เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - แย่งชิงโนฮาระ ริน ถึงเวลาเบิกเนตรแล้ว

บทที่ 34 - แย่งชิงโนฮาระ ริน ถึงเวลาเบิกเนตรแล้ว

บทที่ 34 - แย่งชิงโนฮาระ ริน ถึงเวลาเบิกเนตรแล้ว


บทที่ 34 - แย่งชิงโนฮาระ ริน ถึงเวลาเบิกเนตรแล้ว

คาคาชิไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมพ่อของเขาที่ยึดมั่นในสิ่งที่สำคัญที่สุดของนินจา นั่นคือการให้ความสำคัญกับเพื่อนพ้อง

แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับกลายเป็นการด่าทอและเสียงประณามอย่างรุนแรง

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน คาคาชิถึงได้ก้าวเท้าออกไปแจ้งข่าวให้คนอื่นรับรู้

หลังจากที่เขารายงานเรื่องนี้ต่อหมู่บ้านได้ไม่นาน จิไรยะก็เป็นคนแรกที่รีบรุดมาถึง

"ซาคุโมะ นี่นาย..."

ภายในห้อง จิไรยะขมวดคิ้วแน่น

เขากับฮาตาเกะ ซาคุโมะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งคู่เกิดในช่วงประมาณปีโคโนฮะที่สิบสาม

แต่ทว่าชื่อเสียงและบารมีของฮาตาเกะ ซาคุโมะนั้นอยู่เหนือกว่าพวกเขาสามคนมากนัก

ฉายานินจาในตำนานทั้งสามที่คนภายนอกมองว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่

แต่สำหรับพวกเขาทั้งสามคนแล้ว มันกลับเป็นเหมือนตราบาปเสียมากกว่า เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาสามคนรอดชีวิตจากเงื้อมมือของฮันโซมาได้เพราะความโชคดีต่างหาก

แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปี ทั้งสามคนต่างก็พัฒนาฝีมือขึ้นมาก แต่ฉายาซันนินก็แพร่กระจายออกไปกว้างไกลแล้ว

มีเพียงฮาตาเกะ ซาคุโมะเท่านั้นที่แตกต่างออกไป

ฉายาเขี้ยวสีขาวของเขา คือสิ่งที่เขาใช้ฝีมือของตัวเองต่อสู้และไขว่คว้ามาได้อย่างแท้จริง!

ร่างไร้วิญญาณของฮาตาเกะ ซาคุโมะถูกนินจาจากหน่วยแพทย์นำตัวไปชันสูตรแล้ว เพื่อตัดความเป็นไปได้ที่จะถูกฆาตกรรมออกไป

"คาคาชิ ไม่เป็นไรใช่ไหม"

จิไรยะเอ่ยถามเมื่อเห็นคาคาชิที่ดูไร้เรี่ยวแรงและมีท่าทีเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ผมไม่เป็นไรครับท่านจิไรยะ นินจามีหน้าที่ต้องเห็นภารกิจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พ่อของผมแหกกฎของนินจา เขาจึงเลือกที่จะ..."

คาคาชิพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็หันหลังเดินออกไปเสียก่อน

ภายในห้องเต็มไปด้วยเหล่านินจาที่กำลังวุ่นวาย พวกเขากำลังตรวจสอบเพื่อดูว่ามีร่องรอยของสายลับที่ลักลอบเข้ามาใช้วิชานินจาหรือไม่

มีเพียงจิไรยะที่ยืนนิ่งคิ้วขมวดเป็นปม

เนื่องจากเขามีภารกิจสำคัญที่ต้องไปทำ ช่วงก่อนหน้านี้คนที่แวะมาเยี่ยมซาคุโมะจึงมีแค่ซึนาเดะกับโอโรจิมารุเท่านั้น

ไม่นึกเลยว่าการจากลาครั้งนั้นจะเป็นการจากลากันตลอดกาล

"ตาแก่นี่น้า"

จิไรยะถอนหายใจยาว

นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่อยากทนอุดอู้อยู่ในโคโนฮะตลอดทั้งปี เขาถึงเลือกที่จะออกเดินทางเพื่อหาข้อมูลเขียนหนังสือและตามหาเด็กในคำทำนาย

แม้ว่าโคโนฮะจะเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาใบดกหนา มีแสงแดดสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น

แต่ตามรอยแยกของใบไม้ที่แสงแดดส่องลงมา มันก็ยังคงมีความมืดมิดที่ซ่อนตัวอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"หึหึ ยอมละทิ้งชีวิตตัวเอง ช่างโง่เขลาเสียจริง มุมมองที่ซาคุโมะมีต่อโลกใบนี้ ยังสู้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนจากตระกูลอุจิวะคนนั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

โอโรจิมารุเดินก้าวเข้ามาในห้อง

โดยมีซึนาเดะเดินตามหลังมาติดๆ

"หุบปากไปเลยนะโอโรจิมารุ"

ซึนาเดะขมวดคิ้ว ถึงยังไงซาคุโมะก็เป็นเพื่อนพ้องในหมู่บ้านเดียวกัน การที่โอโรจิมารุพูดจาถากถางแบบนี้มันเกินไปหน่อย

โอโรจิมารุมองเห็นกำปั้นที่สั่นระริกของซึนาเดะก็เลยยอมหุบปากแต่โดยดี เขายังพอมองเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาใต้ผิวหนังอันขาวผ่องของเธอได้

เขาหันหน้ามองออกไปไกลแสนไกล ทอดสายตาไปยังทิศทางซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลอุจิวะ

"ผู้แข็งแกร่งเลือกที่จะจบชีวิตลงภายใต้สายลมแห่งโคโนฮะที่พัดกระหน่ำ ในขณะที่ผู้อ่อนแอผู้โง่เขลากลับกำลังวิ่งตามสายลมนี้ เพื่อเอาชีวิตรอดและก้าวเดินต่อไปให้ไกลกว่าเดิม"

อุจิวะ คิโยชิ จะเป็นคนประเภทเดียวกับเขาหรือเปล่านะ

แววตาของโอโรจิมารุฉายแววความสนใจอย่างปิดไม่มิด

เพราะในตอนนี้ ตัวเขาเองก็กำลังวิ่งตามสายลมแห่งโคโนฮะลูกนี้อยู่เช่นเดียวกัน

...

หลายวันผ่านไป การตายของฮาตาเกะ ซาคุโมะดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

เสียงประณามและคำซุบซิบนินทาในหมู่บ้านจู่ๆ ก็ลดน้อยลงอย่างน่าประหลาด

เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าฮาตาเกะ ซาคุโมะคือวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อปกป้องหมู่บ้านอย่างกล้าหาญ

"คิโยชิ นายจะจบการศึกษาพร้อมกับฉันไหม"

คาคาชิเอ่ยปากชวน

ดวงตาปลาตายของเขามีเพียงความมุ่งมั่นที่แรงกล้าจนถึงขีดสุด

"นายเขียนใบคำร้องเสร็จแล้วเหรอ"

คิโยชิขว้างดาวกระจายออกไปหนึ่งดอก

ดาวกระจายแหวกอากาศพุ่งไปปักเข้าที่ลำต้นของต้นไม้ มุมทั้งสี่ที่มีสีสันของโลหะจมลึกลงไปในเปลือกไม้ถึงสามมุม

มองจากระยะไกลราวกับว่ามันถูกฝังแน่นอยู่บนนั้น

หลังจากฝึกฝนมาหลายวัน คิโยชิก็ได้รับคุณสมบัติเกี่ยวกับการปาดาวกระจายมาครอบครองแล้ว

อานุภาพของดาวกระจายก็เพิ่มขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์ตามที่เอฟเฟกต์ของคุณสมบัติระบุไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

"อืม"

น้ำเสียงของคาคาชิราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก

เขาหยิบแบบฟอร์มใบหนึ่งออกมาให้คิโยชิดู

คิโยชิกวาดสายตามองแวบเดียวก็รู้ว่ามันคือใบคำร้องขอจบการศึกษาก่อนกำหนด

พวกวิชาพื้นฐานทั้งสามน่ะ คาคาชิทำได้ทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่เขาปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปในโรงเรียนโดยไม่ยอมขอจบการศึกษาเสียที

ขนาดคาถาดิน คลื่นพสุธาเขายังใช้ได้ แล้วนับประสาอะไรกับแค่วิชาพื้นฐานทั้งสามล่ะ

"งั้นฉันก็คงต้องรีบหน่อยแล้ว"

คิโยชิพยักหน้ารับ

วิชาพื้นฐานทั้งสามคือเกณฑ์ชี้วัดในการจบการศึกษา

แต่โรงเรียนนินจาไม่ได้สอนแค่วิชาพื้นฐาน ยังมีความรู้ภาคทฤษฎีอีกหลายอย่างที่คิโยชิต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

ท้ายที่สุดแล้ว ระยะเวลาที่เขาก้าวเข้ามาในโลกนินจามันยังสั้นเกินไป

"...งั้นเหรอ"

คาคาชิเก็บใบคำร้องกลับไป ดวงตาสองข้างที่โผล่พ้นหน้ากากสีดำไม่ได้แสดงความผิดหวังหรือความรู้สึกอื่นใดออกมาเลย

ตั้งแต่พ่อเสียชีวิต คาคาชิกเริ่มตีตัวออกห่างและสร้างกำแพงกับทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นโนฮาระ ริน ไมโตะ ไก คิโยชิ หรือแม้แต่โอบิโตะ

เหตุผลเดียวที่เขาเอ่ยปากชวนคิโยชิ ก็เพราะเขาคิดว่าการได้ร่วมทีมกับคิโยชิจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของภารกิจได้

หน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่สุดของนินจา คือการรับประกันว่าภารกิจจะต้องสำเร็จลุล่วง

นินจาคนไหนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ได้ ล้วนเป็นพวกสวะทั้งสิ้น

"ถ้าสอบผ่านแล้วก็อย่าลืมมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะ เรายังสลับกันประลองฝีมือได้เรื่อยๆ"

คิโยชิพูดขึ้น

นอกจากคุณสมบัติวิชาดาบแล้ว คาคาชิอาจจะดรอปคุณสมบัติเกี่ยวกับวิชาธาตุสายฟ้าให้เขาอีกก็ได้

ในอนาคตหลังจากที่คาคาชิสูญเสียเนตรวงแหวนไป เขาก็ไม่ได้กลับไปรื้อฟื้นวิชาดาบของเขี้ยวสีขาว แต่หันไปพัฒนาวิชาสายฟ้ารูปแบบใหม่แทน

จากจุดนี้ทำให้เห็นว่าการที่คาคาชิทิ้งวิชาดาบ ไม่ใช่แค่เพื่อตัดขาดจากอดีตและสืบทอดเจตนารมณ์เนตรวงแหวนของโอบิโตะเท่านั้น

แต่พรสวรรค์ด้านวิชาดาบของเขา อาจจะไม่ได้สืบทอดมาจากฮาตาเกะ ซาคุโมะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็เป็นได้

"ได้สิ"

คาคาชิพยักหน้า ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเพื่อเตรียมตัวนำใบคำร้องไปส่ง

คิโยชิทอดสายตามองแผ่นหลังของคาคาชิที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป

"ช่วงบ่ายสินะ แวะไปดูหน่อยก็คงไม่เสียหาย"

คิโยชิปาดาวกระจายออกไปอีกหนึ่งดอก คราวนี้มันปักลึกกว่าดอกแรกเสียอีก

โนฮาระ รินที่กำลังเป็นกังวลอย่างหนัก คงจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขาแน่ๆ

คิโยชิคิดในใจ

เอาล่ะ แล้วเขาควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ

ดวงตาสีดำสนิทข้างขวาทอประกายสีแดงจางๆ มุมปากของคิโยชิยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

โนฮาระ รินสมควรที่จะมีชีวิตรอดต่อไป

และถ้าเขาใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ มันก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรับมือกับโอบิโตะด้วย

แน่นอนว่าโนฮาระ รินดีกับเขามาก

คิโยชิเองก็ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นเธอต้องเดินซ้ำรอยเดิม และตายไปในแผนการที่อุจิวะ มาดาระวางไว้เหมือนในต้นฉบับ

อุจิวะ มาดาระในตอนนี้ไม่ใช่ตัวตนที่คิโยชิหรือใครก็ตามจะสามารถต่อกรได้ ใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่หมอนั่นถอดสายยางที่เชื่อมต่อกับเทวรูปมารนอกรีตออกแล้ว จะยังมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่อีกไหม

ถ้าอยากจะช่วยให้โนฮาระ รินรอดพ้นจากหลุมพรางนี้ ก็ต้องหาสิ่งอื่นมาเป็นตัวกระตุ้นให้โอบิโตะเบิกเนตรแทน

ต้องทำให้โอบิโตะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจนสามารถเบิกเนตรได้

อย่างเช่น... แย่งโนฮาระ รินมาซะเลย

จะมีอะไรปวดใจไปกว่าการสูญเสียคนรักไปตลอดกาล และมองเห็นแต่ความสิ้นหวังอยู่ตรงหน้าล่ะ

ปล่อยให้เขาเป็นคนกอบกู้ทุกอย่างเองก็แล้วกัน

ตราบใดที่ผลลัพธ์มันออกมาดีก็ถือว่าโอเค

"ดูเหมือนจะถึงเวลาเบิกเนตรของฉันแล้วสินะ"

คิโยชิแอบคิดในใจ

...

คาบนี้เป็นชั่วโมงฝึกซ้อมอิสระ คาคาชิเดินลัดเลาะผ่านลานฝึกซ้อมอันกว้างขวางมุ่งหน้าไปยังขอบลาน

"คาคาชิ นายกำลังจะไปไหนเหรอ"

โนฮาระ รินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถาม

ด้วยความที่เป็นเด็กผู้หญิง เธอจึงมีความละเอียดอ่อนและรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของคาคาชิดูผิดปกติไป

ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวลือเรื่องที่ฮาตาเกะ ซาคุโมะทำภารกิจล้มเหลวจนทำให้แคว้นไฟต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างหนักเพิ่งจะซาลงไปได้ไม่นาน ก็ถูกแทนที่ด้วยข่าวใหม่แทบจะทันที

นั่นก็คือข่าวที่บอกว่าฮาตาเกะ ซาคุโมะสละชีพอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องโคโนฮะ

จบบทที่ บทที่ 34 - แย่งชิงโนฮาระ ริน ถึงเวลาเบิกเนตรแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว