแห่งทุ่งหญ้าสีเขียวคนต่อไปด้วยการลงคะแนนโหวตแบบนี้หรอก”
“ใช่ครับ รูสเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะก่อนตาย เขาก็ได้หมายตาทายาทเอาไว้ในใจแล้ว”
“เหลวไหลสิ้นดี!” วาเนสซ่าทำหน้าตึงเครียด “ไม่มีใครล่วงรู้ได้หรอกว่าตอนที่รูสยังมีชีวิตอยู่ เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ ยิ่งเรื่องผู้สืบทอดด้วยแล้ว ตอนนั้นเขายังหนุ่มยังแน่น ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าความตายจะมาเยือนเร็วขนาดนี้...
“ส่วนเรื่องที่อันโตนิโอพูดเมื่อกี้นี้ เจ้าก็เป็นคนพิสูจน์เองไม่ใช่เหรอว่าเขาเป็นแค่คนตลบตะแลง หน้าไหว้หลังหลอก คำพูดหวานหูพวกนั้นก็แค่ใช้หลอกล่อให้อีเลเยียตายใจ และยอมเชื่อว่าเขาจะอยู่ข้างนางเท่านั้นแหละ เอามาใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้หรอก”
คุณนายหูตกตอนนี้ยอมทุ่มสุดตัว ไม่สนใจความเป็นความตายของพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อความลับเรื่องการพูดคุยกันเมื่อคืนถูกแฉออกมาแบบนี้ อันโตนิโอก็หมดอนาคตไปแล้ว ตอนนี้เขาเหมือนคนตายไปแล้ว แม้ว่าตัวจะยังอยู่ในห้องโถง แต่ในสายตาทุกคน เขาก็ไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้
และคนเป็นก็ไม่ควรเอาชีวิตไปผูกติดกับคนตายเด็ดขาด
ดังนั้น ต่อให้ตอนนี้อันโตนิโอจะมีสีหน้าซีดเผือด แววตาเหม่อลอย นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยท่าทางน่าเวทนาแค่ไหน วาเนสซ่าก็ยังต้องเหยียบย่ำเขาซ้ำอีกเพื่อเอาตัวรอด
ทว่าหลี่อวี๋กลับส่ายหน้า “หลักฐานของผมไม่ได้มาจากคำพูดของอันโตนิโอเมื่อคืนนี้หรอกครับ”
“หืม?”
“เวลาที่ผู้คนพูดถึงรูส พวกเขามักจะยกย่องในความซื่อสัตย์จงรักภักดีของเขา... ผมเชื่อว่าความจงรักภักดีนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับผู้เป็นนายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภรรยาและครอบครัวของเขาด้วย ลูกผู้ชายแบบนี้ หากยังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับภรรยาผู้ล่วงลับอย่างแน่นอน”
ผู้สนับสนุนฝ่ายบลันโก้ถึงกับอ้าปากค้าง
นี่... แบบนี้ก็ได้เหรอ?
เอาคนตายมาโหวตว่าบ้าแล้ว ไอ้คนต่างถิ่นน่ารังเกียจคนนี้ยังกะจะฉวยโอกาสที่รูสลุกขึ้นมาเถียงไม่ได้ มาโมเมเอาดื้อๆ อีกงั้นเรอะ?
วาเนสซ่ารีบแย้ง “ข้าก็บอกไปแล้วไง ว่าตอนนั้นรามอน ลูกชายคนโตของรูสกับโยลันดายังมีชีวิตอยู่ แต่เด็กคนนั้นก็มาด่วนจากไปเพราะโรคระบาดร้ายแรง ทั้งหมอยาสมุนไพรในดินแดนและนักบวชจากวิหารเทพีจันทร์สีเงินต่างก็พยายามกันอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เขาก็ไม่รอด”
คุณนายหูตกพูดรัวเร็วด้วยความร้อนรน
ในทางกลับกัน สีหน้าของหลี่อวี๋กลับยังคงราบเรียบ “แต่คำสาบานนั้นก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ เพราะลูกสาวคนรองของรูสกับโยลันดายังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว”
“............”
วาเนสซ่ารู้สึกเหมือนถูกบีบคออย่างกะทันหัน คราวนี้เป็นทีของเธอที่พูดอะไรไม่ออกบ้าง
การที่หลี่อวี๋เอาเกียรติยศของรูสมาผูกติดกับการได้ตำแหน่งของอีเลเยีย เป็นหมากที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และที่ร้ายกาจยิ่งกว่าก็คือจังหวะเวลาที่เขาเลือกใช้ประเด็นนี้!
มันดันมาประจวบเหมาะกับตอนที่อันโตนิโอ สมาชิกคนสำคัญของตระกูลอาเรียส เพิ่งจะทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของตนเองด้วยการผิดคำสาบานพอดี การกระทำอันน่าอัปยศนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้อันโตนิโอหมดอนาคตในฐานะขุนนางเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบถึงชื่อเสียงของตระกูลอาเรียสโดยรวมอีกด้วย
ในเวลานี้ รูสจะคิดอย่างไร เขาตั้งใจจะมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ลูกสาวคนนี้จริงๆ หรือไม่ เรื่องนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เพราะต่อให้ตอนนี้รูสจะฟื้นคืนชีพขึ้นมายืนอยู่ตรงนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเออออห่อหมกเห็นด้วยกับหลี่อวี๋ไปตามน้ำ
เพราะในตอนนี้ ตระกูลอาเรียสไม่อาจทนรับผลกระทบจากการถูกตราหน้าว่าเป็นพวกตระบัดสัตย์ได้อีกเป็นครั้งที่สองแล้ว
นี่มันไม่ใช่แค่เล่ห์เหลี่ยม แต่เป็นแผนการอันแยบยลที่เปิดเผยให้เห็นกันจะจะ!
ในหัวของวาเนสซ่าตอนนี้มีแต่คำถามเดียววนเวียนอยู่—ไอ้หมอนี่มันเป็นใครกันแน่? ยายโง่อีเลเยียไปหาที่ปรึกษาที่เก่งกาจขนาดนี้มาจากไหนกัน?
สมองที่เยือกเย็น การวิเคราะห์ที่เฉียบขาด และวาทศิลป์อันไร้เทียมทาน เมื่อนำสามสิ่งนี้มารวมกัน ก็ก่อกำเนิดเป็นอสูรกายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
อย่าว่าแต่ในทุ่งหญ้าสีเขียวเลย ต่อให้ไปเทียบชั้นกับพวกขุนนางในดินแดนตะวันตก หรือแม้แต่พวกกุนซือระดับแนวหน้าที่คอยรับใช้บรรดาขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง ไอ้คนต่างถิ่นในชุดแปลกประหลาดสีดำคนนี้ก็คงไม่เป็นสองรองใครเป็นแน่ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีการสุดพิสดารที่เขาใช้ก่อนหน้านี้อีกนะ
ศัตรูแบบนี้น่ะ... น่ากลัวเกินไปแล้ว
อันที่จริง ไม่ใช่แค่วาเนสซ่าที่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเท่านั้น แต่แม้แต่คนนอกอย่างท่านมาร์ควิสคูลันและคนอื่นๆ ก็ยังมองหลี่อวี๋ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่ในใจของพวกเขาจะคิดอย่างไรนั้น ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้
เสียงของหลี่อวี๋ยังคงดังต่อเนื่อง “ในเมื่อทุกท่านได้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนกันไปหมดแล้ว และยังไม่สามารถตัดสินแพ้ชนะได้ แทนที่จะมานั่งปวดหัวคิดหาวิธีไปลากเอาใครที่มีบารมีพอมาลงคะแนนเพิ่ม สู้เรามาเคารพเจตนารมณ์ของเซอร์รูสเองไม่ดีกว่าหรือครับ
“เพราะเมื่อกี้ ก็มีมิตรจากตระกูลอาเรียสท่านหนึ่งเพิ่งจะพูดเองว่า นอกเหนือจากตอร์เรสที่อยู่ไกลถึงเมืองหลวง สมาชิกคนสำคัญของตระกูลอาเรียสทุกคนก็มารวมตัวกันที่เมืองผาหิมะ อยู่ในห้องจัดเลี้ยงแห่งนี้กันหมดแล้ว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดิอาซก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย เขาไม่นึกเลยว่าคำพูดพล่อยๆ ของเขาจะถูกอีกฝ่ายจับเอามาเป็นอาวุธหอกพุ่งกลับมาทิ่มแทงตัวเองและผู้สนับสนุนบลันโก้ทุกคนจนหน้าหงาย
ความจำของไอ้เวรนั่นมันจะดีเกินไปหน่อยไหมเนี่ย!
หลี่อวี๋ไม่สนใจดิอาซที่กำลังเดือดปุดๆ เขาพูดต่อ “เมื่อพิจารณาถึงความทุ่มเทเสียสละและความดีความชอบอันใหญ่หลวงที่เซอร์รูสมีต่อตระกูลอาเรียสมาอย่างยาวนาน แม้ว่าตอนนี้เขาจะล่วงลับไปแล้ว แต่เจตจำนงสุดท้ายของเขาก็ควรค่าแก่การรับฟังอย่างยิ่ง
“คุณหนูอีเลเยียไม่เคยคาดหวังว่าทุกท่านจะต้องทำตามคำสั่งเสียของพ่อเธอทุกอย่าง เธอเพียงแค่ต้องการทวงสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงหนึ่งเสียงที่ควรจะเป็นของพ่อเธอคืนมาเท่านั้นเองครับ”
เมื่อหลี่อวี๋พูดจบประโยคสุดท้าย ทั้งห้องจัดเลี้ยงก็ตกอยู่ในความเงียบกริบ
อีเลเยียเงยหน้ามองร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน รอคอยคำตัดสินขั้นสุดท้ายด้วยใจระทึก เด็กสาวตื่นเต้นจนหูทั้งสองข้างแทบจะพันกันเป็นเกลียวอยู่แล้ว
และในครั้งนี้ ท่านมาร์ควิสคูลันก็ไม่ได้ปล่อยให้ทุกคนในห้องต้องรอนานนัก ไม่นานเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “คำขอของคุณหนูอีเลเยียนั้นมีเหตุผลสมควร คะแนนเสียงใบสุดท้ายของตระกูลอาเรียส ควรจะเป็นของท่านเซอร์รูสผู้ล่วงลับ และตามเจตนารมณ์ของเขา คะแนนเสียงใบนี้จะต้องตกเป็นของทายาทเพียงคนเดียวของเขากับโยลันดา ซึ่งก็คือ... คุณหนูอีเลเยีย
“สรุปผลการลงคะแนน บลันโก้สามเสียง อีเลเยียสี่เสียง อีเลเยียเป็นฝ่ายชนะ เธอจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งลอร์ดแห่งทุ่งหญ้าสีเขียวคนต่อไป ต่อจากบิดาของเธอ”
ท่านมาร์ควิสคูลันประกาศผลการเลือกตั้งด้วยตนเอง จากนั้นเขาก็ผ่อนน้ำเสียงลง และพูดด้วยความอ่อนโยนว่า “ยินดีด้วยนะ อีเลเยีย”
เมื่อการประกาศผลสิ้นสุดลง การเลือกตั้งที่มีเรื่องให้ลุ้นระทึกตลอดเวลาของตระกูลอาเรียสก็เดินทางมาถึงบทสรุปเสียที
ทว่าบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นพยานในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับลืมตัวเอกของงานทั้งสองคนไปเสียสนิท
สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ชายแปลกหน้าในชุดดำเพียงคนเดียว
เพราะชายต่างถิ่นผู้นี้ ใช้เพียงสองมือของเขา พลิกโฉมการเลือกตั้งของขุนนางที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย ให้กลายเป็นการแสดงโชว์สุดตระการตาที่ทุกคนจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
ต่อให้เป็นผู้ชมที่จู้จี้ขี้บ่นแค่ไหน ในเวลานี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ในใจ และร้องตะโกนออกมาด้วยความสะใจ
ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์อันน่าเหลือเชื่อที่เขานำมาแสดงให้เห็น การบันทึกและทวนซ้ำเสียงของคนอื่นได้ หรือการโต้วาทีอันดุเดือดที่เขารับมือกับทุกคนเพียงลำพังด้วยเหตุผลและตรรกะที่เฉียบคม ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนเป็นเรื่องที่หยิบยกมาเล่าขานกันได้อย่างไม่รู้จบ
เขาเปรียบเสมือนมือสังหารชั้นยอด ที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนอย่างเงียบเชียบตั้งแต่การเลือกตั้งเริ่มขึ้น
เฝ้าสังเกตคู่ต่อสู้อย่างใจเย็น มองหาจุดอ่อน และเมื่อสบโอกาส เขาก็จะลงมืออย่างฉับไวและเด็ดขาด แทงกริชอาบยาพิษเล่มงามทะลุขั้วหัวใจเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ!
ท่วงท่าการลงมือทั้งหมดนั้นช่างหมดจดและไร้ที่ติ ไม่ปล่อยให้เหยื่อได้มีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรนต่อสู้
ทั้งเลือดเย็นและสง่างาม ทิ้งไว้เพียงความประทับใจไม่รู้ลืม
ทางด้านคุณหนูกระต่าย ตอนนี้เธอถึงกับยืนอึ้งไปเลย หากมีใครมาถามเธอเมื่อหลายวันก่อนว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของตระกูลอาเรียส เธอคงจะตอบอย่างมั่นใจเต็มร้อยว่าต้องเป็นเธออย่างแน่นอน
ใช่แล้ว จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น อีเลเยียก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว ไพ่เหนือกว่าขนาดนี้ จะแพ้ได้ยังไง?
และผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่าเธอคิดถูก เพียงแต่กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มันช่างแตกต่างจากที่เธอจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
ในภวังค์ความคิด คุณหนูกระต่ายนึกย้อนไปถึงเมื่อคืน ตอนที่ผู้ชายที่ตั้งชื่อให้ตัวเองแบบส่งๆ คนนั้น บอกให้เธอไปหาพวกผู้สนับสนุนเพื่อยืนยันการลงคะแนนเสียงอีกรอบ
นอกจากจะถามเรื่องทัศนคติของคนที่นี่ที่มีต่อคนนอกศาสนา และกำชับให้เธอต้องให้คนพวกนั้นสาบานในนามของบรรพบุรุษและทวยเทพแล้ว
ก่อนจากกัน ชายคนนั้นยังได้ยัดวัตถุสี่เหลี่ยมผืนผ้าประหลาดๆ ที่มีน้ำหนักพอสมควร เข้ามาในกระเป๋าของเธออีกด้วย
ตอนนั้นเธอถามเขาว่ามันคืออะไร เขาก็บอกเธอว่า “นี่คือเครื่องรางนำโชคจากบ้านเกิดของผม ใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วก็อย่าหยิบออกมา แล้วก็อย่าไปจับมันมั่วซั่วล่ะ ไม่งั้นมันอาจจะเสื่อมความขลังได้นะ”
[จบแล้ว]