- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 19 ฉายแววโดดเด่น
บทที่ 19 ฉายแววโดดเด่น
บทที่ 19 ฉายแววโดดเด่น
บทที่ 19 ฉายแววโดดเด่น
เซวียมู่อยากจะบอกเหลือเกินว่า 'ท่านทายถูกแล้ว'
"ถ้าข้าตอบว่าใช่ ท่านประมุขจะฆ่าข้าไหม?"
"อุตส่าห์เจอผู้ชายที่น่าสนใจแบบนี้ทั้งที ข้าจะตัดใจฆ่าลงได้อย่างไร พูดตามตรง เคล็ดวิชาของข้าบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว ไม่มีข้อจำกัดหยุมหยิมเหมือนของเสี่ยวฉานหรอกนะ..."
เดิมทีเซวียชิงชิวนั่งขัดสมาธิตัวตรง แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนท่าทางเป็นเอนหลังพิงเบาะอย่างเกียจคร้าน เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามสมบูรณ์แบบอย่างไม่ปิดบัง น้ำเสียงที่ตอบกลับมาก็เนิบนาบ ซ้ำยังแฝงไปด้วยความยั่วยวนอย่างเห็นได้ชัด ขาดก็แต่ไม่ได้ถามตรงๆ ว่า 'เจ้าอยากได้ข้าหรือเปล่า' เท่านั้นเอง
เซวียมู่ปรายตามองทิวทัศน์อันตระการตานั้นเพียงแวบเดียว ก่อนจะรีบหลุบตาลงไม่มองอีก
เมื่อเห็นเขาหลบสายตา เซวียชิงชิวกลับยิ่งได้ใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความยั่วยวน น้ำเสียงยิ่งหวานหยดย้อยจนแทบจะละลายกระดูก
"เป็นอะไรไป ในเมื่อใช่ แล้วทำไมถึงไม่กล้ามองล่ะ?"
เซวียมู่ตอบเสียงเรียบ
"เสน่ห์ของท่านประมุขนั้นล้ำเลิศเหนือธรรมดา ข้าเกรงว่าหากมองมากไปจะทำให้จิตใจว้าวุ่น ส่งผลต่อความคิดและการตัดสินใจได้ ถึงอย่างไรท่านประมุขเรียกข้ามาที่นี่ ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องงานสำคัญ ไม่ใช่มาพูดคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ"
เซวียชิงชิวสะดุ้งเล็กน้อย ท่าทียั่วยวนค่อยๆ เลือนหายไป นางมองเซวียมู่ด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงอีกครั้ง
จู่ๆ นางก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเยวี่ยเสี่ยวฉานที่ได้รับการสั่งสอนมาในรูปแบบเฉพาะตัวตั้งแต่เด็ก ถึงได้หวั่นไหวไปกับผู้ชายคนนี้ได้
เขาไม่เหมือนใครจริงๆ... อย่างน้อยความมีสติและความเยือกเย็นขนาดนี้ก็ถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง หากเขาเริ่มฝึกวิทยายุทธ์มาตั้งแต่เนิ่นๆ ป่านนี้คงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุทธภพแล้วเป็นแน่
เซวียมู่กล่าวต่อ
"ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อท่านประมุขไม่เชื่อในความรัก การที่ทำท่าทียั่วยวนเช่นนี้ก็คงเห็นว่าข้าน่าสนใจ และตั้งใจจะหยอกล้อเล่นเท่านั้น แต่ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นของเล่นให้ใคร ข้าไม่มีอารมณ์มาเล่นเกมพรรค์นี้ด้วยหรอก ผู้ชายจะสามารถพูดคุยเรื่องอื่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ก็ต่อเมื่อได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้เห็นแล้วเท่านั้น"
เซวียชิงชิวแย้มยิ้ม
"พูดได้ดี หวังว่าเจ้าจะไม่ได้เก่งแต่ปากนะ... เอาล่ะ จากสถานการณ์ในตอนนี้ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"
เซวียมู่ผ่อนลมหายใจยาว เรียบเรียงคำพูดในหัว แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้น
"การที่สำนักมารต่างๆ เปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวในเงามืดมาสู่เบื้องหน้าอย่างเปิดเผย ภายนอกอาจดูเหมือนเป็นเพราะท่านประมุขมีพลังฝีมือเหนือชั้น หรืออาจจะเป็นเพราะสำนักเหอฮวนมีเส้นสายกว้างขวางมีคนคอยหนุนหลัง... แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าคิดว่าเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่แค่นั้น ข้าเชื่อว่าสำนักมารได้รับการสนับสนุนและยินยอมอย่างลับๆ จากราชสำนัก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคานอำนาจกับฝ่ายธรรมะ การที่ท่านประมุขไปพังคุกและเปลี่ยนชุดมือปราบเพื่อยั่วยุสำนักลิ่วซ่านเหมิน แต่กลับไม่ได้ลงมือฆ่าใคร ไม่ได้หักหน้าสำนักลิ่วซ่านเหมินจนถึงขั้นแตกหัก นั่นก็คือเส้นแบ่งความสัมพันธ์ ภายใต้เส้นแบ่งนี้ สำนักลิ่วซ่านเหมินจะยอมถอยให้พรรคซิงเยวี่ยในระดับหนึ่ง และจะไม่เอาความอย่างจริงจัง พูดง่ายๆ ก็คือ ความจริงแล้วพวกท่านมีความร่วมมือกันในระดับหนึ่งนั่นเอง"
เซวียชิงชิวตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ดวงตางดงามจ้องมองเซวียมู่ตาไม่กะพริบ เมื่อเขาพูดจบ นางก็พลันวาดมือออกไป
ชุดอุปกรณ์ชงชาราวกับมีมือที่มองไม่เห็นประคอง ลอยละล่องมาอย่างนุ่มนวล ร่อนลงบนโต๊ะเตี้ยระหว่างคนทั้งสองอย่างแม่นยำ เซวียชิงชิวชงชาด้วยตัวเอง รินชาให้เซวียมู่จอกหนึ่ง
"มาลองคิดดูตอนนี้... การที่ข้าเคยคิดจะให้ท่านมาเป็นแค่พนักงานบัญชี ถือว่าข้าตาถั่วจริงๆ"
ไม่ใช่แค่พนักงานบัญชี ไม่ใช่แค่นักบริหารจัดการหอนางโลม และไม่ใช่แค่กุนซือวางแผนช่วยอิ๋นเยี่ย แต่เซวียมู่มองเห็นภาพรวมในระดับมหภาคเลยทีเดียว
การที่ราชสำนักเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อสำนักมาร สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์โดยรวมที่มีต่อยุทธภพ เซวียชิงชิวย่อมรู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นนางจึงมีข้อตกลงลับๆ กับสำนักลิ่วซ่านเหมิน แต่นั่นเป็นเพราะนางเคยแอบเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างลับๆ มาก่อน จึงรู้ถึงเจตนารมณ์ของราชสำนัก และรู้ว่าตัวเองควรจะวางตัวอย่างไร ทว่าจนถึงตอนนี้ คนจำนวนนับไม่ถ้วนทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารก็ยังมองเรื่องนี้ไม่ออก ต่างพากันคิดว่าเป็นเพราะฝ่ายธรรมะเสื่อมถอยฝ่ายมารรุ่งเรืองอะไรเทือกนั้น หรือไม่ก็ด่าว่าฮ่องเต้หูเบาไร้ความสามารถ อย่างเช่นภายในพรรคซิงเยวี่ยเอง คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าเป็นเพราะความเก่งกาจของท่านประมุขทั้งนั้น น้อยคนนักที่จะมองเห็นความจริง...
เซวียชิงชิวรู้ดีว่าเซวียมู่มีข้อมูลจำกัดมาก แต่เขากลับสามารถวิเคราะห์และคาดเดาได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ เพียงแค่อาศัยการสังเกตเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ตลอดวันสองวันที่ผ่านมา บวกกับการพูดคุยกับเยวี่ยเสี่ยวฉานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เซวียชิงชิวรู้สึกทึ่งอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดหรือวัฒนธรรมใด ผู้คนต่างก็ให้ความเคารพต่อผู้มีปัญญาเสมอ ไม่ว่าจะเก่งบุ๋นหรือบู๊ก็ตาม ผู้ที่สามารถฝึกวิทยายุทธ์จนบรรลุถึงจุดสูงสุดได้ ไม่มีใครที่เป็นพวกบ้าพลังไร้สมองหรอก คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลก็มีอยู่ไม่น้อย
แม้เซวียมู่จะไม่มีพลังยุทธ์เลยแม้แต่น้อย แต่ในสายตาของเซวียชิงชิวในเวลานี้ เขากลับดูเหมือนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานอันมหาศาล ซึ่งเป็นพลังที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังยุทธ์เลย สำนักมารเคารพผู้แข็งแกร่ง และพลังปัญญาของเซวียมู่ก็จัดเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นการที่นางรินชาให้ด้วยตัวเอง จึงเป็นการแสดงความเคารพอย่างแท้จริง
ตั้งแต่เซวียมู่เข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ เขาเฝ้าสังเกตและคิดใคร่ครวญอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เฉกเช่นสว่านที่ซ่อนอยู่ในถุงผ้า ไม่ช้าก็เร็วย่อมแทงทะลุออกมาให้เห็นจนได้
เซวียมู่รับจอกชามาจิบเบาๆ ชานี้ไม่ได้ผ่านการคั่ว ใช้น้ำเดือดต้มโดยตรง ตอนนี้น้ำชาก็เย็นชืดไปแล้ว ทว่าเมื่อดื่มเข้าไปกลับไม่ได้รู้สึกจืดชืด กลับมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์อบอวลอยู่ในปาก ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ อาการคอแห้งจากการพูดคุยมาอย่างยาวนานหายเป็นปลิดทิ้งในพริบตา ชุ่มคอชื่นใจ
"ชาดี"
เซวียมู่เอ่ยชม ในใจกลับรู้สึกเสียดายนิดๆ โลกใบนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีการพัฒนาวัฒนธรรมการดื่มชา ดูจากการที่ยังใช้ใบชาสดๆ มาต้มก็รู้แล้ว แต่โลกที่ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์แห่งนี้ ใบชาตามธรรมชาติกลับมีสรรพคุณสุดแฟนตาซี กลิ่นหอมพิเศษแบบนี้เอาชนะชาคั่วทั่วไปได้สบายๆ ต่อให้เขาประดิษฐ์วิธีการคั่วชาขึ้นมาก็คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอกมั้ง เสียดายช่องทางทำเงินไปอีกหนึ่งทาง
เดี๋ยวก่อน... ก็ไม่แน่นะ อย่างน้อยท่าทางการชงชาแบบกังฮูชามันก็ดูมีระดับออกจะตายไป ไม่แน่อาจจะกลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงที่ชอบโอ้อวดบารมีก็ได้... ยิ่งไปกว่านั้น ใบชาพิเศษของโลกใบนี้ ถ้าเอาไปคั่วแล้วอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมก็ได้นี่นา? มีโอกาสต้องลองดูสักหน่อย...
เมื่อเห็นเซวียมู่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เซวียชิงชิวก็เอ่ยเตือน
"เรื่องของอิ๋นเยี่ยล่ะ..."
เซวียมู่วางจอกชาลง เอ่ยอย่างครุ่นคิด
"ข้าพอจะมีเค้าโครงความคิดอยู่บ้าง การที่เซี่ยโหวตี๋จับตัวอิ๋นเยี่ยไปก็เพื่อสร้างผลงานและบารมี ซึ่งมันขัดแย้งกับข้อตกลงลับๆ ที่พวกท่านมีต่อกัน ถือว่านางเป็นฝ่ายผิด การที่ท่านประมุขโกรธจัดและลงมือตอบโต้อย่างรุนแรง คงเป็นเพราะอยากจะกดดันให้เบื้องบนเข้ามาแทรกแซง อย่างเช่น... คนใกล้ชิดฮ่องเต้?"
เซวียชิงชิวหรี่ตาลง ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้น
"ทำไมเจ้าถึงคิดว่าพวกเรามีเส้นสายอยู่ข้างกายฮ่องเต้?"
"ในเมื่อพวกท่านสามารถสืบรู้ได้แม้กระทั่งเรื่องที่ฮ่องเต้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสายลับแฝงตัวอยู่ในวังบ้างแหละ ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อฮ่องเต้แอบผูกมิตรกับสำนักมาร ก็ย่อมต้องมีคนกลางที่มีตำแหน่งระดับหนึ่งคอยประสานงานให้"
ในเสี้ยววินาทีนี้ เซวียชิงชิวรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีคนแบบนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นแผนการหลายๆ อย่างคงพังพินาศไม่เป็นท่าแน่... จู่ๆ นางก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมา ถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
"ท่านคาดเดาได้ไม่ผิด โปรดพูดต่อเถอะ"
"สาเหตุที่ท่านประมุขยังมาขอคำปรึกษาจากข้า ก็เป็นเพราะท่านมีความกังวลบางอย่าง ไม่อยากจะติดต่อกับคนผู้นั้นมากเกินไป หรือไม่อยากให้ท่าทีที่คนผู้นั้นมีต่อสำนักมารเด่นชัดจนเกินไป จึงหวังว่าข้าจะสามารถเสนอวิธีอื่นเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ได้"
เซวียชิงชิวเลือกที่จะไม่พูดอะไรอีก นางรินชาให้เซวียมู่อีกจอก
เซวียมู่เอ่ยอย่างครุ่นคิด
"ความจริงเรื่องนี้ เราสามารถหาทางออกได้จากตัวเซี่ยโหวตี๋เองเลยนะ"
ในที่สุดเซวียชิงชิวก็หาจังหวะแย้งได้
"เซี่ยโหวตี๋มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เมื่อตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนใจได้"
"คนเราเมื่อมีความปรารถนา ก็ย่อมสามารถใช้ผลประโยชน์เข้าแลกเปลี่ยนได้"
"ความปรารถนาอะไรล่ะ?"
"ความปรารถนาที่จะยกระดับบารมีของสำนักลิ่วซ่านเหมินยังไงล่ะ พูดตรงๆ การที่นางจับตัวอิ๋นเยี่ยก็เพื่อการนี้แหละ แต่นางก็น่าจะรู้ตัวดีว่านี่ไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิธีที่โง่เขลาด้วยซ้ำ เพราะการผิดใจกับพรรคซิงเยวี่ยก็ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ ดังนั้น วันนี้ที่ท่านประมุขหักหน้านางถึงเพียงนั้น นางก็ยังอุตส่าห์กล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้ได้ หากพวกเราสามารถเสนอวิธีที่ดีกว่าให้นางได้ ข้าเชื่อว่ามันมากพอที่จะทำให้นางยอมปล่อยตัวอิ๋นเยี่ย"
เซวียชิงชิวพยักหน้าเห็นด้วย พูดตามตรง ตอนแรกนางไม่เคยคิดเลยว่าสำนักลิ่วซ่านเหมินจะไม่ยอมปล่อยคน การแตกหักกับพรรคซิงเยวี่ยไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่อสำนักลิ่วซ่านเหมินเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเซี่ยโหวตี๋ผีเข้าหรืออย่างไรถึงได้ทำเรื่องแบบนี้
"เจ้ามีวิธีดีๆ อะไรล่ะ?"
เซวียมู่ส่ายหน้า
"ทางที่ดีที่สุดคือให้ข้าได้ลองคุยกับเซี่ยโหวตี๋ดูสิ ข้าต้องรู้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมก่อนถึงจะเสนอแผนการได้ ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่การคิดเอาเองลอยๆ"
เซวียชิงชิวจ้องมองเขาเขม็งอยู่นาน
"เจ้าควรรู้ไว้นะ ว่าการยกระดับบารมีของสำนักลิ่วซ่านเหมิน ก็คือการเพิ่มอำนาจการควบคุมของราชสำนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ราชสำนักพยายามทำมานับพันปีแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ"
เซวียมู่กล่าวเรียบๆ
"ขนาดสำนักมารยังแอบร่วมมือกับสำนักลิ่วซ่านเหมินเลย สิ่งที่พันกว่าปีทำไม่สำเร็จแต่กำลังเปลี่ยนไป มันก็เกิดขึ้นให้เห็นแล้วนี่นา จะมีเรื่องที่ทำไม่สำเร็จเกิดขึ้นเพิ่มอีกสักเรื่องจะเป็นไรไป"
"ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เราจะไปพบเซี่ยโหวตี๋อีกครั้ง หวังว่าเจ้าจะหาทางออกของเรื่องนี้ได้จริงๆ"
เซวียชิงชิวตัดสินใจอย่างเด็ดขาด จากนั้นก็คลี่ยิ้มงดงาม เสน่ห์ยั่วยวนแผ่ซ่าน
"หากเรื่องนี้สำเร็จ จะมีรางวัลให้นะ"
ในเสี้ยววินาทีนี้ นางกลับมาสวมวิญญาณนางมารยั่วสวาทอีกครั้ง เสน่ห์เย้ายวนกระชากวิญญาณสุดๆ เซวียมู่ได้แต่ยิ้มขื่นในใจ รางวัลที่ว่าก็คงไม่ใช่ตัวท่านเองหรอก แล้วจะมาส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้ทำไมเนี่ย... ชอบทดสอบความอดทนของคนอื่นอยู่เรื่อยเลย ไม่คิดจะปล่อยให้น้องชายของข้าได้พักผ่อนบ้างเลยหรือไง?
[จบตอน]