- หน้าแรก
- วิวาห์ท่านเสนาบดีในยุคข้าวยากหมากแพง ฮูหยินมงคลนำพาความรุ่งเรือง
- บทที่ 359 หอดื่มจันทร์ซีเจียง ณ ชานเมืองหลวง
บทที่ 359 หอดื่มจันทร์ซีเจียง ณ ชานเมืองหลวง
บทที่ 359 หอดื่มจันทร์ซีเจียง ณ ชานเมืองหลวง
ในเรือนหลังเล็ก ณ ชานเมืองหลวง
ลู่ซิงเหอรับฟังรายงานจากอาจีพลางมีสีหน้าเป็นกังวลวาบผ่าน
"นางได้รับอันตรายหรือไม่?"
อาจีตอบอย่างนอบน้อม "ฮูหยินปลอดภัยดีขอรับ หลังจากออกจากวังหลวงพร้อมกับท่านหมอจาง ตอนนี้นางพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเป็นการชั่วคราวขอรับ"
ลู่ซิงเหอตอบรับในลำคอพลางวางหนังสือในมือลง
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอยู่ในเมืองหลวง ในขณะเดียวกันก็แอบลอบซ่องสุมกำลังคนของตนเองไปด้วย
บัดนี้ ในเมืองหลวงไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยสายลับที่คอยรวบรวมข่าวสาร แต่เขายังค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในขุมกำลังบางส่วน เช่น จวนอ๋องต่างๆ หรือแม้กระทั่งในวังหลวง
ทว่ากลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้ก็คือลู่ซิงเหอ
และตราบใดที่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นในเมืองหลวง ข่าวสารก็จะถูกส่งตรงมาถึงเขาทันที
แม้ว่ากองกำลังของเขาจะยังไม่แข็งแกร่งเต็มที่ แต่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
อาจีเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของลู่ซิงเหอ
"ในเมื่อฮูหยินเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว นางคงจะต้องมาตามหานายท่านแน่ นายท่านจะยอมพบนางหรือไม่ขอรับ?"
แววตาของลู่ซิงเหอฉายแววลังเล เขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อคำพูดจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ความโหยหาในใจกลับมีชัยเหนือเหตุผล
"ให้คนไปส่งข่าวที่โรงเตี๊ยมที่นางพักอยู่ นัดพบกันที่หอดื่มจันทร์ซีเจียงตรงชานเมืองหลวงตอนปลายยามเซิน"
หอดื่มจันทร์ซีเจียงเป็นเหลาอาหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง แม้ทำเลที่ตั้งจะไม่ดีเท่าเหลาอาหารในตัวเมือง แต่กิจการก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว
ทัศนียภาพภายในหอดื่มจันทร์ซีเจียงนั้นงดงามยิ่งนัก รายล้อมไปด้วยดอกไม้ ต้นไม้ แมลง ปลา ภูเขาจำลอง และสายน้ำไหลริน พื้นที่รับประทานอาหารตั้งกระจายอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามเหล่านี้ ทำให้ดูหรูหรามีระดับเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวสูงอีกด้วย
ปลายยามเซินเป็นช่วงเวลาอาหารเย็นพอดี ในโถงอาหารย่อมมีแขกกลุ่มอื่นอยู่ด้วย ประกอบกับพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นหน้าใหม่ การนัดพบกันที่นั่นจึงไม่เป็นที่สะดุดตาจนเกินไป
เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้พบหน้ากัน
ไม่รู้ว่าแม่หนูน้อยจะตัวสูงขึ้นบ้างหรือเปล่า?
เมื่อนึกถึงฉู่เยว่ แววตาที่มักจะเยือกเย็นและเฉยเมยของลู่ซิงเหอก็ทอประกายอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่ง
หลังจากได้รับคำสั่งจากลู่ซิงเหอ อาจีก็ประสานมือคารวะและออกไปจัดการตามคำสั่งทันที...
หลังจากทานบะหมี่เสร็จ ฉู่เยว่และจางเจิ้งก็เดินทางกลับมายังโรงเตี๊ยม
เมื่อคนกลุ่มนี้มาถึงหน้าประตู ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวธรรมดาๆ ซึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูมาตลอด ลอบยัดกระดาษแผ่นเล็กๆ ใส่มือฉู่เยว่
จากนั้นเขาก็วิ่งหนีไปทันทีด้วยความรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
รวดเร็วจนฉู่เยว่แทบจะตั้งตัวไม่ติด
นางกับจางเจิ้งสบตากัน ทั้งสองต่างกำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่นแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องพักของโรงเตี๊ยมโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว ฉู่เยว่ก็คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดู
"ปลายยามเซิน พาหมอจางมาพบกันที่หอดื่มจันทร์ซีเจียง ชานเมืองหลวง"
นี่มันลายมือของสามีนางนี่นา!
เมื่อได้เห็นลายมืออันคุ้นเคย ขอบตาของฉู่เยว่ก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ความรู้สึกน้อยใจและความคิดถึงที่ฝังลึกอยู่ก้นบึ้งของหัวใจเอ่อท้นขึ้นมาพร้อมๆ กัน
พวกเขาไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่าสองปี และไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบสองปีแล้ว ทว่าคราวนี้ ทันทีที่นางเดินทางมาถึงเมืองหลวง เขาก็ส่งคนมาส่งข่าวให้นางทันที
ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไปเจอเรื่องอะไรมาบ้าง? เขาสอบผ่านการสอบระดับมณฑลหรือยัง? แล้วทำไมถึงนัดพบกันที่ชานเมืองหลวงล่ะ?
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ แต่นางก็ทำได้เพียงรอจนกว่าจะถึงเวลานัดหมายที่หอดื่มจันทร์ซีเจียง เพื่อไปถามไถ่ให้รู้เรื่องกระจ่าง
ฉู่เยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปมองหนิงตง
"หนิงตง ไปบอกท่านอาจารย์ว่าเราจะพักผ่อนกันสักหนึ่งชั่วยาม แล้วค่อยเดินทางไปที่หอดื่มจันทร์ซีเจียงตรงชานเมืองหลวง"
"เจ้าค่ะ"
หนิงตงย่อตัวรับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไป
ฉู่เยว่นั่งลงที่โต๊ะ จ้องมองกระดาษในมือเขม็ง พลางนึกถึงใบหน้าและน้ำเสียงของลู่ซิงเหอ เมื่อคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้พบเขาแล้ว หัวใจของนางก็เต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับความรู้สึกประหม่า
ไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของนางจะเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า?
เวลาอยู่ด้วยกันจะยังคงผ่อนคลายเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่?
ยิ่งมองและยิ่งคิด ริมฝีปากของนางก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกคาดหวังแอบก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ
เมื่อใกล้จะถึงยามเซิน ฉู่เยว่ก็ไปเคาะประตูห้องของจางเจิ้ง
"ท่านอาจารย์ ตื่นหรือยังเจ้าคะ?"
ครู่ต่อมา ประตูก็ถูกเปิดออกจางด้านใน
เมื่อเห็นความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิดบนใบหน้าของเด็กสาว จู่ๆ จางเจิ้งก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ
"หึ! ตอนที่เจออาจารย์ ข้ายังไม่เห็นเจ้าจะดีใจขนาดนี้เลย"
"ท่านอาจารย์ปรักปรำข้าแล้ว!" ฉู่เยว่พูดพลางเข้าไปสวมกอดแขนของจางเจิ้ง "ตอนที่เจอท่านอาจารย์ ข้าดีใจอยู่ลึกๆ นะเจ้าคะ แต่ตอนนั้นเราอยู่ในห้องทรงอักษร จะให้แสดงออกชัดเจนเกินไปก็คงไม่เหมาะ"
เอาล่ะ ท่านอาจารย์กำลังหึง ดังนั้นนางจึงทำได้แค่ง้อเขาเท่านั้น
"จริงรึ?"
"จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ"
เมื่อเห็นฉู่เยว่ตอบกลับมาอย่างหนักแน่น ความขุ่นเคืองเล็กๆ น้อยๆ ของจางเจิ้งก็มลายหายไป ทว่าเขาก็ยังคงเชิดหน้าหนีอย่างแง่งอน
"หึ! อย่างน้อยแม่หนูอย่างเจ้าก็ยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง"
ฉู่เยว่หันหน้าไปมองทางประตูห้องของตนเอง
"หนิงตง เตรียมของที่เราต้องเอาไปครบหรือยัง?"
วินาทีต่อมา หนิงตงก็วิ่งออกมาจากห้องพร้อมกับถือกล่องของขวัญใบหนึ่ง แล้วปิดประตูตามหลัง
"คุณหนู ข้าเตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะ"
ภายในกล่องของขวัญคือชุดเครื่องเขียนทั้งสี่ ซึ่งกู้จิ่งเหอพระราชทานให้เมื่อช่วงเช้าที่ห้องทรงอักษร
พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกที่เก็บรักษาไว้ในท้องพระคลังหลวงล้วนเป็นของชั้นยอด ในเมื่อนางไม่ค่อยได้ใช้ การนำไปมอบให้สามีจึงเหมาะสมที่สุด
เมื่อเห็นหนิงตงเดินออกมาจากห้อง ฉู่เยว่ก็ดึงแขนจางเจิ้งแล้วเริ่มออกเดิน
"ท่านอาจารย์ รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ"
จางเจิ้งมองดูสีหน้าร้อนรนของเด็กสาวพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"นี่เพิ่งจะต้นยามเซินเอง นั่งรถม้าไปหอดื่มจันทร์ซีเจียงที่ชานเมืองหลวง อย่างมากก็ใช้เวลาแค่สองเค่อ ไปตอนนี้ยังเร็วเกินไปนะ"
"ไม่เร็วเลยเจ้าค่ะ! ไม่เร็วสักนิด! เกิดสามีข้าไปถึงก่อนล่ะ? เราจะได้เจอเขาเร็วขึ้นไง" ฉู่เยว่พูดพลางดึงแขนจางเจิ้งให้เดินตาม
สีหน้าของจางเจิ้งเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ
"พวกเจ้าสองคนอยากเจอกันก็ช่างเถอะ แล้วจะลากตาเฒ่าคนนี้ไปทำไมด้วย? เวลาที่พวกเจ้านกยวนยางพลอดรักกัน ตาเฒ่าที่ต้องมาอยู่ตรงกลางอย่างข้าจะไม่ทำตัวไม่ถูกเอาหรือ?"
ฉู่เยว่ยิ้มแหยๆ
"ถ้าอย่างนั้นท่านอาจารย์ก็แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอดไปเสียสิเจ้าคะ?"
จางเจิ้งแค่นเสียงขึ้นจมูก "นั่นก็เว้นเสียแต่ว่าตาเฒ่าคนนี้จะตาบอดและหูหนวกจริงๆ ไม่อย่างนั้นแกล้งทำไปก็เปล่าประโยชน์"
"ท่านอาจารย์พูดจาเหลวไหลขึ้นทุกวันแล้วนะเจ้าคะ" ฉู่เยว่พูดพลางค้อนขวับใส่จางเจิ้งวงใหญ่
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน พวกเขาก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยมแล้ว ซึ่งเฮยมู่ก็ได้นำรถม้ามาจอดรออยู่ที่หน้าประตูเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงเวลานัดหมาย รถม้าจึงวิ่งไปอย่างไม่รีบร้อน วนรอบเมืองหลวงไปเสียเกือบครึ่งค่อนเมือง ระหว่างทาง ฉู่เยว่ยังได้สังเกตร้านรวงและการกระจายตัวของผู้คนริมสองฝั่งถนน เพื่อมองหาทำเลสำหรับการทำธุรกิจในอนาคตไปด้วย
จางเจิ้งนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ในรถม้า จนกระทั่งรถม้าวิ่งออกจากตัวเมืองและมุ่งหน้าไปยังชานเมืองหลวง เขาถึงได้ลืมตาขึ้น
"ใกล้ถึงหรือยัง?"
ฉู่เยว่พยักหน้าด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
"เราออกนอกเมืองมาแล้วเจ้าค่ะ อีกประมาณหนึ่งเค่อเฮยมู่ก็จะขับไปถึงหอดื่มจันทร์ซีเจียงแล้ว"
จางเจิ้งพยักหน้ารับแล้วหลับตาลงอีกครั้ง
เมื่อรถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูหอดื่มจันทร์ซีเจียง เวลาของยามเซินก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งแล้ว
ฉู่เยว่ประคองจางเจิ้งลงจากรถม้า เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู พวกเขาก็เห็นร่างอันคุ้นเคยทันที
เขาคือเด็กหนุ่มอายุราวสิบสองสิบสามปีที่ส่งกระดาษโน้ตให้นางเมื่อตอนกลางวัน เด็กหนุ่มโค้งคำนับให้ทั้งสองคน
"คุณหนู นายท่านผู้เฒ่า เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้ขอรับ"
ฉู่เยว่พยักหน้าและเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไปในหอดื่มจันทร์ซีเจียงพร้อมกับจางเจิ้ง พวกเขาเดินอ้อมเหลาอาหารสองชั้นที่อยู่ด้านหน้า และไปหยุดยืนอยู่หน้าเรือนไม้หลังงามที่ตั้งอยู่หลังป่าไผ่เล็กๆ
เหนือกรอบประตูของเรือนไม้ มีป้ายสลักตัวอักษรคำว่า "หย่าเซ่อ" (เรือนพำนักอันสง่างาม) แขวนเอาไว้
เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูและผายมือเข้าไปด้านใน
"เชิญขอรับ ทั้งสองท่านเชิญด้านในเลย"