- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ดันเก็บระบบตัวร้ายได้เสียนี่
- ตอนที่ 22 เขตแดนทะเลดาว
ตอนที่ 22 เขตแดนทะเลดาว
ตอนที่ 22 เขตแดนทะเลดาว
ตอนที่ 22 เขตแดนทะเลดาว
ความเงียบสงบปกคลุมถ้ำจิ่วเสวียนอยู่นานเท่านาน จนกระทั่งมีเสียงอันเก่าแก่ดังขึ้น
"ข้าจะไปเอง"
เสิ่นซวี่่รีบโค้งคำนับ "ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์อาหยินขอรับ"
ในเวลานี้เสิ่นซวี่ไม่ได้วางท่าทีหยิ่งยโสอีกต่อไป
หากท่านมีใจเป็นหนึ่งเดียวกับท่านเจ้าสำนักสูงสุด พวกเราก็คือสหายกัน
แต่หากท่านใส่ร้ายป้ายสีท่านเจ้าสำนัก ข้าก็ต้องขออภัยด้วย ถือเสียว่าท่านไม่รู้จักข้า และข้าก็ไม่รู้จักท่าน
พริบตาเดียว ร่างอันชราภาพก็เดินออกมาพร้อมกับเอามือไพล่หลัง ดวงตาอันขุ่นมัวของเขากวาดมองเสิ่นซวี่่ ก่อนจะเอ่ยว่า "ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าหนูเจียงเหลียนคิดจะไปถล่มที่ไหนอีกล่ะคราวนี้ จะไปกวาดล้างสำนักมารสิบทิศงั้นรึ?"
"ไม่ใช่ขอรับ เป็นสำนักโลหิตต่างหาก"
ชายชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะนึกออกว่าสำนักโลหิตคือสำนักประเภทใด "พวกมันคืออดีตลูกน้องของหมิงหยวนงั้นรึ? ในช่วงสงครามระหว่างเซียนและมารเมื่อตอนนั้น บรรพบุรุษผู้นี้ก็เข้าร่วมด้วย และได้เห็นกับตาตอนที่หมิงหยวนถูกปราบปรามและสังหารโดยศิษย์น้องหลายคน"
"ใช่ขอรับ สำนักโลหิตนั่นแหละ ท่านเจ้าสำนักกล่าวว่าพวกมันได้รับมรดกสืบทอดของหมิงหยวน และกำลังเลี้ยงดูปีศาจโลหิต เราควรใช้วิธีการที่เด็ดขาดกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากก่อนที่พวกมันจะแข็งแกร่งเกินไปขอรับ"เสิ่นซวี่กล่าวด้วยความเคารพ "ต้องรบกวนท่านปรมาจารย์อาหยินแล้วขอรับ"
"วิชามารของหมิงหยวนในตอนนั้นช่างประหลาดนัก เขาสามารถแสร้งตายเพื่อหลบหนีได้ทุกครั้ง ฝ่ายธรรมะต้องทุ่มเทกำลังและความพยายามอย่างมาก รวมถึงต้องสูญเสียชีวิตไปมากมายกว่าจะนำตัวเขามาลงโทษได้ การที่มรดกสืบทอดของหมิงหยวนปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมเป็นปัญหาอย่างแน่นอน ข้าจะไปหาเจ้าหนูเจียงเหลียนเดี๋ยวนี้แหละ"
"ข้าก็จะไปด้วย" ประมุขยอดเขาหลิน ผู้ซึ่งเอ่ยปากถากถางเป็นคนแรก ก็เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง "การกำจัดมารและปกป้องมรรคา ถือเป็นหน้าที่ที่เรามิอาจหลีกเลี่ยงได้"
เสิ่นซวี่่โค้งคำนับอีกครั้ง "ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์อาหลินขอรับ"
เขาไม่ได้แสดงความไม่เคารพแต่อย่างใด ท่าทีแข็งกร้าวของเขาก่อนหน้านี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเปรียบในการเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้เท่านั้น
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสของสำนักและดำรงตำแหน่งระดับสูง ความเย่อหยิ่งของพวกเขาย่อมถูกหล่อหลอมมานานหลายปี
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีชายชราอีกสองคนเดินออกมา
พวกเขาทั้งคู่ต่างก็แก่ชราและมีผมสีขาวโพลน โดยหนึ่งในนั้นมีผมยาวจรดพื้นเลยทีเดียว
"ให้พวกเราไปด้วยเถอะ หากพวกเราสามารถสละร่างอันแก่ชรานี้เพื่อทำประโยชน์ให้กับสำนักได้ มันก็คุ้มค่าและไม่ถือเป็นการทรยศต่อความเมตตาที่สำนักมีต่อพวกเรา" ชายชราผมขาวกล่าวช้าๆ
แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจุดประสงค์ของพวกเขาคือโอสถทะลวงระดับ แต่พวกเขาก็ยังมีความปรารถนาที่จะตอบแทนสำนักอยู่ลึกๆ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด
"เจ้าหนูเสิ่นซวี่่ หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในครั้งหน้า บรรพบุรุษผู้นี้ก็ยินดีที่จะช่วยเหลือเช่นกัน" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านใน
เสิ่นซวี่่โค้งคำนับอีกครั้งพลางแย้มยิ้ม "เรื่องของสำนักโลหิตอาจทำให้สำนักมารสิบทิศตื่นตัว ท่านเจ้าสำนักกล่าวว่าหากสำนักมารสิบทิศเข้าแทรกแซง สำนักของเราก็จะกวาดล้างสายเลือดผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารให้สิ้นซากโดยไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไร สงครามระหว่างเซียนและมารกำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า และพวกเราคงต้องพึ่งพาท่านปรมาจารย์อาทุกท่านอย่างมากเลยล่ะขอรับ"
ภายในถ้ำพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
การไปกวาดล้างสำนักโลหิตนับว่าอันตรายอยู่บ้าง แต่หากต้องถึงขั้นจุดชนวนสงครามระหว่างเซียนและมาร นั่นไม่เท่ากับว่าพวกเขาต้องเอาชีวิตไปทิ้งหรอกหรือ?
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เสียงนั้นก็ถอนหายใจแผ่วเบา "เราจะต้องเผชิญหน้ากับสำนักมารสิบทิศอีกแล้วงั้นรึ?"
"มีอะไรต้องกลัวกัน? พวกวิถีมารกำเริบเสิบสานมาหลายปี สังหารศิษย์สำนักจิ่วเสวียนของเราไปนับไม่ถ้วน แม้แต่ประมุขยอดเขาหลายคนก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเผ่าปีศาจและสำนักมารสิบทิศ หากพวกเราสามารถแก้แค้นให้พวกเขา และนำความสงบสุขมาสู่โลกใบนี้ได้ตราบนานเท่านาน ต่อให้พวกเราต้องพินาศย่อยยับ มันก็คุ้มค่าแล้ว"
"ใช่ เจ้ากลัวพวกมัน แต่บรรพบุรุษผู้นี้ไม่กลัว สำนักมารสิบทิศแล้วไงล่ะ? ข้าเคยฆ่าผู้พิทักษ์ขวาของพวกมันมาแล้วในอดีต และตอนนี้ข้าก็ยังทำได้!"
"สู้ สู้สิ! อย่างเลวร้ายที่สุด ท่านผู้นี้ก็แค่ระเบิดตัวเองทิ้ง ต่อให้ต้องตายตกตามกันกับจอมมารจงชิง ข้าก็ถือว่ากำไรแล้ว"
เสิ่นซวี่่ "..."
บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดประมุขยอดเขาคนปัจจุบันถึงได้หุนหันพลันแล่นนัก ถึงขั้นลงมือทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
ที่แท้มันก็เป็นธรรมเนียมของสำนักจิ่วเสวียนนี่เอง
บุคคลที่อยู่ด้านในคือประมุขเก้ายอดเขารุ่นก่อน ผู้อาวุโสสายในรุ่นก่อน และแม้กระทั่งผู้อาวุโสใหญ่ที่แท้จริงของสำนัก ซึ่งเป็นบุคคลระดับบรรพบุรุษ
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นสูงสุดทั้งสี่คนตรงหน้าเขา คือประมุขยอดเขารุ่นก่อนสามคน และผู้อาวุโสใหญ่สายในรุ่นก่อนอีกหนึ่งคน
ยังมีตัวตนที่เก่าแก่ยิ่งกว่าอยู่ด้านในอีก บางคนเสิ่นซวี่่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาห่างจากตนไปกี่รุ่นแล้ว
คนเหล่านี้คือบุคคลระดับสูงที่แท้จริงของสำนักจิ่วเสวียน และเป็นขุมกำลังทั้งหมดที่สั่งสมมา
แม้ว่าหลังจากที่เจียงเหลียนขึ้นรับตำแหน่ง คนเหล่านี้จะสูญเสียอำนาจไป แต่หากเอ่ยชื่อพวกเขาออกมา สำนักมารก็ต้องสั่นสะท้านอย่างแน่นอน
เจียงเหลียนกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างร่างจำแลงจิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาขึ้นมาใหม่
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนอันทรงพลังที่ทะลวงผ่านเขตแดนด้านนอกตำหนักจื่อเซียวเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เขาจึงหยุดการบำเพ็ญเพียรลงโดยพลัน
เขาดูดซับร่างจำแลงกลับเข้าไปในจิตวิญญาณดั้งเดิม
วินาทีต่อมา ร่างสีขาวอันปราดเปรียวก็เดินผ่านประตูโถงตำหนักจื่อเซียวที่เปิดกว้างเข้ามา
แมวขาวตัวนี้แม้จะดูอ้วนท้วน แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อความเร็วของมันเลย
ดวงตาสีฟ้ามรกตของมันทอประกายลวดลายของเผ่าปีศาจ ขนสีขาวเงินที่สั้นแต่กลับส่องประกายระยิบระยับใต้แสงจันทร์ และยังมีแว่นตากรอบทองอันเป็นเอกลักษณ์สวมอยู่ด้วย
ไม่ต้องถามก็รู้ว่านี่คือท่านป๋ายอย่างไม่ต้องสงสัย
"นั่งสิ" เจียงเหลียนชี้ไปที่เบาะรองนั่งใกล้ๆ
แมวขาวกระโดดขึ้นไปบนเบาะรองนั่งด้วยความคล่องแคล่ว มันนั่งชันขาหน้าขึ้น พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงของเด็กหนุ่มผู้เกียจคร้านเช่นเคย "ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถึงกับยอมมอบป้ายคำสั่งเจ้าสำนักให้คนอื่น ข้าก็เลยแวะมาดูว่าสำนักจิ่วเสวียนกำลังจะเปลี่ยนเจ้าสำนักแล้วงั้นรึ?"
"การมอบป้ายคำสั่งเจ้าสำนักให้เสิ่นซวี่่ ก็เพื่อให้เขาสามารถบริหารจัดการสำนักได้ดียิ่งขึ้น และควบคุมกิจการของสำนักได้อย่างเบ็ดเสร็จ" เจียงเหลียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และข้าก็ไม่อาจจัดการเรื่องต่างๆ ของสำนักได้ทั้งหมดด้วยตัวเอง"
เขารินชาปราณวิญญาณใส่ชามที่วางอยู่ด้านข้างอย่างลวกๆ แล้ววางลงบนพื้น
ท่านป๋ายแลบลิ้นสีชมพูออกมาลิ้มรสชา ก่อนจะแสดงสีหน้าพึงพอใจ
จากนั้นมันก็เอียงคอถาม "เจ้ากังวลเรื่องการรุกรานของเผ่าปีศาจงั้นรึ?"
"ไม่ได้กังวล แต่มันคือเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่างหากล่ะ ในตอนนั้น เสิ่นผั่วเทียนได้ปราบปรามสิบมหาปีศาจไว้ในหอคอยหมื่นปีศาจของสำนักจิ่วเสวียน บัดนี้เมื่อเขาไม่อยู่แล้ว เผ่าปีศาจย่อมต้องมาคิดบัญชีแค้นนี้กับสำนักจิ่วเสวียนของเราอย่างแน่นอน" เจียงเหลียนกล่าวด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ "อย่างไรก็ตาม หากไม่มีบุคคลระดับราชันย์ปีศาจปรากฏตัว ไม่ว่าพวกมันจะมากันกี่ตัว ข้าก็จะสังหารให้หมด"
แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ท่านป๋ายก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน
"เจ้าคิดมากไปแล้วล่ะ บุคคลระดับราชันย์ปีศาจไม่ปรากฏตัวง่ายๆ หรอก ต่อให้พวกมันมาจริงๆ ผลสะท้อนกลับจากเขตแดนทะเลดาวก็เพียงพอที่จะถลกหนังพวกมันทั้งเป็นแล้ว หากไม่ถึงตายล่ะก็นะ ถึงตอนนั้น ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก แค่พวกตาแก่ในแดนใต้ก็เพียงพอที่จะจัดการกับมันได้แล้ว" แมวขาวเลียอุ้งเท้าของมันด้วยท่าทีไม่แยแส "อย่างไรก็ตาม หากพวกมันใช้สิ่งประดิษฐ์ศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็ นั่นก็พูดยาก เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี"
"เฮ้อ เสิ่นผั่วเทียนผู้นี้นี่ก็จริงๆ เล้ย ตอนนั้นเขาน่าจะฆ่าสิบมหาปีศาจนั่นทิ้งไปซะให้สิ้นเรื่อง จะไปปราบปรามพวกมันไว้ทำไมกัน? นี่มันไม่ใช่การสร้างความเคียดแค้นให้กับเผ่าปีศาจหรอกรึ?" ท่านป๋ายถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
"มันไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก หากเขาลงมือสังหารพวกมันโดยตรงในตอนนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจย่อมต้องโกรธแค้นเป็นแน่ ในเวลานั้น หากมียอดฝีมือระดับบรรพบุรุษสักสองสามคนปรากฏตัวขึ้น ต่อให้เขาจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็ไม่อาจต้านทานพวกมันได้หรอก" เจียงเหลียนเข้าใจการกระทำของเสิ่นผั่วเทียนดี แต่เขาก็ไม่เห็นด้วย "จิตสำนึกของเผ่าพันธุ์ปีศาจนั้นรุนแรงเกินไป ภายในเผ่าพันธุ์เดียวกันแทบจะไม่มีการต่อสู้กันเองเลย"
บรรพบุรุษเพียงคนเดียวก็สามารถกดข่มคนทั้งเผ่าพันธุ์ได้อย่างราบคาบ การสังหารพวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอามือไปแหย่รังแตน
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในแดนปีศาจยังมีสัตว์ประหลาดเฒ่าที่แท้จริงซ่อนตัวอยู่
หากไม่ใช่เพราะเขตแดนทะเลดาวคอยขวางกั้นพวกมันไว้ สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านี้ที่สามารถพลิกเมฆาได้ด้วยการพลิกฝ่ามือ คงสามารถครอบครองทวีปเซวียนชิงได้อย่างง่ายดายในพริบตา
ดังนั้น หากไปล่วงเกินเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง ก็ต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาดกวาดล้างสายเลือดและตัดรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก เพื่อขจัดปัญหาในอนาคต
การผูกมิตรกับบางเผ่าพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะไม่ตกเป็นเป้าหมายของทุกคน จากนั้นก็ปล่อยให้เผ่าพันธุ์ปีศาจต่างๆ คานอำนาจกันเอง ถือเป็นการสร้างพื้นที่ให้ได้หายใจหายคอ จากนั้นก็ฉวยโอกาสลงมือจัดการ นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
การปราบปรามพวกมันไว้เช่นนี้ มีแต่จะสร้างปัญหาตามมาไม่รู้จักจบสิ้น