- หน้าแรก
- วิถีเซียนนิรันดร์ เริ่มต้นด้วยการช่วงชิงพรสวรรค์หมื่นอสูร
- บทที่ 5 - ขอบเขตกลั่นปราณระดับสาม
บทที่ 5 - ขอบเขตกลั่นปราณระดับสาม
บทที่ 5 - ขอบเขตกลั่นปราณระดับสาม
บทที่ 5 - ขอบเขตกลั่นปราณระดับสาม
ห้าวันต่อมา
ยามวิกาล ดวงจันทร์สุกสกาว ดวงดาวเบาบาง ทั่วทั้งโลกตกอยู่ในความเงียบงัน
“ฟู่...”
ภายในถ้ำฝึกตนระดับต่ำ หลินฉางเหิ้งกลืนกิน 【โอสถบำรุงโลหิต】 ระดับต่ำที่เหลืออยู่ลงไป หลังจากหลอมรวมพลังยาแล้ว การขาดแคลนโลหิตต้นกำเนิดก็ถูกเติมเต็มจนเกือบสมบูรณ์
ทว่ากล่องไม้ใบเล็กในมือตอนนี้ว่างเปล่าเสียแล้ว
“โอสถบำรุงโลหิตระดับต่ำเม็ดหนึ่งราคาถึงสองหินปราณ ปีหนึ่งข้าต้องเสียหินปราณไปเปล่าๆ ถึงยี่สิบสี่ก้อนกับสิ่งนี้”
“ทรัพยากรที่ตระกูลสวีสนับสนุน นอกเหนือจากข้าวปราณและชาปราณตามกำหนดแล้ว ในแต่ละเดือนยังมอบหินปราณระดับต่ำให้อีกสามก้อน พร้อมกับสมุนไพรสำหรับปรุง 【โอสถเพลิงแดง】 หนึ่งชุด”
ทรัพยากรเหล่านี้ ตระกูลสวีได้ผ่านการคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าเพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการฝึกตนประจำวันแน่นอน
สำหรับหลินฉางเหิ้งแล้ว มันถือว่าใจป้ามาก แรงงานของศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ได้รับ
แต่ปัญหาอยู่ที่การสูญเสียของโอสถบำรุงโลหิต ทำให้เงินเก็บของเขาขัดสน การฝึกตนขาดทรัพยากร จนในบางครั้งเขาต้องเจียดเอาสมุนไพรปรุงยาไปแลกเป็นเศษหินปราณมาใช้
ในช่วงหลายปีแรก หลินฉางเหิ้งรู้ดีว่าตนเองไม่มีโอกาสปรุงยาสำเร็จ จึงนำสมุนไพรไปแลกเพื่อประทังชีวิต
“มิน่าเล่าข้าถึงติดอยู่ที่ขอบเขตกลั่นปราณระดับสองมานาน สาเหตุนี้ก็ไม่อาจมองข้ามได้”
นี่คือผลกระทบที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
มันร้อยเรียงกันจนกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ที่หนาแน่น คลุมลงมาที่หัวของเขาอย่างไร้ทางเลี่ยง
“คราวนี้ ต้องทะลวงผ่านให้ได้! และต้องทำได้แน่นอน!”
หลินฉางเหิ้งมีความก้าวหน้าในเคล็ดวิชา โลหิตต้นกำเนิดได้รับการเติมเต็ม และมีความรู้สึกลึกลับเกิดขึ้นในใจ
นั่นคือการรับรู้ถึงโอกาสในการทะลวงผ่าน
ระดับพลังที่ติดขัดมานานถึงเวลาต้องทลายลงแล้ว!
หลินฉางเหิ้งหยิบหินปราณหนึ่งในสองก้อนที่เหลืออยู่ออกมา ถือไว้ในมือ พร้อมกับเริ่มเดินลมปราณตามวิชา 《เคล็ดวิชาเพลิงหลั่งไหล》
จากนั้นเขาออกแรงบีบหินปราณให้แตกออก พลังปราณพุ่งกระจาย แรงดูดมหาศาลระเบิดออกจากฝ่ามือ สูบเอาพลังเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายจนหมดสิ้น
...
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ
หลินฉางเหิ้งหลับตาทำสมาธิ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง ลมหายใจมั่นคงสม่ำเสมอ พลังปราณในร่างกายเริ่มรวมตัวกันราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกรากไหลวนอยู่ในเส้นชีพจร
การเดินลมปราณตามวิชา 《เคล็ดวิชาเพลิงหลั่งไหล》 นั้นลื่นไหลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไร้ซึ่งความติดขัด ความเร็วในการเปลี่ยนพลังปราณเป็นพลังฝึกตนนั้นรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นี่คือผลของเมล็ดพันธุ์ต้นกำเนิดขั้นที่หนึ่ง!
เมื่อการโคจรครบรอบวงโคจรอย่างต่อเนื่อง พลังปราณก็ค่อยๆ กลายเป็นพลังฝึกตนทีละสาย ราวกับหมอกควันจางๆ ที่จมลงสู่จุดตันเถียน
ทำให้ภายในนั้นดูอิ่มเอิบมากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งเป็นเช่นนั้น จิตใจของเขาก็ยิ่งสงบมั่นคง ดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอก ไม่รีบร้อน ไม่กระวนกระวาย
ในที่สุด หลินฉางเหิ้งก็สัมผัสได้ถึงจุดวิกฤต
“เปรี๊ยะ!”
ราวกับมีเสียงดังขึ้นในใจ แต่ความจริงกลับเงียบงัน
ใจของหลินฉางเหิ้งยังคงนิ่งดั่งน้ำนิ่ง หลังจากหลอมรวมพลังปราณที่เหลือเพียงน้อยนิดจากเศษหินปราณเข้าสู่ร่างกายหมดแล้ว เขาจึงค่อยๆ เก็บกวาดลมปราณ
เขาลืมตาขึ้น
ไม่มีความยินดีอย่างลิงโลดจากการทะลวงระดับ มีเพียงความสงบที่มองว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะเป็น
กลั่นปราณระดับสาม!
หลินฉางเหิ้งทะลวงระดับได้สำเร็จ เขาลองตรวจสอบดู พบว่าปริมาณพลังฝึกตนในร่างกายเพิ่มขึ้นกว่าห้าส่วน
นี่ไม่เพียงแต่หมายความว่าเขาสามารถร่ายคาถาระดับต่ำได้เพิ่มขึ้นอีกสองสามครั้ง แต่ในการปรุงยาก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังฝึกตนจะหมดกลางคันอีกต่อไป
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงจันทร์นวลตาดูราวกับเกล็ดน้ำค้างแข็ง สาดส่องไปทั่วลานบ้าน
เขาหัวเราะเบาๆ ออกมา
“เรื่องราวที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงแค่ลมหนาวและเกล็ดหิมะเล็กน้อยเท่านั้น”
...
ผ่านไปอีกสามวัน
ในเช้าที่หลินฉางเหิ้งเพิ่งก้าวเข้าไปในร้าน มีคนของตระกูลสวีที่ช่วยงานรีบเดินมาหา
“พี่หลิน อาจารย์โม่เรียกหาท่านครับ”
หลินฉางเหิ้งเดินขึ้นไปที่ชั้นสองทันที
ทางด้านซ้ายคือห้องรับรองแขก ส่วนทางด้านขวาคือห้องฝึกตนส่วนตัวของอาจารย์โม่
“อาจารย์โม่ ท่านเรียกหาข้าหรือขอรับ?”
หลินฉางเหิ้งมาถึงห้องรับรองแขกซึ่งว่างเปล่า บนโต๊ะน้ำชาตรงหน้ามีกล่องไม้ทรงยาววางอยู่สองกล่อง เมื่อเห็นเช่นนั้นรูม่านตาของหลินฉางเหิ้งพลันหดวับ
นี่คือ...
“ถูกต้อง นั่งลงก่อนเถิด”
พร้อมกับเสียงแหบพร่า อาจารย์โม่เดินออกมาจากห้องฝึกตนและนั่งลงที่ตำแหน่งประธาน
“เชิญอาจารย์สั่งการได้เลยขอรับ” ด้วยการผ่านโลกมาสามสิบปี ท่าทางของหลินฉางเหิ้งจึงดูนอบน้อมและเหมาะสมยิ่ง
อาจารย์โม่ยื่นมือออกไปดันกล่องไม้ทรงยาวสองกล่องมาข้างหน้า พวกมันพุ่งวาบมาหยุดตรงหน้าหลินฉางเหิ้งพอดี เขาจึงรีบใช้สองมือรับไว้
“เมื่อวันก่อน ข้ามิได้คุยกับเจ้าเรื่องการจัดการโอสถไร้ค่าและด้อยคุณภาพหรอกรึ?”
หลินฉางเหิ้งพยักหน้าตามจังหวะ ไม่ได้เอ่ยขัด แต่ในใจเริ่มคาดเดาและตื่นเต้นลึกๆ
“เดิมทีการจัดการโอสถไร้ค่าและด้อยคุณภาพเป็นหน้าที่ของสวีหานโจว แต่ในเมื่อเขาถูกเรียกตัวกลับตระกูลไปแล้ว ก็คงต้องให้เจ้าช่วยทำแทน”
“เพราะคนที่ข้าพอจะไว้ใจและมีความสามารถพอ ก็มีเพียงพวกเจ้าสองคนเท่านั้น”
หลินฉางเหิ้งแสดงสีหน้าตื้นตันใจทันที “ข้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังแน่นอนขอรับ”
จากนั้น อาจารย์โม่ก็ยื่นสมุดเล่มเก่าให้หนึ่งเล่ม “นี่คือวิธีจัดการโอสถไร้ค่าและด้อยคุณภาพ เจ้าจงนำไปศึกษาเสีย เมื่อเข้าใจแล้วค่อยนำมาคืนข้า”
“โอสถเหล่านี้ต้องจัดการให้เสร็จภายในสองวัน จากนั้นให้นำไปส่งที่ ‘ร้านเนื้อวิญญาณตระกูลหลี่’ ทางทิศตะวันออกของตลาด มอบให้หลงจู๊ของร้านนั้นและเก็บเงินมาทันที”
หลังจากสั่งการเสร็จสั้นๆ เขาก็โบกมือเป็นสัญญาณให้หลินฉางเหิ้งออกไปได้
“ขอรับ!”
หลินฉางเหิ้งกอดสมุดเล่มเก่าและกล่องไม้สองกล่องไว้แน่นก่อนจะเดินออกมา ในใจเขาร้อนรุ่มด้วยความยินดี
วันนี้โรงปรุงยาหลังร้านไม่มีการเปิดเตา ไม่มีใครมารบกวน บรรยากาศจึงเงียบสงบ
หลินฉางเหิ้งวางสมุดไว้ข้างๆ แล้วเปิดกล่องไม้ทรงยาวออก
กล่องนี้ทำจากไม้ลูกแพร์ มีน้ำหนักพอสมควร มันสามารถชะลอการสูญเสียพลังยาได้ดีเยี่ยม มักถูกใช้เก็บโอสถระดับต่ำ
หากโอสถมีค่ามากกว่านี้ จะใช้ขวดหยกพิเศษหรือติด 【ยันต์ผนึกปราณ】 ไว้ที่กล่องเพื่อลดการสูญเสียพลังยาให้เหลือศูนย์
เขาเปิดกล่องไม้ทีละกล่อง
พบว่าแต่ละกล่องมีช่องใส่โอสถยี่สิบช่อง สองกล่องรวมเป็นสี่สิบช่อง
มีเพียงสิบสองช่องที่ว่างอยู่ และโอสถที่เหลือล้วนมีลวดลายก้อนเมฆสีแดงที่ผิว
【โอสถเพลิงแดง】!
มีถึงยี่สิบแปดเม็ด!
น่าจะเป็นจำนวนโอสถไร้ค่าและด้อยคุณภาพที่สะสมมาตลอดทั้งเดือน
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีโอสถธาตุไม้ แต่หลินฉางเหิ้งก็ไม่มีเวลาคิดมาก
เขายื่นมือไปสัมผัสโอสถทันที 【กระถางปฐมกาล】 ที่นิ่งสงบอยู่ในทะเลจิตก็มีการตอบสนอง ปากกระถางมีหมอกสีเขียวพวยพุ่งขึ้นมา!
“ใช้ได้จริงๆ ด้วย!”
เมื่อได้รับการยืนยัน มุมปากของหลินฉางเหิ้งก็ไม่อาจหุบยิ้มได้เลย
“ยี่สิบแปดเม็ด ไม่รู้ว่าจะช่วงชิงวิญญาณได้มากเพียงใด?”
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่หลินฉางเหิ้งไม่ได้บุ่มบ่ามลงมือ เขาพลิกเปิดสมุดเล่มเก่าเพื่อดูวิธีจัดการโอสถเหล่านี้ก่อน
...
ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป
หลินฉางเหิ้งค่อยๆ ปิดสมุดลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
ตามที่สมุดระบุไว้
โอสถไร้ค่านั้นจัดการง่าย เพียงแค่บดให้ละเอียดแล้วใช้ไฟเผาให้เป็นเถ้าถ่านอย่างสมบูรณ์ จากนั้นก็เก็บรวบรวมไว้
เมื่อถึงสิ้นปีตระกูลจะมารับไปโปรยลงในแม่น้ำเฮยสุ่ย เพื่อให้กลายเป็นโคลนหล่อเลี้ยงพืชพรรณ
ส่วนโอสถด้อยคุณภาพนั้นยุ่งยากกว่ามาก ต้องใช้วิธีเจือจางด้วยต้นทุนต่ำ เพื่อสลายพิษยาส่วนใหญ่ออกไป ซึ่งจะกลายเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ จากนั้นจึงผ่าโอสถแล้วนำไปขาย
“โลหิตต้นกำเนิดในโอสถไร้ค่านั้นสามารถดูดซับได้ทั้งหมด แต่สำหรับโอสถด้อยคุณภาพ ข้าต้องดูดออกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น ห้ามดูดออกจนหมด มิฉะนั้นอาจจะถูกจับได้...”
(จบแล้ว)