- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 58 ฝึกฝนสัมผัสเทวะและหลุมหลบภัย
บทที่ 58 ฝึกฝนสัมผัสเทวะและหลุมหลบภัย
บทที่ 59 เคล็ดวิชาแยกจิต
มาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว!
สัมผัสเทวะของจางผิงอันตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าจะยอมแพ้ไม่ได้ จึงกัดฟันแน่น ทนรับการจู่โจมจากความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่า
ในขณะที่เจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหวแล้วนั้น
ปัง!
สิ้นเสียงดังสนั่น ความมืดบอดถูกระเบิดออก ผัสสะทั้งหกกลับคืนสู่ที่เดิม เขาตื่นขึ้นจากฌานสมาธิ ความเจ็บปวดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ราวกับเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
การสั่นสะเทือนของธาตุแต่ละชนิดในอากาศ ล้วนสัมผัสได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง สัมผัสเทวะไม่เคยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน
การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นแรก ประสบความสำเร็จแล้ว!
บรรลุเคล็ดวิชาแยกจิต!
เขาขยับความคิดในใจ
กระบี่เล็กสีขาวเงินสองเล่มก็ปรากฏขึ้นจากฝ่ามือ แล้วบินขึ้นไปกลางอากาศ
พวกมันต่อสู้กันเองจนเกิดเสียงดังเคร้งคร้าง
ตอนนี้การควบคุมกระบี่เทพเป็นไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่มีทางไปชนเข้ากับกำแพงหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนอย่างแน่นอน
เคล็ดวิชาแยกจิต สามารถแบ่งแยกจิตใจให้ทำสองสิ่งพร้อมกันได้ ราวกับมีสมองสองซีก ควบคุมสิ่งของสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เพื่อทำเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขาควบคุมกระบี่เล็กทั้งสองเล่มให้ต่อสู้กันกลางอากาศ ลองเล่นดูอยู่พักหนึ่ง
ความรู้สึกนี้มันช่างแปลกประหลาดนัก
ราวกับกำลังควบคุมสมองสองซีก แยกกันคิดใคร่ครวญ แต่กลับแสดงออกมาให้เห็นในใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
จางผิงอันพยายามทำความเข้าใจ ก่อนหน้านี้เขาคิดมาตลอดว่าสมองก็คือตัวเขาเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า จิตใจที่คอยควบคุมการทำงานของสมองอยู่เบื้องหลังต่างหาก ถึงจะเป็นตัวเขาที่แท้จริง ส่วนสมองก็เป็นแค่เครื่องมือสำหรับคำนวณและจดจำเท่านั้น
พอลองคิดดูดีๆ ก็มีเหตุผล หากความทรงจำคือตัวเอง ถ้าอย่างนั้นหนังสือทุกเล่ม ก็คงเป็นสิ่งมีชีวิตไปหมดแล้ว
เขาดื่มด่ำอยู่กับความตระหนักรู้ใหม่นี้
จู่ๆ ก็เกิดประกายความคิดขึ้นมา
เขามีความคิดใหม่บางอย่าง
หากตัวเองสามารถแบ่งจิตทำสองสิ่งพร้อมกันได้ ถ้าอย่างนั้นตอนหลอมโอสถ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เด็กรับใช้เฝ้าเตาแล้วใช่หรือไม่?
หากจะนำเคล็ดวิชาแยกจิตมาใช้หลอมโอสถ มันยากกว่าการควบคุมกระบี่เล็กสีขาวเงินมากนัก พลังของสัมผัสเทวะในตอนนี้ ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ
เขาลองประเมินดูแล้ว ตามทฤษฎีนั้นเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริง การฝึกสัมผัสเทวะของเขาเพิ่งจะทะลวงผ่านขั้นแรกมาหมาดๆ ยังมีความแข็งแกร่งไม่มากพอ
ถ้าอย่างนั้นก็ฝึกฝนต่อไป!
จนกว่าสัมผัสเทวะจะแข็งแกร่งพอใช้งาน!
การเข้าฌานสมาธิในครั้งนี้กินเวลายาวนานมาก เมื่อจางผิงอันผลักประตูห้องออกมา ด้านนอกก็เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ใบไม้ร่วงหล่นจนเกือบหมด ต้นไม้เหลือเพียงใบไม้สีเหลืองแห้งเหี่ยวไม่กี่ใบที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งก้าน โยกเยกไปมาตามสายลมฤดูใบไม้ร่วง มองดูก็รู้ว่าคงทนอยู่ได้อีกไม่นาน
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนเริ่มเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าแขนยาว ฤดูหนาว กำลังจะมาเยือนแล้ว
จางผิงอันออกจากบ้านมุ่งหน้าไปที่ตลาดก่อนเป็นอันดับแรก เตรียมตัวจะซื้อของครั้งใหญ่ ต้องซื้อของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตมากักตุนไว้เยอะๆ จะได้อยู่ฝึกวิชาที่บ้านได้อย่างสบายใจ
สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดก็คือผลไม้และผัก
เพราะของพวกนี้ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน จางผิงอันจึงไม่สนว่าจะอร่อยหรือไม่ เลือกซื้อเฉพาะผักที่สามารถเก็บไว้ได้นานๆ เท่านั้น
"เถ้าแก่ ขอผักกาดขาวหยางสามพันจิน แล้วก็ถั่วมารอีกสองพันจิน..."
"เอ๊ะ? พ่อหนุ่ม นี่เจ้าตั้งใจจะรับไปขายส่งหรือไง? ถึงได้ซื้อเยอะขนาดนี้?"
"ข้าเอาไปเลี้ยงหมู"
"อ้อ ที่แท้ก็เลี้ยงสัตว์เลี้ยงวิเศษเอาไว้นี่เอง มิน่าล่ะ สัตว์เลี้ยงวิเศษน่ะเลี้ยงยากนะ เปลืองเสบียงสุดๆ ไปเลย มา พ่อหนุ่ม เจ้าบอกที่อยู่มาสิ เดี๋ยวข้าให้คนไปส่งให้"
"ขอบคุณเถ้าแก่มาก"
"ไม่เป็นไร เจ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่ เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว"
จางผิงอันบอกที่อยู่เสร็จสรรพ ขณะกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน พอหันหลังกลับไป ก็มีเงาร่างในชุดสีแดงปรากฏขึ้นในสายตา
"เอ๊ะ เสี่ยวหง?"
"ผิงอัน? บังเอิญจังเลยนะ เจ้ากลับมาจากยอดเขาหลิงกู่แล้วรึ?"
เสี่ยวหงถือตะกร้าใส่ผักมาจ่ายตลาดเช่นกัน นางรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจที่ได้เห็นจางผิงอันอยู่ที่นี่ด้วย
"กลับมาแล้วล่ะ ฤดูหนาวทำนาไม่ได้นี่นา" จางผิงอันยิ้ม แต่ไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองถูกไล่ออก
"อ้อ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่มาหลอมโอสถเลยล่ะ?" เสี่ยวหงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ใบหน้าของจางผิงอันแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวออกมา "อย่าให้พูดถึงเลย ค่าเช่าที่นั่นของพวกเจ้าแพงเกินไป ข้าล้มละลายไปแล้ว ในกระเป๋าไม่มีเงินเหลือเลยสักแดงเดียว วันหน้าจะยังมีโอกาสได้ไปหลอมโอสถอีกหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เลย"
แววตาของเสี่ยวหงมีประกายวูบไหวเล็กน้อย นางขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา "เถ้าแก่ของพวกเราบอกว่า เจ้าเป็นลูกค้าเก่า เขาให้เจ้าใช้ห้องหลอมโอสถได้ฟรีสองสามวันเลยนะ"
"ไอ้หยา! เถ้าแก่ของพวกเจ้าช่างใจดีจริงๆ" จางผิงอันยิ้มกล่าว
"แน่นอนสิ เจ้าจะมาหรือไม่ล่ะ?" เสี่ยวหงมีท่าทีเร่งเร้าเล็กน้อย
จางผิงอันค่อยๆ ส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก ข้ายังต้องรอผู้อาวุโสหลิงมู่กลับมา ไม่กล้าวิ่งเพ่นพ่านไปไหน เจ้าก็รู้ว่าผู้อาวุโสหลิงมู่อารมณ์ร้าย ข้าไปล่วงเกินท่านไม่ได้หรอก ตอนนี้ข้าไม่กล้าไปไหนทั้งนั้นแหละ"
"อ้อ นั่นก็จริง ผู้อาวุโสหลิงมู่ไม่ใช่คนที่คนทั่วไปจะไปล่วงเกินได้ เอาล่ะ หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็แวะมาที่ห้องหลอมโอสถบ้างนะ" เสี่ยวหงโบกมือลา แล้วเดินไปซื้อผักที่แผงขายผัก
จางผิงอันมีใบหน้ายิ้มแย้ม เขามองดูเสี่ยวหงเดินจากไป จนกระทั่งแผ่นหลังของนางลับสายตา แววตาของเขาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ภายในใจบังเกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำ
เถ้าแก่ใจดี ให้ข้าใช้ห้องหลอมโอสถฟรีงั้นรึ?
ถุยเถอะ!
ถุยอีกรอบเลยเอ้า!
ยอมเชื่อว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ยังดีกว่าเชื่อว่าเถ้าแก่จะใจดีขนาดนี้
หากไม่ใช่เพราะความหวังดี
ก็ต้องเป็นความประสงค์ร้าย!
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มีความคิดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ซ่อนอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือมีเจตนาแอบแฝงนั่นแหละ
ตัวเขา กำลังถูกคนจับตามอง!
ดังนั้นเมื่อครู่เขาถึงได้จงใจพูดถึงผู้อาวุโสหลิงมู่ขึ้นมา ก็เพื่อจะแอบอ้างบารมีของผู้อาวุโสหลิงมู่ นั่นเป็นถึงผู้กุมบังเหียนที่แท้จริงของยอดเขาหลิงกู่ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตัน ไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องหรอก
เขารีบเร่งกลับบ้าน
แววตาของจางผิงอันยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ
วันหน้าต้องพยายามไม่ออกจากบ้านให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องออกไป ก็ต้องไปหางานทำ และย้ายขึ้นไปอยู่บนเขาให้ได้
มีเพียงบนเขาเท่านั้น ถึงจะค่อนข้างปลอดภัย
เพียงแต่ เสี่ยวหงเป็นอะไรไป?
นางเป็นคนหักหลังเขางั้นรึ?
เมื่อครู่นี้ นางคิดจะหลอกลวงเขา หรือว่า... กำลังแอบเตือนเขาเป็นนัยๆ กันแน่?
จิตใจของผู้หญิงนี่ ช่างเดายากเสียจริง
เดาไม่ออกก็ไม่ต้องไปเดามัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็นำข้าวของทั้งหมดไปซ่อนไว้ในหลุมหลบภัยใต้ดิน
จางผิงอันก็หลบเข้าไปฝึกวิชาในหลุมหลบภัยเช่นกัน
เมื่อปิดฝาลง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจู้จีมาที่นี่ ก็ไม่มีทางค้นพบได้หรอก
ส่วนยอดฝีมือระดับจินตันน่ะรึ?
เรื่องขี้ปะติ๋วของเขาแค่นี้ คงไม่ถึงขั้นไปรบกวนยอดฝีมือระดับจินตันหรอก ยอดฝีมือระดับจินตันต้องว่างงานขนาดไหนกันถึงจะมาทำเรื่องพรรค์นี้ อิ่มจนจุกแล้วไม่มีอะไรทำหรือไง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เผลอแป๊บเดียวฤดูหนาวก็มาเยือนแล้ว
หิมะแรกโปรยปรายลงมา ทั่วทั้งเมืองต้าเหยาขาวโพลนไปหมด
จางผิงอันเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาเดือนกว่าๆ การฝึกฝนสัมผัสเทวะราบรื่นเป็นพิเศษ ทะลวงผ่านขั้นที่สอง ขั้นที่สาม เรื่อยไปจนถึงขั้นที่สี่ได้ทั้งหมด
กลายเป็นว่าขั้นแรกต่างหากที่เป็นขั้นที่เขาใช้เวลาฝึกฝนยาวนานที่สุด
อย่างที่คิดไว้จริงๆ การฝึกฝนสัมผัสเทวะ กับการฝึกฝนพลังปราณ มันคนละเรื่องกันเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับการฝึกฝนสัมผัสเทวะ ไม่สามารถทะลวงข้ามระดับของการฝึกลมปราณไปได้
การฝึกลมปราณถึงจะเป็นรากฐานที่แท้จริงของการบำเพ็ญเพียร
สัมผัสเทวะของจางผิงอันแข็งแกร่งจนถึงขั้นน่าสะพรึงกลัวแล้ว เขาลองครุ่นคิดดู ด้วยพลังของสัมผัสเทวะในตอนนี้ การหลอมโอสถโดยใช้เคล็ดวิชาแยกจิต ก็น่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรแล้ว
ยังไงก็ต้องหลอมโอสถรวบรวมปราณให้ได้
ต้องฝึกฝนให้ถึงระดับฝึกลมปราณขั้นห้าให้ได้ ระดับฝึกลมปราณขั้นห้าในเมืองต้าเหยานั้นหาได้ยากยิ่งราวกับขนหงส์เขาคิเลน การหางานดีๆ ก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น จะได้หนีไปให้พ้นจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายแห่งนี้เสียที!
นี่มันเป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงชีวิตน้อยๆ ของเขาเลยนะ
เขาปิดบังใบหน้า แล้วออกไปซื้อเสบียงอีกครั้ง
จางผิงอันกลับมาที่หลุมหลบภัย ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว เขาจึงเริ่มเตรียมตัวหลอมโอสถ
ก่อนที่จะเริ่มหลอมโอสถ
ต้องจัดการกับไม้กาดำพวกนี้เสียก่อน
ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน ถึงจะนำไปใช้งานได้
การตัดไม้ปราณชนิดนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเทพอะไรหรอก แค่กระบี่เล็กสีขาวเงินของเขาก็เพียงพอแล้ว
ไม้กาดำกองอยู่ในโกดังมาตั้งนานแล้ว จางผิงอันหยิบออกมาท่อนหนึ่ง ขณะกำลังจะจัดการกับมัน จู่ๆ เขาก็ขมวดคิ้ว
ไม่ถูกสิ!
ไม้กาดำนี่ มันมีปัญหา!