เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 57 ฟางเสี่ยวพั่งก่อเรื่อง

บทที่ 57 ฟางเสี่ยวพั่งก่อเรื่อง

บทที่ 58 ฝึกฝนสัมผัสเทวะและหลุมหลบภัย


เขากลับมานั่งลงอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาเปลี่ยนวิธีใหม่ ไม่ใช่การหลับตาแน่น แต่เป็นการดึงความรู้สึกที่อยากจะมองออกไปข้างนอกกลับคืนมา

ในใจเริ่มสงบลงอย่างประหลาดทีละน้อย

โลกใบนี้เลือนหายไป ความมืดมิดมลายสิ้น ไร้ซึ่งความรู้สึกของการมองเห็น ดูเหมือนกำลังมองดู แต่เบื้องหน้ากลับว่างเปล่า

จู่ๆ ความหวาดผวาดุจดั่งร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งก็จู่โจมเข้ามา

ราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงหญ้าต้นน้อยที่ไร้ที่พึ่งพิง ล่องลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลมแรง ความรู้สึกนี้ทำเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ใช่แล้ว!

นี่แหละคือการฝึกฝนสัมผัสเทวะ ต้องควบคุมความหวาดกลัวของตัวเองให้ได้

ความตระหนักรู้บังเกิดขึ้นในใจของเขา

ท่ามกลางความหวาดกลัว เขาค่อยๆ ปิดกั้นสัมผัสเทวะลงทีละน้อย

หนึ่งชั่วยาม!

สองชั่วยาม!

……

...

สิบสองชั่วยาม!

เข้าฌานสมาธิอยู่นาน จู่ๆ เบื้องหน้าก็บังเกิดแสงสว่างวาบเจิดจ้า สัมผัสเทวะที่ถูกกดทับเอาไว้พุ่งทะลักออกมา สัมผัสเทวะที่หลุดพ้นจากความหวาดกลัวมาได้นั้น แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจริงๆ ด้วย

นี่... ก็คืออี๋อย่างนั้นหรือ?

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!

จางผิงอันลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย กินผลไม้รองท้องไปนิดหน่อย แล้วก็เริ่มฝึกฝนต่อ การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์เลย

ด้านหลัง ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องฝึกฝน

เขากลับมานั่งลงอีกครั้ง เมื่อนั่งขัดสมาธิเรียบร้อย ก็เริ่มครุ่นคิดถึงประโยคที่สอง

"ฟังดูแต่ไม่ได้ยิน เรียกว่า ซี"

อืม นี้น่าจะเป็นหลักการเดียวกับมองดูแต่ไม่เห็น เพียงแต่เมื่อครู่ฝึกฝนกับแสง ส่วนอันนี้ฝึกฝนกับเสียง

ไม่ฟัง!

ไม่ฟังทั้งเสียง และไม่ฟังแม้กระทั่งความเงียบสงบ

ดึงสติสัมปชัญญะในการรับฟัง กลับคืนสู่สัมผัสเทวะจนหมดสิ้น

เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ทุกอย่างก็ง่ายดายขึ้น เพียงไม่นาน หูของจางผิงอันก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีก รอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว เงียบจนน่ากลัว

นี่มันยังไม่ถึงที่สุดหรอกนะ

ฝึกฝนต่อไป

สุดท้าย แม้แต่ความเงียบสงัดก็ไม่ได้ยินอีกต่อไป

ความหวาดกลัวจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง ราวกับว่าใต้ฝ่าเท้ามีหุบเหวลึกหมื่นจั้ง ตัวเขากำลังร่วงหล่นลงไปอย่างรวดเร็ว และหุบเหวนั้นก็ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด

จางผิงอันแทบจะหยุดหายใจ

เขารู้ดีว่าจะยอมล้มเลิกกลางคันไม่ได้

ต้องอดกลั้นความหวาดกลัวเอาไว้

หนึ่งชั่วยาม

สองชั่วยาม

……

...

ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่

ตูม!

สิ้นเสียงดังสนั่น เบื้องหน้าก็บังเกิดแสงสว่างสีขาวสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ระเบิดสัมผัสเทวะออกไป ในเสี้ยววินาทีนี้ พลังของสัมผัสเทวะก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เอ๊ะ?

นี่... ก็คือซีสินะ

ทำไมถึงเหมือนกับ "อี๋" เลยล่ะ?

เอาใหม่!

ด่านสุดท้ายแล้ว หากผ่านด่านนี้ไปได้ การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นแรกก็อาจจะถือว่าสำเร็จแล้วก็ได้

"ไขว่คว้าแต่ไม่ได้มา เรียกว่า เวย"

นี่คือการฝึกฝนประสาทสัมผัสทางกาย หมายถึงการปล่อยวางความรู้สึกเจ็บ ปวด คัน ชา และการสัมผัสทั้งหมดให้ว่างเปล่า

ด่านนี้ยิ่งยากกว่าเดิม

อิงตามวิธีการฝึกฝนในด่านก่อนๆ

เริ่มแรกก็มีความเจ็บปวดรวดร้าวเข้าจู่โจม

จากนั้นก็คันคะเยออย่างรุนแรง

สุดท้ายก็ชาจนทำให้ใจสั่นหวิว

มีหลายครั้งที่จางผิงอันแทบจะทนไม่ไหว แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ตัวเขาอุตส่าห์ฝึกฝนมาตั้งหลายวันแล้ว หากไม่ผ่านด่านนี้ไปให้ได้

ที่ฝึกฝนมาทั้งหมด ก็คงสูญเปล่าหรอกหรือ

เขากัดฟันแน่น

เวลา ค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไปทีละน้อย

……

...

เมื่อการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัสหายไป ความรู้สึกอื่นๆ ก็ค่อยๆ เลือนหายไปทีละอย่างเช่นกัน

"สามสิ่งนี้ ไม่อาจสืบสาวราวเรื่องได้ จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว"

สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็น "อี๋" "ซี" หรือ "เวย" ความรู้สึกทั้งหมด กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

กลายเป็นสิ่งเดียวกัน

ในพริบตา โลกทั้งใบก็ดูอ่อนโยนขึ้นมา จางผิงอันเกิดความตระหนักรู้ขึ้นมาท่ามกลางฌานสมาธิ

ที่แท้การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัสทั้งหมด ล้วนเป็นผลมาจากสัมผัสเทวะทั้งสิ้น

เมื่อไม่มอง ไม่ฟัง ไม่รับรู้ สัมผัสเทวะก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง สามารถเติบโต และกลายเป็นการรับรู้ที่แปลกประหลาดและไร้ขีดจำกัด

การฝึกฝนสัมผัสเทวะ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขอเพียงตั้งใจจริง ก็ย่อมสำเร็จได้ทุกประการ

จางผิงอันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมา

เข้าใจแล้ว!

แสงสว่างสาดส่อง ความมืดมิดถอยร่น ภายใต้การรับรู้ของสัมผัสเทวะ โลกใบนี้กลับดูชัดเจนยิ่งกว่าที่ใช้ตามองถึงหนึ่งหมื่นเท่า

ที่แท้

นี่แหละคือสัมผัสเทวะ!

เมื่อค้นพบสัมผัสเทวะแล้ว ก็สามารถมุ่งเน้นการฝึกฝนไปที่สัมผัสเทวะได้

จางผิงอัน ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะแห่งการฝึกฝน

เอ๊ะ?

แปลกจัง!

เมื่อฝึกฝนเสร็จสิ้นเป็นครั้งแรก แม้จะไม่ได้ทะลวงผ่านไปได้ในทันที และยังคงต้องฝึกฝนขัดเกลาต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่จางผิงอันก็รู้สึกได้ว่า สัมผัสเทวะของตนเองมีความคล่องแคล่วและแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ตอนที่ฝึกวิชาอยู่ ก็ดันไปพบเจอเข้ากับสิ่งประหลาดบางอย่าง

ที่ลานหลังบ้านของตัวเอง

ในชั่วพริบตาที่สัมผัสเทวะถูกแสงสว่างระเบิดออก โลกทั้งใบก็กลายเป็นโปร่งใส ท่ามกลางฌานสมาธิ เขามองเห็นประตูลับบานหนึ่งซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด

หลังจากเก็บพลังเสร็จเรียบร้อย

จางผิงอันก็เดินมาที่ลานหลังบ้าน

ลานหลังบ้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นเพียงสนามหญ้ากว้างประมาณสิบจั้ง เนื่องจากไม่ได้ดูแลมาเป็นเวลานาน จึงมีวัชพืชขึ้นอยู่เต็มไปหมด

จางผิงอันเดินมาถึงมุมหนึ่ง

เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไป ปลดปล่อยพลังปราณลงไป แล้วออกแรงดึง

ครืด...

ฝากลมๆ บานหนึ่งถูกเขาดึงขึ้นมาจากพงหญ้า เผยให้เห็นบันไดทางลงที่ลึกลงไปเบื้องล่าง

การรับรู้ตอนที่เข้าฌานสมาธิเมื่อครู่เป็นความจริง ที่ลานหลังบ้านมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่งจริงๆ

จางผิงอันถึงกับอึ้งจนตาค้าง

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

ใต้เท้าชิงเฟิงเป็นคนขุดไว้รึ? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่น...

เขาใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบลึกลงไปในถ้ำ ด้านล่างมีความลึกประมาณสิบกว่าจั้ง ด้านในสุดดูเหมือนจะเป็นห้องหินที่ปิดทึบ แต่ไม่มีคนอยู่

เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตรายใดๆ

จางผิงอันก็ปีนบันไดลงไป

ด้านในมืดสนิท แต่ตอนนี้ความมืดมิดก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของจางผิงอันได้อีกต่อไป รอบด้านล้วนเป็นกำแพงหินอันแข็งแกร่ง

เมื่อลงมาถึงด้านล่างสุด ก็หันไปมองทางด้านข้าง

มีประตูหินบานใหญ่อยู่บานหนึ่ง แต่ไม่ได้ลงกลอนเอาไว้ ด้านบนเขียนตัวอักษรสามตัวว่า "หลุมหลบภัย"

จางผิงอันถอนหายใจ เขาจำลายมือนี้ได้ นี่คือลายมือที่ใต้เท้าชิงเฟิงเป็นคนเขียนขึ้นมาเองกับมือ

ดังนั้น จึงแทบจะมั่นใจได้เลยว่า ที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาโดยใต้เท้าชิงเฟิงอย่างแน่นอน

น่าเสียดายจริงๆ

ก่อนหน้านี้มันถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิดเกินไป ตัวเขาถึงไม่ได้สังเกตเห็นเลย

แต่ว่า ใต้เท้าชิงเฟิงสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินขึ้นมาทำไมล่ะ? เพื่อใช้หลบภัยพิบัติวายุรึ?

ไม่ใช่บอกว่า อีกสามพันปีให้หลัง ภัยพิบัติวายุที่แท้จริงถึงจะมาเยือนไม่ใช่หรือ?

เมื่อผลักประตูหินอันหนักอึ้งเข้าไป ด้านในจะเป็นห้องโถงใหญ่เป็นอันดับแรก ภายในห้องโถงใหญ่ ยังมีประตูหินบานเล็กๆ อยู่อีกหลายบาน

เชื่อมต่อไปยังห้องหับอีกหลายห้อง

หลุมหลบภัยแห่งนี้ มีขนาดไม่เล็กเลยจริงๆ

มีถึงสามห้องนอนหนึ่งห้องโถง แถมยังมีห้องน้ำอีกต่างหาก

ด้านล่างของห้องน้ำดูเหมือนจะเป็นรอยแยกของแผ่นดิน ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าลึกลงไปแค่ไหน

มีห้องหินห้องหนึ่งเป็นโกดังเก็บของ ด้านในมีโอ่งข้าว โถ และของจุกจิกอื่นๆ วางอยู่มากมาย

ริมในสุดยังมีห้องหินอีกห้องหนึ่งที่ดูแข็งแรงทนทานกว่าอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีไว้ทำอะไร

ส่วนห้องสุดท้ายมีเตียงหินอยู่หนึ่งเตียง เห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหลับนอนของผู้เป็นเจ้าของ

แต่ทว่า

มีเพียงห้องว่างเปล่าและเฟอร์นิเจอร์แบบเรียบง่ายเท่านั้น

ด้านในยังไม่มีข้าวของอะไรเลย ว่างเปล่าไปหมด เห็นได้ชัดว่ายังจัดเตรียมไม่เสร็จสรรพ

ในเมื่อเป็นหลุมหลบภัย ถึงอย่างไรก็ต้องมีน้ำและอาหารสิ?

แต่กลับไม่มีเลย มีเพียงโอ่งน้ำและโอ่งข้าวที่ว่างเปล่าเท่านั้น

จางผิงอันเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ริมในสุด กำแพงหินรอบด้านแข็งแกร่งเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกลและวิชาอาคมมาแล้ว

ภายในห้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก

ที่นี่มีค่ายกลวายุอยู่แห่งหนึ่ง สามารถหมุนเวียนอากาศกับภายนอกได้

หืม?

ดวงตาของจางผิงอันเป็นประกายขึ้นมาทันที!

นี่มัน... ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การหลอมโอสถจริงๆ แฮะ?

เขารู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง

ที่นี่ทั้งซ่อนเร้นมิดชิด และก็มีความแข็งแรงทนทานเพียงพอ

จางผิงอันเดินตรวจสอบดูหนึ่งรอบ เมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็ปีนกลับขึ้นไป แล้วขนย้ายทั้งเตาหลอมเฉียนคุน ไม้กาดำ และบุปผาเบญจรงค์ทั้งหมดลงมา

เตาหลอมเฉียนคุนนำไปวางไว้ในห้องหิน ไม้กาดำนำไปเก็บไว้ในโกดัง ส่วนบุปผาเบญจรงค์ก็กองเอาไว้ในห้องโถง

ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ขาดก็แต่เด็กรับใช้เฝ้าเตาเท่านั้น

แต่จางผิงอันไม่ได้รีบร้อน เขาตัดสินใจจะฝึกฝนสัมผัสเทวะให้สำเร็จเสียก่อน เคล็ดวิชาฝึกสัมผัสเทวะนี้ มีความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ชีวิตอันแสนเรียบง่ายเริ่มต้นขึ้นแล้ว

เขาแทบจะไม่ออกจากบ้านเลย นานๆ ทีถึงจะออกไปซื้อของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตสักครั้ง เวลาที่เหลือก็เอาแต่บำเพ็ญเพียร

เงินในมือยังคงพอใช้จ่าย

เวลาหนึ่งเดือนผ่านพ้นไป

การฝึกสัมผัสเทวะเริ่มมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ

ในวันนี้ ขณะที่กำลังเข้าฌานสมาธิอยู่ จู่ๆ สัมผัสเทวะก็รู้สึกเจ็บปวดแปลบขึ้นมา ความเจ็บปวดในครั้งนี้ รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ราวกับมีลูกศรนับหมื่นเล่มแทงทะลุหัวใจก็ไม่ปาน

อ๊าก...

จางผิงอันตั้งรับไม่ทัน ร้องตะโกนออกมาเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด

จบบทที่ บทที่ 57 ฟางเสี่ยวพั่งก่อเรื่อง

คัดลอกลิงก์แล้ว