- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ดันเก็บระบบตัวร้ายได้เสียนี่
- ตอนที่ 21: ป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก
ตอนที่ 21: ป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก
ตอนที่ 21: ป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก
ตอนที่ 21: ป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก
เมื่อเห็นเสิ่นซวี่ แมวขาวร่างยักษ์ก็ถอดแว่นตาออกอย่างเกียจคร้าน "ผู้ใดกัน?"
น้ำเสียงของมันกังวานใสราวกับน้ำพุ แฝงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของความเยาว์วัย
"ผู้น้อยเสิ่นซวี่ เจ้ายอดเขาสวรรค์ ขอคารวะใต้เท้าไป๋ขอรับ"
"โอ้ คนจากยอดเขาสวรรค์นี่เอง ตอนนี้ยอดเขาจิ่งเซียวเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?" แมวขาวหันหัวขนาดมหึมาของมัน ร้องเหมียวเบาๆ และเอ่ยถามอย่างเกียจคร้าน
"ยอดเขาจิ่งเซียวดูแลโดยศิษย์น้องหวังเหมี่ยวขอรับ ในการประลองใหญ่ครั้งล่าสุด ได้อันดับที่สาม" เสิ่นซวี่ยังคงรักษากิริยานอบน้อม
"แค่อันดับสามงั้นรึ?" แมวขาวโบกอุ้งเท้าเบาๆ "สมัยที่ข้ายังเป็นเจ้ายอดเขา พวกเราได้อันดับหนึ่งมาตลอดนั่นแหละ"
มุมปากของเสิ่นซวี่กระตุก ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี
ใต้เท้าไป๋คืออดีตเจ้ายอดเขาจิ่งเซียว เป็นที่รู้กันดีในสำนักจิ่วเสวียนว่าครั้งหนึ่งเคยมียอดฝีมือเผ่าเหยาขึ้นเป็นเจ้ายอดเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่าความแข็งแกร่งของมันนั้นลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง แม้แต่เสิ่นซวี่ก็ยังไม่รู้ซึ้งถึงพลังที่แท้จริงของมัน แต่มันอยู่ในระดับครึ่งก้าวจำแลงเทพเป็นอย่างน้อย!
หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นเสียอีก
"ว่ามาเถิด ลมอะไรหอบเจ้ามาที่ถ้ำจิ่วเสวียนแห่งนี้?" แมวขาววางคัมภีร์พุทธศาสนาลงแล้วหันมามอง
"วิถีมารกำลังกำเริบเสิบสานขอรับ นี่คือป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก ข้ามาที่นี่เพื่อระดมผู้อาวุโสระดับสูงสี่ท่านของสำนักจิ่วเสวียน เพื่อไปหารือกับท่านเจ้าสำนักเรื่องการกวาดล้างนิกายโลหิต" เสิ่นซวี่หยิบป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักออกมาให้ใต้เท้าไป๋ดู
"นี่คือป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักของแท้จริงๆ ด้วย ทว่า เจียงเหลียนไม่อยากเป็นเจ้าสำนักแล้วหรือไร ถึงได้มอบป้ายนี้ให้แก่เจ้า?" ท่าทีของใต้เท้าไป๋ยังคงเกียจคร้าน แต่เห็นได้ชัดว่าเริ่มมีความสนใจ "ข้าผู้ยิ่งใหญ่จำได้ว่าเขาเคยบ่นว่าอยากจะยกตำแหน่งนี้ให้ข้า ตอนนี้ข้าพอจะมีโอกาสบ้างหรือไม่?"
"ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เป็นถึงเจ้าสำนักเซียน เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยจริงๆ"
เห็นได้ชัดว่าแมวขาวกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เสิ่นซวี่ไม่กล้าเอ่ยตอบ หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน สีหน้าของใต้เท้าไป๋ก็มืดครึ้มลง "ผนึกแห่งทะเลดารากำลังจะเปิดออกอีกครั้ง ข้าควรกลับไปได้แล้ว ข้ายังไม่มีเวลามาเป็นเจ้าสำนักเซียนหรอกนะ ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตแมวของข้าจริงๆ"
"เจ้าเข้าไปได้" ใต้เท้าไป๋ขยับตัว เปิดทางให้เสิ่นซวี่ โดยทิ้งรอยยุบจากการนอนเอาไว้อย่างชัดเจน
"ขอบพระคุณใต้เท้าไป๋ขอรับ" เสิ่นซวี่ประสานมือและโค้งคำนับอย่างเคารพ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
ส่วนใต้เท้าไป๋ หัวแมวยักษ์ของมันกำลังครุ่นคิดบางสิ่งที่ไม่ไม่อาจทราบได้ ร่างของมันหดเล็กลง กลายเป็นแสงสีขาว และหายวับไปจากถ้ำจิ่วเสวียนในชั่วพริบตา
เสิ่นซวี่เดินเข้าไป ความเคารพยำเกรงเมื่อครู่ที่เผชิญหน้ากับใต้เท้าไป๋มลายหายไปจนสิ้น เมื่อยืนอยู่หน้าปากถ้ำ เขาได้กระตุ้นการทำงานของป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก ในชั่วพริบตา ยอดฝีมือของสำนักจิ่วเสวียนทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในจิตวิญญาณ
พวกเขาล้วนถอนตัวออกจากสภาวะการบำเพ็ญเพียร
ภายนอกห้องหับสำหรับบำเพ็ญเพียร ใบหน้าขนาดใหญ่ที่ก่อตัวจากพลังงานได้ปรากฏขึ้น
บางใบหน้าดูแก่ชราอย่างยิ่ง ในขณะที่บางใบหน้าดูเหมือนคนวัยกลางคน
มีความผันผวนของพลังงานเช่นนี้อยู่สิบสาย ล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายระดับขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายหรือแม้แต่ขั้นสูงสุด!
นี่คือรากฐานที่แท้จริงของสำนักจิ่วเสวียน
และยังเป็นสภาผู้อาวุโสของสำนักจิ่วเสวียนอีกด้วย
โดยทั่วไปแล้ว อำนาจของสภาผู้อาวุโสของสำนักสามารถลบล้างการตัดสินใจของเจ้าสำนักได้
ทว่า หลังจากที่เจียงเหลียนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าสำนัก สภาผู้อาวุโสก็กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ ทุกคนถูกโยนเข้ามาในถ้ำจิ่วเสวียน และไม่มีใครออกไปงัดข้อกับเจียงเหลียนอีกเลย ทั้งสำนักจึงตกอยู่ภายใต้การแสดงเดี่ยวของเจียงเหลียนอยู่ช่วงหนึ่ง
"ไอ้หนูเจียงเหลียนงั้นรึ?" ชายชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"ผู้น้อยเสิ่นซวี่ รับบัญชาจากท่านเจ้าสำนัก ขอเรียนเชิญท่านผู้อาวุโสระดับสูงทั้งสี่ท่านเดินทางไปยังเขตแดนต้าหยางเพื่อกวาดล้างมารร้ายขอรับ" เสิ่นซวี่ประสานมือและกล่าวขึ้น
ทั้งสิบคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พวกเขากำลังสื่อสารกันด้วยสัมผัสเทวะ
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น "หึ ไอ้หนูเจียงเหลียนโยนพวกเราเข้ามาในนี้ พวกเราไม่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักอีกต่อไปแล้ว กิจการของสำนักก็ควรให้เจ้ายอดเขาแต่ละคนเป็นคนจัดการสิ"
"เจ้ายอดเขาหลิน ป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักอยู่ที่นี่ ท่านคิดจะขัดขืนคำสั่งสูงสุดของท่านเจ้าสำนักงั้นหรือ?" ท่าทีของเสิ่นซวี่แข็งกร้าวขึ้นมาทันที
"ไอ้หนูเสิ่นซวี่ เจ้าไม่ต้องมาขู่พวกเราหรอก ตั้งแต่วินาทีที่พวกเราก้าวเข้ามาในนี้ พวกเราก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งอีก เจียงเหลียนคนนั้นแข็งแกร่งมากไม่ใช่หรือไง? ตอนนี้กลับมาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา ขอให้พวกเราออกไปเสี่ยงชีวิตเพื่อเขา เขาเห็นพวกเราเป็นอะไรกัน?" ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเย็นชาและกล่าว
เสิ่นซวี่รู้สึกหวั่นไหวในใจ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เจียงเหลียนทำในตอนนั้นมันเกินเลยไปแต่อ่างใด
เจียงเหลียนท้าประลองกับเจ้ายอดเขาแต่ละยอดในสำนักทีละคน หากเขาชนะ เขาจะขึ้นรับตำแหน่งแทน เดิมทีคนกลุ่มนี้ไม่คิดว่าความแข็งแกร่งของเจียงเหลียนจะมากมายอะไรนัก จึงตกปากรับคำ
ทว่า แม้แต่อาจารย์ของเจียงเหลียนเอง ซึ่งเป็นอดีตเจ้ายอดเขาจื่อเซียวคนก่อนหน้า ก็ยังรับมือเจียงเหลียนไม่ได้ถึงสิบกระบวนท่า
ผลก็คือ เจ้ายอดเขาทั้งเก้าคนของสำนักจิ่วเสวียนถูกเปลี่ยนตัวทั้งหมด และถูกยึดครองโดยคนรุ่นใหม่ที่เจียงเหลียนผลักดันขึ้นมาอย่างมั่นคง
คนกลุ่มนี้จึงเข้ามาบำเพ็ญเพียรในถ้ำแห่งนี้ เจียงเหลียนได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อใดที่คนเหล่านี้สามารถเอาชนะเขาได้ ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะออกไปเป็นเจ้ายอดเขาอีกครั้ง
ดังนั้น สำนักจิ่วเสวียนจึงเคยประสบกับปัญหาขาดแคลนผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดอยู่ช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เจียงเหลียนก็ยังคงประคับประคองสำนักมาได้ด้วยตัวคนเดียว
เรียกได้ว่าความเจริญรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุดของสำนักจิ่วเสวียนในปัจจุบัน แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้เลย
เป็นความจริงที่ว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ย่อมมีขุนนางชุดใหม่ แต่พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าเจียงเหลียนจะทำการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เปลี่ยนตัวทุกคนที่สามารถเปลี่ยนได้ พวกเขาถึงกับสงสัยว่าเจียงเหลียนจะเปลี่ยนชื่อสำนักด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะคำว่า 'สำนักจิ่วเสวียน' นั้นฟังดูดีอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องที่เอาชนะเจียงเหลียนไม่ได้ ตาเฒ่าเหล่านี้ก็ยังคงดื้อดึงไม่อยากจะยอมรับความจริงนัก
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ชื่นชมเจียงเหลียนจากก้นบึ้งของหัวใจ
ความสามารถของเจียงเหลียนที่ผงาดขึ้นมาจากศิษย์สายนอก ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงศิษย์สายใน และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าสำนักในที่สุด ความรู้สึกของการท้าทายและก้าวข้ามขีดจำกัดไปทีละขั้นนั้น เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากสำหรับพวกเขา
สำหรับตัวเจียงเหลียนเองแล้ว เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย
ล้อเล่นน่า แม้ว่าตัวเขาจะไม่มีนิ้วทองคำ (สูตรโกง) แต่เขาก็สามารถใช้ความรู้เรื่องเนื้อเรื่องเพื่อแย่งชิงวาสนามาจากพระเอกอย่าง เสิ่นพั่วเทียน ได้
เสิ่นพั่วเทียนอาจจะไม่ได้ใส่ใจวาสนาเหล่านี้ แต่สำหรับเจียงเหลียนแล้ว วาสนาแต่ละอย่างคือสิ่งพึ่งพาที่สามารถทำให้เขาผงาดขึ้นเป็นใหญ่ในทวีปเสวียนชิงได้
แม้แต่ในตอนท้าย เสิ่นพั่วเทียนก็ยังทิ้งเคล็ดวิชาเซียนเสวียนชิงเอาไว้ให้ ไม่ใช่เพราะเจียงเหลียนมีหน้ามีตาอะไรนักหนา แต่เป็นเพราะเขาสร้างภาพลักษณ์ภายนอกได้เนียนกริบต่างหาก!
เขาหลอกลวงได้แม้กระทั่งพระเอกของเรื่อง
ในช่วงเวลานั้นเองที่เจียงเหลียนได้ผ่านการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์ จากศิษย์สายนอกที่ใสซื่อ กลายมาเป็นจอมวางแผนผู้เจ้าเล่ห์
นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากปราศจากการวางแผน ไร้ซึ่งความเจ้าเล่ห์ หรือแม้แต่ไม่มีความเด็ดขาดอำมหิตอยู่ในตัวบ้าง ก็ยากยิ่งที่จะอยู่รอดได้
"ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสระดับสูงทุกท่านย่อมทราบดีว่า ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเชิญพวกท่าน แต่มาเพื่อถ่ายทอดคำสั่งสูงสุดของท่านเจ้าสำนัก!" เสิ่นซวี่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นกัน "ทว่า ท่านเจ้าสำนักมีเมตตาและรู้สึกไม่สบายใจที่จะให้ผู้อาวุโสทุกท่านต้องเข้าไปในดินแดนอันตราย ดังนั้น ท่านเจ้าสำนักจึงได้ประทานโอสถทะลวงระดับสี่เม็ด ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นสูงสุดสามารถนำไปใช้เพื่อทำความเข้าใจในวิถีแห่งเทพจำแลงได้"
เสิ่นซวี่หยิบโอสถทั้งสี่เม็ดออกมา
ในพริบตานั้น กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของโอสถระดับเจ็ด ก็ทำให้สีหน้าของใบหน้าพลังงานขนาดใหญ่หลายดวงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเสิ่นซวี่ก็เก็บโอสถลงไป และรอคอยคำตอบจากพวกเขาอย่างเงียบๆ