- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 18 ดาวเดือนไร้สีสัน
บทที่ 18 ดาวเดือนไร้สีสัน
บทที่ 18 ดาวเดือนไร้สีสัน
บทที่ 18 ดาวเดือนไร้สีสัน
เยวี่ยเสี่ยวฉานกำลังแอบฟังอยู่ข้างนอกจริงๆ
'นางยังเด็กเกินไป'... พอสี่คำนี้ทะลุเข้าหู นางก็ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ ยากจะบอกได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ มีทั้งความผิดหวังปนเศร้าสร้อย แต่ก็เหมือนจะโล่งใจไปเปราะหนึ่ง สรุปก็คือความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าปะปนกันไปหมดจนอธิบายไม่ถูก
นางยังเด็กเกินไปจริงๆ แถมในสำนักก็มีแต่ผู้หญิง ไม่ค่อยได้พบเจอผู้ชายมากนัก ความรักสำหรับนางจึงยังเป็นเรื่องคลุมเครือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อเซวียมู่นั้นเรียกว่าชอบหรือเปล่า
บางทีอาจจะไม่ถึงขั้นนั้นมั้ง? ก็แค่เซวียมู่มักจะมีความคิดแปลกใหม่พิสดารอยู่ในหัวเสมอ ความคิดความอ่านไม่เหมือนกับใครที่นางเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกลิ่นอายก็ยังต่างกัน มันมักจะดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวได้เสมอ ประกอบกับหน้าตาของเซวียมู่ก็ดูดีมีชาติตระกูล เยวี่ยเสี่ยวฉานรู้ดีว่านางชอบอยู่ใกล้ๆ เขา ถึงขั้นเกิดความรู้สึกพึ่งพาอาศัย ซึ่งนับว่าเป็นลางบอกเหตุที่ค่อนข้างอันตราย ท่านอาจารย์จะรู้สึกกังวลก็เป็นเรื่องปกติ
แต่นางก็มีสติสัมปชัญญะรับรู้ได้ตลอดเวลา ว่าตัวเองจะปล่อยใจไปกับความรักง่ายๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะพิจารณาจากฐานะ เคล็ดวิชา หรือการบำเพ็ญเพียร หากนางตกหลุมรักใครในเวลานี้ อาจจะนำมาซึ่งหายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้ หากนางเผลอไผลเสียตัวให้เขาจริงๆ ถึงตอนนั้นไม่ต้องรอให้ท่านอาจารย์ลงมือ หรอก ตัวนางเองก็คงไม่ยอมปล่อยให้เซวียมู่มีชีวิตรอดต่อไปแน่
คำพูดของเซวียมู่ถือเป็นการกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ของพวกเขาทุกคนให้ชัดเจน อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ในใจก็คงจะรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย
เพียงแต่น่าเสียดาย... นี่จะนับว่าเป็นรักแรกอันไร้เดียงสาของเด็กสาวได้หรือเปล่านะ?
จบเห่ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเลยแฮะ...
เยวี่ยเสี่ยวฉานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องมองกรอบหน้าต่าง ราวกับจะมองทะลุกลุ่มควันบางเบาที่ลอยอวลอยู่ภายใน จ้องมองไปเรื่อยๆ สายตาของนางก็เริ่มเหม่อลอยไร้จุดหมาย จากนั้นจู่ๆ นางก็แย้มยิ้มบางๆ หากเซวียมู่สามารถมองเห็นได้ เขาคงพบว่ารอยยิ้มนั้นงดงามเย้ายวนจนแทบจะหยุดหายใจ กลิ่นอายความไร้เดียงสาที่เคยมีมาตลอดราวกับเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในพริบตา เผยให้เห็นความเย้ายวนของหญิงสาวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว
ภายในห้อง เสียงราบเรียบของเซวียชิงชิวยังคงดังแว่วมา
"ในเมื่อไม่มีใจ แล้วเหตุใดถึงไปพูดจาเกี้ยวพาราสีกับนางว่ายินดีจะเป็นคนมารเพื่อเพื่อนางล่ะ?"
เซวียมู่เม้มปาก รู้สึกอับอายเล็กน้อย ท่าทางน่ารักน่าชังของเยวี่ยเสี่ยวฉานในเสี้ยววินาทีนั้นทำเอาเขาห้ามใจไม่อยู่จริงๆ คงต้องยอมรับว่าสันดานลึกๆ ของตัวเองก็คือคนบ้าผู้หญิงนั่นแหละ แต่จะว่าไปแล้ว เขาก็แค่บอกว่านางยังเด็กเกินไป ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าไม่มีใจ?
"เอ่อ... ท่านประมุขอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า... เด็กก็คือเด็ก แต่คนเราก็ต้องโตขึ้นไม่ใช่หรือ..."
เยวี่ยเสี่ยวฉานที่อยู่ข้างนอกถึงกับอึ้งไป สภาวะจิตใจที่เกือบจะบรรลุธรรมเมื่อครู่นี้แตกสลายไปจนหมดสิ้น รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ถูก ทางฝั่งเซวียชิงชิวที่อยู่ข้างในก็แทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปรับอารมณ์ได้ แล้วหัวเราะร่วนออกมา
"เจ้านี่มันเกิดมาเพื่ออยู่ในวิถีมารจริงๆ"
เซวียมู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ก็อาจจะจริงนะ สรุปก็คือ ข้ารู้แค่ว่าด้วยเสน่ห์ของเสี่ยวฉาน คนที่สามารถมองข้ามไปได้ ถ้าไม่ใช่พระอิฐพระปูนก็ต้องเป็นขันที ส่วนข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ"
เซวียชิงชิวหัวเราะเบาๆ
"เมิ่งหลานก็ไม่ได้เด็กเสียหน่อย แล้วทำไมเจ้าถึงเมินนางได้ล่ะ?"
เซวียมู่ยิ่งตอบอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นไปอีก
"อยู่ในดินแดนลี้ลับของสำนักมาร จู่ๆ ก็มีสาวงามพุ่งเข้าใส่อ้อมอก ย่อมต้องมีแผนการแอบแฝงแน่นอน ในใจข้ามีแต่ความหวาดระแวง จะไปมีความรู้สึกอื่นได้อย่างไร"
เซวียชิงชิวพยักหน้า ยอมรับคำอธิบายนี้ มุมมองในการมองโลกของพรรคซิงเยวี่ยนั้นแตกต่างจากคนปกติทั่วไป การใช้เสน่ห์ยั่วยวนผู้คนถือเป็นเรื่องปกติวิสัย การที่เซวียมู่ยอมรับตรงๆ ว่าสมาธิไม่มั่นคงพอจะต้านทานเสน่ห์ของเยวี่ยเสี่ยวฉานได้ นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หากคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์อย่างเขาสามารถเพิกเฉยต่อเสน่ห์ของเยวี่ยเสี่ยวฉานได้จริงๆ เซวียชิงชิวคงต้องสงสัยว่าเขามีแผนการร้ายแอบแฝงเป็นแน่
อันที่จริงลึกๆ แล้วเซวียชิงชิวก็ยังมีความคิดแบบให้ความสำคัญกับบู๊มากกว่าบุ๋นอยู่ นางรู้สึกอยู่เสมอว่าลูกศิษย์ไม่มีทางไปตกหลุมรักคนธรรมดาที่ไม่มีพลังฝีมืออะไรเลยหรอก ที่ดูเหมือนจะมีความรู้สึกให้กันบ้างในตอนนี้ ก็เป็นเพียงเพราะยังเด็กและมีประสบการณ์น้อย ออกไปท่องยุทธภพสักไม่กี่ปีก็คงหายแล้ว หากมองในมุมนี้ ไก่อ่อนอย่างเซวียมู่ก็นับว่าเป็นบทเรียนสอนรักที่เหมาะสมทีเดียว วันข้างหน้าเมื่อเสี่ยวฉานออกท่องยุทธภพ จะได้ไม่ตกหลุมรักใครเข้าได้ง่ายๆ
"ไม่ว่าเจ้าจะคิดอย่างไรกับเสี่ยวฉาน ในมุมมองของพรรคเราก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา คนเรามีความปรารถนาส่วนตัวไม่ใช่ความผิด ความไร้ความสามารถต่างหากที่เป็นบาปมหันต์"
เซวียชิงชิวเริ่มวาดวิมานในอากาศ
"หากเจ้าสามารถทำให้ข้ารู้สึกว่าขาดเจ้าไม่ได้จริงๆ ข้าอาจจะเป็นคนตัดสินใจยกเสี่ยวฉานให้เจ้าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเลยก็ได้ จะเป็นไรไป?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานที่อยู่ข้างนอกใจหายวาบ แม้จะรู้ดีว่าอาจารย์ก็แค่หยั่งเชิงเซวียมู่ แต่หัวใจก็ยังเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหันอยู่ดี
สีหน้าของเซวียมู่กลับดูจริงจังขึ้นมา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้น
"นี่ไม่ใช่คำพูดที่อาจารย์ที่ดีควรจะพูดออกมาเลยนะ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาที่ได้ใกล้ชิดกัน คนเราไม่ใช่ก้อนหิน ข้าย่อมมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเสี่ยวฉาน และข้าก็ไม่ปรารถนาให้นางกลายเป็นเครื่องมือล่อลวงคนเก่งๆ ในมือของท่านประมุข ไม่ว่าจะใช้กับข้าหรือกับใครก็ตาม"
ดวงตาของเยวี่ยเสี่ยวฉานเป็นประกายวิบวับ นางเม้มริมฝีปากแน่น จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งกว่ากลับเข้ามาครอบงำจิตใจ ด้วยอายุของนางในตอนนี้ ไม่อาจจะแยกแยะความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
นางไม่อยากฟังต่อแล้ว ขืนฟังต่อไปนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถลำลึกลงไปในห้วงเหวแห่งนี้จริงๆ หรือเปล่า นางสูดลมหายใจเข้าลึก หมุนตัวกลับอย่างเด็ดขาด แล้วพลิ้วกายจากไป
ไม่ว่าอย่างไร นางก็คือเยวี่ยเสี่ยวฉาน เสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของพรรคซิงเยวี่ยรุ่นต่อไป ไม่ควรจะมาจมปลักอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มสาวในที่แบบนี้
แววตาของเซวียชิงชิวก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง พวกนางมีวิธีจับสังเกตความจริงเท็จจากคำพูดของคนอื่นผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ หากอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมืออาจจะตัดสินได้ไม่แม่นยำนัก แต่เซวียมู่ไม่มีพลังฝีมือเลยแม้แต่น้อย ย่อมไม่มีทางปิดบังนางได้มิดแน่ สำหรับเซวียมู่แล้ว นางก็คือเครื่องจับเท็จที่ครอบคลุมทุกมุมมอง ตั้งแต่ประโยคแรกที่พบกันในวันนี้ เซวียชิงชิวก็รู้ดีว่าทุกคำพูดของเขาล้วนเป็นความจริง
ความจริงเรื่องอื่นก็ช่างมันเถอะ แต่ความจริงประโยคนี้มันค่อนข้างมีน้ำหนักทีเดียว
หลังจากเงียบไปหลายวินาที เซวียชิงชิวถึงได้เอ่ยปาก
"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าประโยคนี้ของเจ้าได้ช่วยชีวิตตัวเจ้าเองเอาไว้"
เซวียมู่นิ่งเงียบไม่ตอบ
"เสี่ยวฉานแบกรับภาระอันหนักอึ้งของสำนัก นางสามารถปั่นหัวผู้ชายให้หมุนวนได้ แต่จะยอมให้ตัวเองหลงใหลผู้ชายไม่ได้เด็ดขาด"
เซวียชิงชิวกล่าวเรียบๆ
"หากนางเกิดมีใจให้เจ้าขึ้นมาจริงๆ ข้าคงมีแต่ต้องฆ่าเจ้าทิ้งซะ เพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม ต่อให้เสี่ยวฉานจะโกรธเกลียดข้า ข้าก็ไม่สน"
เซวียมู่ยิ้มบางๆ
"ความจริงแล้วในมุมมองของข้าน้อย ท่านประมุขมีอำนาจบารมีครอบคลุมใต้หล้า แล้วเหตุใดถึงต้องมาคอยเล่นแง่กับเรื่องระหว่างชายหญิงอยู่ตลอดเวลาด้วย สำนักมารผู้ยิ่งใหญ่ แต่ศิษย์ที่ออกท่องยุทธภพกลับคิดแต่เรื่องจะปั่นหัวความรู้สึกของผู้ชาย แบบนั้นมันไม่ดูไร้ระดับไปหน่อยหรือ?"
เซวียชิงชิวก็ไม่ได้โกรธเคือง ดวงตางดงามจ้องมองควันธูปบางเบา พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ
"พรรคของเราดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการถูกล้อมปราบมานับพันปี หากไม่รู้จักใช้ข้อได้เปรียบที่มี ป่านนี้คงสูญสิ้นไปตั้งนานแล้ว คนนอกที่เอาแต่พูดจาโอ้อวดจะไปเข้าใจอะไรได้ล่ะ?"
เซวียมู่นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ
"เข้าใจแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความรักไม่ได้นี่นา"
เซวียชิงชิวเอ่ยเรียบๆ
"ประวัติศาสตร์มีข้อเท็จจริงมากมายที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คำว่ารักสำหรับพรรคของเรานั้น มักจะนำมาซึ่งความหายนะเสมอ"
เซวียมู่พยักหน้า คงจะเกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาอะไรทำนองนั้นแหละมั้ง เขาที่อ่านนิยายมานับไม่ถ้วนสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมารก็ล้วนมีด่านเคราะห์ความรักกันทั้งนั้นแหละ... ไม่แน่ว่าสำนักของพวกนางอาจจะเคยเกิดโศกนาฏกรรมอะไรขึ้นจนกลายเป็นความหวาดระแวงฝังใจไปเลยก็ได้ เรื่องนี้เขาคงเดาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้
"ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านประมุขก็ไม่เคยมีความรักเลยหรือ?"
เซวียชิงชิวปรายตามองเขา
"ไม่เคย"
"จึ๊..."
เซวียมู่พึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
"น่าเสียดายจัง สวยออกขนาดนี้"
แม้จะพูดเสียงเบา แต่เซวียชิงชิวก็ยังได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทว่านางก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับหัวเราะออกมาแทน
"เจ้าช่างใจกล้าเสียจริง มิน่าล่ะเสี่ยวฉานถึงได้บอกอยู่เสมอว่าเจ้าไม่เหมือนใคร"
รอยยิ้มของนางแฝงความเย้ายวนที่ดูน่าสนใจทีเดียว สีหน้าท่าทางคล้ายกับตอนที่เยวี่ยเสี่ยวฉานทำตัวยั่วยวนไม่มีผิด สำนักมารที่เคยชินกับการใช้เสน่ห์มัดใจคนทั้งโลกย่อมไม่โกรธเคืองกับคำพูดแบบนี้แน่ๆ ตอนที่นางอายุสิบห้าสิบหกก้าวเข้าสู่ยุทธภพ นางก็ไม่ได้มีท่าทีเคร่งขรึมเข้มงวดในฐานะประมุขสำนักเหมือนอย่างตอนนี้หรอกนะ ตอนนั้นนางก็อยู่ในคราบของนางมารร้ายเหมือนกันนั่นแหละ คงจะใช้วิชามารยั่วยวนหว่านเสน่ห์ใส่ผู้ชายมาไม่น้อย ไม่รู้ว่ามีผู้ชายกี่คนที่เคยหลงใหลคลั่งไคล้นางจนหัวปักหัวปำ หลอกล่อบรรดายอดฝีมือรุ่นเยาว์ฝ่ายธรรมะให้ไปตายมาแล้วก็นับไม่ถ้วน เพียงแต่หลังจากที่วิทยายุทธ์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บุกตะลุยสังหารคนทั่วใต้หล้าจนเลือดไหลนองเป็นสายน้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางก็ละทิ้งจริตมารยาเหล่านั้นไปโดยปริยาย
ดาวเดือนไร้สีสัน มือเปื้อนเลือดล้างชิงชิว เดิมทีประโยคแรกกล่าวถึงความงดงามไร้ผู้ต้านทานของนาง ส่วนประโยคหลังกล่าวถึงสุดยอดวิชามารของนาง เมื่อเวลาผ่านไป ประโยคแรกก็ถูกคนนำไปใช้เรียกแทนพรรคซิงเยวี่ย เพราะไม่ค่อยมีใครกล้ามองนางในฐานะผู้หญิงจริงๆ อีกต่อไปแล้ว พอมาได้ยินคำพูดของเซวียมู่ นางจึงรู้สึกแปลกใหม่มากทีเดียว
หวนนึกถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นสาวสะพรั่งหว่านเสน่ห์ให้ผู้คนหลงใหล... จริงด้วยสิ นอกจากเสี่ยวฉานแล้ว ก็ไม่มีใครชมว่านางสวยมานานมากแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นพวกป้าแก่ๆ หน้าบูดหน้าบึ้งไปแล้วหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ปีนี้นางเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบแปดปีแท้ๆ กำลังอยู่ในวัยสะพรั่งเบ่งบานเลยเชียว... น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละ
เซวียมู่ยักไหล่
"บางทีอาจจะแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ คนอื่นอาจจะหวาดกลัวในพลังฝีมืออันสูงส่งของท่านประมุข แต่สำหรับข้าที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องวิถียุทธ์เลยแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่ข้ามองเห็นก็คือหญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาในชีวิต"
รอยยิ้มของเซวียชิงชิวยิ่งลึกล้ำมากขึ้น นางกวาดสายตามองเซวียมู่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ จู่ๆ ก็หัวเราะร่วนออกมา
"เจ้าบอกว่าเสี่ยวฉานยังเด็กเกินไป... หรือว่าความจริงแล้วคนที่เจ้าหมายปองก็คือข้า?"
[จบตอน]