- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 4 ซุปไก่บำรุงใจหนึ่งถ้วย
บทที่ 4 ซุปไก่บำรุงใจหนึ่งถ้วย
บทที่ 4 ซุปไก่บำรุงใจหนึ่งถ้วย
บทที่ 4 ซุปไก่บำรุงใจหนึ่งถ้วย
เห็นได้ชัดว่าแผ่นทองสัมฤทธิ์นั่นหลอมรวมเข้ากับฝ่ามือไปแล้วงั้นหรือ? เซวียมู่กำหมัดแล้วแบออก ทำซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมใดๆ ไม่มีปฏิกิริยาของพลังงานให้สัมผัสได้ และไม่รู้สึกเลยว่ามันจะเอาไปใช้ทำอะไรได้
หรือว่าต้องมีพลังงานในตัวถึงระดับหนึ่งก่อน ถึงจะเปิดใช้งานได้? เซวียมู่ลอบครุ่นคิด
เซวียมู่เป็นคนกระตือรือร้นและปรับตัวเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาหลังทะลุมิติ เขาก็เผชิญหน้ากับความจริง พยายามทำความเข้าใจและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมใหม่มาตลอด การเข้ามาพัวพันกับกลุ่มผู้หญิงบ้าเลือดที่ไม่เห็นค่าชีวิตคนพวกนี้ แม้จะอันตราย แต่วิธีนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสดีอย่างหนึ่ง จากสถานการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าจะเพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้ หรือเพื่อฝึกวิชาอะไรก็แล้วแต่ คงไม่มีวิธีไหนรวดเร็วไปกว่าการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพวกผู้หญิงกลุ่มนี้อีกแล้ว ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้พวกนางเชื่อใจให้ได้ เมื่อตั้งหลักได้มั่นคงแล้ว ค่อยคิดถึงเรื่องอื่นต่อไป
มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเบื้องนอกสีครามสดใสราวกับถูกชะล้าง นกโผบินเหนือยอดหญ้า บรรยากาศสดชื่นชุ่มปอด เซวียมู่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอันทันสมัยมากว่ายี่สิบปี ไม่ได้เห็นทิวทัศน์ชานเมืองแบบนี้มานานแสนนานแล้ว ต่อให้ออกไปชานเมือง ท้องฟ้าส่วนใหญ่ก็มักจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีเทาขมุกขมัว ชวนให้รู้สึกอึดอัด มากกว่าจะสดใสเบิกบานเช่นนี้
สำหรับเซวียมู่ผู้ไร้ญาติขาดมิตรให้ห่วงหาอาทรในโลกเดิม วินาทีนี้เขายิ่งรู้สึกว่า การทะลุมิติก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เท่านั้นไม่ใช่หรือ? ทรัพย์สินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงหลายปีมลายหายไปกับสายลม ดาราสาวที่กำลังจีบอยู่ก็หายวับไป แล้วมีอะไรให้น่าเสียดายอีกล่ะ? การมาอยู่ในโลกใบใหม่ เผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา แล้วมีอะไรให้ต้องกังวลอีก? เมื่อก่อนเขายังสร้างเนื้อสร้างตัวจากสองมือเปล่าได้ ตอนนี้ก็ต้องทำได้เหมือนกัน
เซวียมู่พรูลมหายใจขุ่นมัวออกมา อารมณ์เบิกบานขึ้นมาก เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าไม่ใช่ถนนบนภูเขาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนจะเข้าสู่ถนนหลวงที่ราบเรียบแล้วด้วยซ้ำ ไกลออกไปเบื้องหน้าพอมองเห็นเค้าโครงของเมืองใหญ่ลางๆ ซึ่งอาจจะเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้
เยวี่ยเสี่ยวฉานอยู่ห่างออกไปทางด้านข้างไม่ไกลนัก ชายเสื้อพลิ้วไหว ย่ำเท้าเดินไปบนยอดหญ้า เซวียมู่จ้องมองเท้าเปล่าเปลือยของนาง และมั่นใจได้เลยว่าเท้าของนางไม่ได้แตะพื้นดินแม้แต่น้อย เพียงแค่เฉียดผ่านยอดหญ้าไปราวกับผีเสื้อโบยบินกลางดงดอกไม้
ระดับพลังยุทธ์ของโลกใบนี้สูงส่งจริงๆ แฮะ... เด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ปี ก็มีวิชาตัวเบาระดับนี้แล้ว แถมดูยังสบายๆ อีกต่างหาก ไม่รู้ว่าถ้าเอาจริงขึ้นมาจะเหาะได้เลยหรือเปล่า? ว่าแต่ พวกเจ้าเก่งกาจกันขนาดนี้ แล้วจะนั่งรถม้าไปทำไมเนี่ย?
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา เยวี่ยเสี่ยวฉานหันขวับมา หัวเราะคิกคัก พลางทำท่าจะควักลูกตา ราวกับจะบอกว่า: ขืนมองอีกจะควักตาเจ้าซะ
เซวียมู่หาเรื่องชวนคุย ชี้ไปทางเมืองใหญ่ "แม่นางเยวี่ย ที่นั่นคือที่ไหนหรือ?"
"เมืองหลวง"
"พวกเรากำลังจะไปเมืองหลวงหรือ?"
"เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?"
"ข้ากำลังจะเป็นคนทำบัญชีให้พวกเจ้านะ"
เยวี่ยเสี่ยวฉานหลุดขำ "ฮ่า" ออกมา ก่อนจะลอยตัวมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้า แล้วสำรวจเขาอยู่พักหนึ่ง "สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลยนะ ก่อนหน้านี้ยอมแมะอยู่แท้ๆ ยาของพวกเรานี่ได้ผลดีจริงๆ"
เซวียมู่ลอบกลอกตาในใจ ก่อนจะชวนคุยต่อ "ทำไมแม่นางถึงไม่นั่งรถม้าล่ะ?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานทำแก้มป่อง "ท่านอาจารย์กำลังรวบรวมตัวเลขอยู่ว่าที่ทางใต้พวกเราเสียหายไปเท่าไหร่กันแน่ ข้าเห็นตัวเลขพวกนั้นแล้วปวดหัว ก็เลยออกมาสูดอากาศแก้เบื่อ"
เซวียมู่อึ้งไปเล็กน้อย ตอนที่เปลี่ยนรถม้าก่อนหน้านี้ เขาเห็นว่ามีผู้คุ้มกันหญิงนั่งอยู่ทั้งหน้าและหลังรถม้าตั้งหลายคน ในเมื่อเจ้าเบื่อ ทำไมไม่ไปคุยเล่นกับพวกนางล่ะ ถึงขั้นต้องออกมาวิ่งเล่นบนยอดหญ้าคนเดียวเลยหรือ?
ราวกับมองทะลุความคิดของเซวียมู่ ดวงตาของเยวี่ยเสี่ยวฉานโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ดูเหมือนนางจะรู้สึกสนุกมาก "ดูท่าเจ้าจะไม่รู้จริงๆ แฮะว่าพวกเราเป็นใคร... คิดหรือว่าใครๆ ก็กล้ามาพูดคุยหยอกล้อกับศิษย์อาจารย์อย่างพวกเราแบบเจ้าได้? ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ามันบ้าบิ่น หรือว่าโง่เขลาไร้เดียงสากันแน่"
เซวียมู่พิงหน้าต่างรถม้า เอียงคอมองใบหน้าเล็กๆ น่ารักราวกับโลลิของเยวี่ยเสี่ยวฉาน ใบหน้าขาวเนียนละเอียดนั้นมีลักยิ้มตื้นๆ คู่หนึ่ง ดูน่ารักสุดๆ ไปเลย เขาส่ายหน้าพลางยิ้ม "ถึงข้าจะโง่เขลา ไม่รู้ว่าศิษย์อาจารย์พวกท่านเป็นยอดคนจากที่ไหนก็เถอะ แต่ข้าว่าต่อให้ข้ารู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวการคุยกับน้องสาวหน้าตาน่ารักแบบนี้นี่นา"
เยวี่ยเสี่ยวฉานใช้นิ้วกรีดแก้มตัวเองเบาๆ "ปากดีไปเถอะ ถ้าเจ้ารู้ว่าท่านอาจารย์ข้าเป็นใคร เจ้าจะไม่พูดแบบนี้แน่"
"ถ้าอย่างนั้นขอทราบนามอันสูงส่งของท่านอาจารย์หน่อยได้ไหม?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานตากะพริบปริบๆ "แซ่เดียวกับเจ้านั่นแหละ นามว่าชิงชิว"
เซวียชิงชิวหรือ? ภาพสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของหญิงงามแวบเข้ามาในหัวเซวียมู่ เขาไม่รู้สึกเลยว่าชื่อนี้จะเข้ากับภาพลักษณ์ยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้น กลับรู้สึกว่าชื่อที่ออกเสียงวรรณยุกต์เสียงสามัญติดกันสามพยางค์มันเรียกยากพิลึก จึงยิ้มตอบไปว่า "ที่แท้ก็คนแซ่เดียวกัน แบบนี้ก็ยิ่งไม่ต้องกลัวแล้วสิ"
เยวี่ยเสี่ยวฉานเบิกตากว้าง มองเขาด้วยสายตาเหมือนมองตัวประหลาดอยู่นาน ในที่สุดก็หลุดขำออกมา "เจ้านี่มัน... เอาเถอะๆ ไม่กลัวก็ดีแล้ว"
การที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อเยวี่ยเสี่ยวฉาน ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะปีนี้นางเพิ่งจะอายุสิบสาม ยังไม่เคยเปิดตัวในยุทธภพ และยังไม่มีผลงานอะไรให้คุยโต แต่ท่านอาจารย์ของนางเป็นใครน่ะหรือ?
ดาราจันทร์ไร้สีแสง หัตถ์โลหิตล้างชิงชิว (ฤดูสารท) ยอดฝีมือระดับต้งซวีที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ประมุขสำนักซิงเย่ว์แห่งพรรคมารที่ลึกลับยากหยั่งถึง จอมมารผู้ฆ่าคนเป็นผักปลา เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใจของใครหลายคน แม้จะไม่มีการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ แต่นางก็เป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่อาจโต้แย้งได้... ในโลกที่ผู้คนยกย่องพลังยุทธ์และมีร้อยสำนักแข่งขันกันเช่นนี้ ชื่อของเซวียชิงชิวแทบจะใช้หลอกเด็กไม่ให้ร้องไห้ตอนกลางคืนได้เลย เจ้านี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่าโผล่มาจากซอกเขาไหนเนี่ย...
ที่เรียกกันว่าผู้คุ้มกันหญิงนั้น ความจริงไม่ใช่ผู้คุ้มกันอะไรหรอก พวกนางก็คือศิษย์พรรคมารเหมือนกันนั่นแหละ แต่ด้วยสถานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับศิษย์สายตรงผู้สืบทอดอย่างเยวี่ยเสี่ยวฉาน จึงแทบไม่มีใครกล้ามาพูดล้อเล่นกับนาง ต่อให้นางอยากจะคุยเล่นด้วย สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีแต่คำตอบรับอย่างนอบน้อมเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนนอกเลย ไม่เข้ามาสู้ตายกับ 'นางมาร' ก็หลงใหลคลั่งไคล้จนหัวปักหัวปำเหมือนพวกงี่เง่า ไม่ก็เป็นพวกสหายร่วมอุดมการณ์ที่ชอบยกตนข่มท่าน ท่าทีเป็นกันเองแบบเซวียมู่นี้ เยวี่ยเสี่ยวฉานไม่เคยเห็นมาก่อนเลย รู้สึกว่าน่าสนใจมากทีเดียว จึงอดยิ้มไม่ได้ "ตอนนี้มาดูเจ้า กลับดูผ่อนคลายขึ้นเยอะเลยนะ ก่อนหน้านี้เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์เหมือนกุมความลับอะไรไว้เต็มท้อง หรือว่าเพิ่งบรรลุสัจธรรมอะไรมาล่ะ?"
เซวียมู่ยิ้มบางๆ "ในเมื่อเจ้าเบื่อ ข้าเล่านิทานให้ฟังเอาไหม?"
ดวงตาของเยวี่ยเสี่ยวฉานเป็นประกาย พูดอย่างกระตือรือร้น "เอาสิๆ"
เซวียมู่เล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "มีชายชราขายชามกระเบื้องคนหนึ่ง หาบตะกร้าเดินไปตามถนน จู่ๆ ชามกระเบื้องใบหนึ่งก็ร่วงหล่นแตกกระจายบนพื้น แต่ชายชรากลับเดินหน้าต่อไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง คนสัญจรไปมาเห็นเข้าก็รู้สึกแปลกใจ จึงถามว่า: ทำไมชามเจ้าแตกแล้ว เจ้าถึงไม่หันไปมองเลยล่ะ? เจ้าคิดว่าชายชราจะตอบว่ายังไง?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานเดาอย่างสนใจ "ตาเฒ่าคนนี้จริงๆ แล้วรวยมาก ไม่สนชามกระเบื้องใบเดียวหรอก?"
เซวียมู่ส่ายหน้า "ชายชราตอบว่า ในเมื่อมันแตกไปแล้ว ต่อให้หันกลับไปมองยังไง มันก็ยังแตกอยู่ดี"
เยวี่ยเสี่ยวฉานชะงัก รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป นางตกอยู่ในภวังค์ความคิด ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ยขึ้น "เป็นนิทานที่น่าสนใจมาก คล้ายจะให้แง่คิดบางอย่างกับการฝึกวิชาของข้า ขอบใจนะ"
ที่รถม้าอีกคันซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เซวียชิงชิวกำลังขมวดคิ้วแน่นอยู่หน้าม้วนผ้าไหมหลายม้วน มือหนึ่งถือพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ พลังยุทธ์ของนางบรรลุถึงขอบเขตที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้ บทสนทนาของเยวี่ยเสี่ยวฉานกับเซวียมู่ทางนั้น แม้จะไม่ได้เสียงดัง แต่นางก็ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ เมื่อนิทานของเซวียมู่จบลง นางก็ชะงักไปเหมือนกับลูกศิษย์ ก้มลงมองม้วนผ้าไหมในมือ แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะลั่นราวกับคิดอะไรตก ม้วนผ้าไหมหลายม้วนพลันลุกพรึบเป็นเปลวไฟสีฟ้าคราม เพียงพริบตาก็กลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ศิษย์หญิงคนหนึ่งเข้ามารายงาน "ท่านประมุข พวกเรามาถึงแล้วเจ้าค่ะ"
ขบวนรถม้าค่อยๆ หยุดลง เซวียมู่มุดออกจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรจ้วนบนกำแพงเมือง: เมืองเทียนตู
ในวินาทีนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่โถมเข้าใส่ร่างกาย ราวกับดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำลึก บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากถามเยวี่ยเสี่ยวฉานที่อยู่ข้างๆ เขาก็พลันรู้สึกถึงไอร้อนสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากกลางฝ่ามือ แผ่ซ่านไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกายในพริบตา แรงกดดันที่เพิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดเมื่อครู่พลันมลายหายไป กลับกลายเป็นความรู้สึกสบายตัวอย่างประหลาด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันอย่างน่าประหลาดซึมลึกเข้ามาในจิตใจ แม้แต่หญ้าป่าริมกำแพงเมืองในยามนี้ก็ยังดูน่ารักน่าเอ็นดู ราวกับว่า... ได้กลับบ้านแล้วอย่างไรอย่างนั้น
[จบตอน]