เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 เคล็ดวิชาแปดสัมผัส

บทที่ 56 เคล็ดวิชาแปดสัมผัส

บทที่ 57 ฟางเสี่ยวพั่งก่อเรื่อง


ดังนั้น พลังปราณและสัมผัสเทวะ จึงเป็นระบบสองชุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และต่างก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สัมผัสเทวะเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีมาตั้งแต่กำเนิดไม่เหมือนกัน บางคนก็แข็งแกร่งมาก บางคนก็อ่อนแอมาก

แต่เมื่อผ่านการฝึกฝนวิชาเซียน สัมผัสเทวะก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนมีคำกล่าวอยู่เสมอว่า สัมผัสเทวะเป็นสิ่งของประดับบารมีของพลังปราณ เพราะยิ่งพลังปราณเข้มข้นมากเท่าไหร่ สัมผัสเทวะก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่ของสิ่งนี้ ยังสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้อีกรึ?

สามารถแยกออกมาฝึกฝนต่างหากจากพลังปราณได้ด้วยรึ?

น่าสนใจดีแฮะ!

ต้องเริ่มฝึกฝนก่อนแล้วล่ะ!

แน่นอนว่า ก่อนจะเริ่มฝึกฝน ต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจเสียก่อน ถึงจะค่อยๆ ฝึกฝนต่อไปได้

เขาอ่านบทนำซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ

จนเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว

จากนั้นจึงค่อยไปอ่านบทที่หนึ่ง บทฝึกลมปราณ นี่คือวิธีการฝึกฝนสัมผัสเทวะที่เหมาะสมกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณ

เผลอแป๊บเดียว เวลาสามวันก็ผ่านไป

เมื่ออ่านไปถึงท่อนสำคัญ จู่ๆ ก็เกิดความรู้แจ้งขึ้นมา จางผิงอันถึงกับตาสว่าง ตบศีรษะตัวเองฉาดใหญ่ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!

เขากลัวว่าจะลืมเลือนความรู้แจ้งนั้นไป จึงเตรียมจะเริ่มฝึกฝน

แต่จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก ฟังดูเร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง

จางผิงอันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว รีบนำของวิเศษทั้งหมดไปซ่อนไว้ในกล่องดำทันที

ภายในกล่องดำมีเตาหลอมเฉียนคุนและบุปผาเบญจรงค์ตากแห้งจำนวนมากเก็บไว้อยู่แล้ว โชคดีที่หนังสือมีขนาดไม่ใหญ่นัก จึงยังพอใส่เข้าไปได้

เขาวิ่งไปเปิดประตูห้องของตัวเอง

พอเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ ก็เลื่อนโต๊ะหินออกไปให้พ้นทาง แล้วเปิดประตูหินของถ้ำออก

นักพรตรูปร่างผอมสูงผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ

เขาตวาดลั่น "เจ้าคือจางผิงอันใช่หรือไม่? แค่เปิดประตู ทำไมถึงได้ชักช้าขนาดนี้?"

จางผิงอันรีบทำความเคารพ "ท่านเซียน ข้าคือจางผิงอันเองขอรับ เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะหลับไป ก็เลยเพิ่งจะได้ยินขอรับ"

นักพรตผอมปรายตามองจางผิงอันด้วยความดูแคลน แล้วแค่นเสียงเย็น "นอนกลางวันแสกๆ มองดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนขยันขันแข็งอะไร อ้อ ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ไว้อย่างหนึ่งนะ เจ้าถูกไล่ออกแล้ว รีบเอาเงินของเจ้า แล้วไสหัวออกไปจากถ้ำแห่งนี้เดี๋ยวนี้"

นักพรตผอมโยนถุงเงินใบหนึ่งมาให้ มันคือค่าจ้างของจางผิงอัน ด้านในมีเหรียญเซียนอยู่เก้าสิบเหรียญ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนตลอดหกเดือนของเขา

"หา? แล้วท่านเซียนฟางเสี่ยวพั่งล่ะขอรับ?" จางผิงอันตกใจ จนโพล่งถามออกไป

"หึหึ เจ้าก็รู้จักฟางเสี่ยวพั่งงั้นรึ ช่างน่าเสียดาย ที่เขาคุ้มครองเจ้าไม่ได้อีกแล้ว เมื่อครู่เขาเพิ่งจะก่อเรื่องใหญ่ไป ตอนนี้ที่นี่ตกอยู่ภายใต้การดูแลของข้า ข้าดูแล้วเจ้าทำงานได้ไม่เอาไหนเลย รีบไสหัวไปให้พ้นเลยไป" นักพรตผอมเชิดหน้าขึ้นฟ้า ทำสีหน้าดูถูกจางผิงอันอย่างถึงที่สุด

จางผิงอันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับท่านเซียน จึงประสานมือคารวะ แล้วกล่าวว่า "ข้ายังมีของใช้ส่วนตัวอยู่ในถ้ำแห่งนี้ การจะขนย้ายออกไป คงต้องใช้เวลาสักหน่อยขอรับ..."

"ก็ได้!" นักพรตผอมแค่นเสียงเย็น "ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้า อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้ายังอยู่ในถ้ำนี้อีก เข้าใจหรือไม่?"

"ขอรับ!" จางผิงอันก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าโต้แย้ง

หลังจากนักพรตผอมตวาดเสร็จ ก็คร้านที่จะพูดจากับจางผิงอันต่อ เขาหันหลังขึ้นขี่กระบี่บินจากไปทันที

จางผิงอันยืนอึ้งอยู่นาน แล้วจึงเดินออกมาจากถ้ำได้สองสามก้าว

บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงเข้มข้น ใบไม้ร่วงหล่นเป็นสีเหลืองทอง แม่น้ำใสสะอาด อากาศอบอุ่นกำลังดี นี่คือฤดูใบไม้ร่วงที่แสนงดงาม

แต่ข้ากลับต้องมาตกงานอย่างงงๆ จะไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับใครได้ล่ะ?

เชี่ยเอ๊ย!

ภายในหัวของจางผิงอันยังคงสับสนวุ่นวายไปหมด

เมื่อหันหน้าไป ก็มองเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ในเงามืดของหน้าผาที่อยู่ห่างออกไป ทำเอาเขาตกใจแทบแย่ ลอบคิดในใจว่า หรือนักพรตผอมจะไม่ไว้ใจเขา จึงส่งคนมาคอยจับตาดูเขางั้นรึ?

ไม่น่าจะถึงขนาดนั้นมั้ง?

ตัวเขาเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คงไม่ได้รับการปฏิบัติถึงขั้นนี้หรอก

แต่คนผู้นั้นกลับเดินออกมาจากเงามืด

จางผิงอันมองแวบเดียวก็จำได้ทันที

"นี่มันศิษย์พี่ฝ่ายรับใช้ที่คอยเฝ้าด่านตรวจไม่ใช่รึ?"

"สวัสดี ข้ามีจดหมายมาส่งให้เจ้า เมื่อครู่เห็นว่านักพรตอยู่ด้วย ก็เลยไม่กล้าเข้ามา เจ้าช่วยรับไว้หน่อยสิ" คนผู้นั้นยื่นจดหมายมาให้อย่างนอบน้อม

เอ๊ะ?

จางผิงอันรู้สึกประหลาดใจ

เขารับจดหมายมา แล้วเปิดอ่านดูทันที พอเห็นเนื้อหาด้านใน กลับกลายเป็นจดหมายที่ฟางเสี่ยวพั่งเขียนถึงเขานี่เอง

"ถึงผิงอัน: บรรลัยแล้ว ข้าใช้ไม้กาดำฝึกฝนค่ายกล ผลปรากฏว่าดันอัญเชิญปีศาจร้ายออกมาตัวหนึ่ง มันทำลายถ้ำของข้าจนพังพินาศ แถมยังทำให้บนยอดเขาวุ่นวายไปหมด ตอนนี้ข้าถูกหอคุมกฎกักบริเวณแล้ว คนที่มารับตำแหน่งแทนข้าคือศิษย์พี่ฮั่วกวง เจ้านั่นเป็นคนดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเอง และเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด ย่อมไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป รอให้ข้าออกจากช่วงเก็บตัวเมื่อไหร่ พวกเราค่อยมาหารือกันใหม่..."

อึ้งจนพูดไม่ออก

ก็ว่าอยู่ว่าเจ้านี่วันๆ เอาแต่ทำเรื่องบ้าอะไร ในที่สุดก็ก่อเรื่องจนได้

ที่สำคัญคือยังลากเขาเข้าไปซวยด้วยนี่สิ

เจ้านี่เมื่อไม่กี่วันก่อนยังพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะอยู่เลยว่าจะคุ้มครองเขา...

ดันไปดันทุรังศึกษาวิชาเซียนมืด ผลสุดท้ายก็อัญเชิญปีศาจออกมาจนได้ ขอยอมรับนับถือไอ้ตัวแสบคนนี้จริงๆ...

ที่ด้านท้ายของจดหมาย ยังมีคำขอร้องอยู่อีกหนึ่งข้อ

"ช่วยข้าแอบเอาไม้กาดำพวกนั้นไปทิ้งให้หน่อย ข้าสงสัยว่าไม้พวกนั้นจะมีปัญหา ห้ามให้ทางสำนักรู้เด็ดขาด ขอล่ะ!"

……

...

"ศิษย์พี่ ข้าส่งจดหมายเสร็จแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะ" คนส่งจดหมายประสานมือคารวะ แล้วหันหลังรีบเดินจากไปทันที

จางผิงอันนิ่งเงียบไปสามอึดใจ

เจ้านี่ยังติดหนี้เขาอยู่ยี่สิบเหรียญเซียนเลยนะ

ไม่เพียงแต่จะไม่คืนเงิน ยังจะให้เขาช่วยทำงานให้อีก ช่างใจกว้างเสียจริง

เอาเถอะ ตอนนี้ไม้กาดำเหล่านี้ตกเป็นของเขาแล้ว

ถือเสียว่าเป็นดอกเบี้ยก็แล้วกัน

รอให้เจ้านี่ออกมาเมื่อไหร่ ค่อยไปทวงเงินต้นคืนก็แล้วกัน

ในกล่องดำเต็มหมดแล้ว ไม่มีพื้นที่พอจะใส่ไม้กาดำเข้าไปได้อีก

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เขาจึงทำได้เพียงกลับบ้านไปก่อน เพื่อนำเตาหลอมเฉียนคุนและบุปผาเบญจรงค์ทั้งหมดไปเก็บไว้ในห้องพักด้านข้าง กองระเกะระกะไปหมด

จากนั้นก็กลับขึ้นไปบนเขา เพื่อเอาไม้กาดำเหล่านี้กลับมาที่บ้านของตัวเองเช่นกัน

พูดตามตรงเลยนะ

เขารู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย ยอดเขาหลิงกู่ถือเป็นยอดเขาที่ค่อนข้างเงียบสงบ ทุกคนต่างคนต่างฝึกฝน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ฟางเสี่ยวพั่งเองก็นิสัยไม่เลว

เดิมทีเขากะจะปักหลักอยู่ที่ยอดเขาหลิงกู่ไปเรื่อยๆ แล้วเชียว

ใครจะไปคิดว่าฟางเสี่ยวพั่งเจ้านี่จะก่อเรื่องใหญ่โตปานนี้ออกมาได้

ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนขุนนาง

ตอนนี้แปลงสมุนไพรปราณเปลี่ยนคนดูแลแล้ว ผู้ดูแลคนใหม่ไม่อยากจะใช้งานเขา ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ตัวเขาก็ถูกตีตราไปแล้วว่าเป็นพวกเดียวกับฟางเสี่ยวพั่ง ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนของฟางเสี่ยวพั่ง

ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ

ที่นี่คงไม่ต้อนรับคนอย่างข้าหรอก

กลับบ้านไปฝึกวิชาดีกว่า

เขาไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมายนัก จึงนำของของตัวเองกลับมาทั้งหมด ส่วนของที่ไม่ใช่ของตัวเอง จางผิงอันก็ไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เมื่อกลับมาถึงลานบ้านของตัวเอง ก็ยังรู้สึกผูกพันอยู่ไม่น้อย เผลอแป๊บเดียว ก็จากที่นี่ไปถึงครึ่งปีแล้ว

ในลานบ้านเต็มไปด้วยใบไม้ร่วง

บนต้นไม้มีผลไม้ออกผลมากมาย แต่ละลูกเป็นสีแดงสดน่ากิน

เขาทำความสะอาดอย่างง่ายๆ

แล้วเก็บผลไม้เหล่านั้นลงมา

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็กลับเข้าไปในห้อง นั่งขัดสมาธิบนเตียง และเริ่มพยายามฝึกฝนสัมผัสเทวะ

การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นแรก คือการปิดกั้นผัสสะทั้งหก

"มองดูแต่ไม่เห็น เรียกว่า อี๋!"

คำพูดในหนังสือดูคล้ายกับภาษาโบราณบางอย่าง ทั้งอ่านยากและเข้าใจยาก

จางผิงอันพยายามทำความเข้าใจอยู่นาน ก็รู้สึกว่าความหมายของประโยคนี้ก็คือ ไม่ต้องไปมองดู แล้วค้นหาสิ่งที่เรียกว่า "อี๋" ให้พบ

แปลกจัง?

ไม่ต้องใช้ตามอง แต่กลับสามารถหาสิ่งที่เรียกว่า "อี๋" พบได้ นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?

พอหลับตาลง ตรงหน้าก็มีแต่ความมืดมิด

นั่งอยู่ตั้งนานก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ใกล้จะหลับอยู่แล้วเนี่ย

เอ่อ!

ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนี้นะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

จู่ๆ เขาก็เกิดความตระหนักรู้ขึ้นมา ความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเขาใช้ตามองเห็นหรอกหรือ

ไม่มอง

น่าจะหมายถึงการไม่มองดูสิ่งใดๆ เลย แน่นอนว่าต้องรวมถึงความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้าหลังจากหลับตาลงแล้วด้วย

จะหลับไม่ได้ ต้องรักษาความตื่นตัวเอาไว้

นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

หรือว่า จะต้องดึงความรู้สึกที่อยากจะมองดูสิ่งต่างๆ กลับมางั้นรึ?

จบบทที่ บทที่ 56 เคล็ดวิชาแปดสัมผัส

คัดลอกลิงก์แล้ว