- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นพนักงานทำความสะอาดในโลกสยองขวัญ
- บทที่ 24 : อพาร์ตเมนต์หย่งอัน (10)
บทที่ 24 : อพาร์ตเมนต์หย่งอัน (10)
บทที่ 24 : อพาร์ตเมนต์หย่งอัน (10)
แม้ว่าอีกฝ่ายจะรีบกลับไปก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หนานเยว่ที่จับจ้องเธออยู่ตลอดก็ไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นอาการชะงักงันนั้น
"จะว่าไป... ฉันเหมือนจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งน่ะค่ะ"
คราวนี้เสี่ยวหมิ่นหยุดมือโดยสิ้นเชิง ผ่านไปครู่หนึ่งเธอจึงเอ่ยขึ้นว่า "ฉันไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร"
จากนั้นเธอก็รีบเก็บชามและตะเกียบเข้าไปในครัวหลังร้านทันที
หนานเยว่ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนว่า 'ผู้ดูแล' จะสามารถให้เบาะแสบางอย่างได้จริงๆ
เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าที่เสี่ยวหมิ่นไม่ยอมพูด เป็นเพราะให้คำใบ้ได้แค่นี้ หรือเป็นเพราะค่าความประทับใจยังไม่สูงพอ
หนานเยว่ประเมินว่ายังมีเวลาเหลือ จึงวางแผนจะค่อยๆ เพิ่มค่าความประทับใจของเสี่ยวหมิ่นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
หนานเยว่ยังไม่รีบกลับห้องหรือออกไปไหน เธอยังคงขบคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ทุกคนล้วนเจอเรื่องประหลาดเมื่อวานนี้ เรียกได้ว่าหลังจากปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาหนึ่งวัน ในที่สุดอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ก็เผยธาตุแท้ออกมาแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว ภารกิจจำกัดเวลามักจะเป็นเช่นนี้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ สถานการณ์ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
จางชิงหยางเป็นข้อยกเว้น เขา "เข้ากันได้ดี" กับเพื่อนบ้านจริงๆ ดังนั้นจนถึงตอนนี้เขาจึงยังไม่เจอเรื่องน่าตกใจหรืออันตรายใดๆ
แต่หนานเยว่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ จนกระทั่งเธอบังเอิญเจอ 'พี่หลี่' ที่กำลังจะไปทำงานในลิฟต์ เธอถึงได้ตระหนักถึงที่มาของความรู้สึกขัดแย้งนี้
"กินข้าวเช้าแล้วเหรอครับ?"
ตอนนี้พี่หลี่ไม่มีท่าทางประหม่าเหมือนตอนที่หนานเยว่ชวนเขาเข้าห้องเมื่อวานแล้ว เขาดูภูมิฐานขึ้นมาก
เมื่อมองรอยยิ้มของพี่หลี่ หนานเยว่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขานั้นถือว่าดีทีเดียว
นอกจากการไม่เปิดประตูให้ในคืนแรกแล้ว เมื่อวานพวกเขาก็ทักทายกันบ่อยครั้ง เธอไม่ได้เอาเรื่องที่พี่หลี่แอบมองไปฟ้องใคร แถมตอนเย็นยังชวนเขามากินผลไม้ด้วย
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ราบรื่นดี ซึ่งเห็นได้จากท่าทีเป็นมิตรของพี่หลี่ในตอนนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเจอดีเข้าจนได้
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสายตาของผู้หญิงคนนั้นเมื่อวาน หนานเยว่ไม่สงสัยเลยว่าหากไม่มีกฎเกณฑ์คอยควบคุม เธอคงถูกจับกินไปแล้ว
ตอนนั้นเองที่หนานเยว่เข้าใจถึงต้นตอของความขัดแย้ง : เรื่องสยองขวัญที่บางคนเจอ ไม่ได้มาจากเพื่อนบ้านของตัวเอง
จริงอยู่ที่ลู่หลีและผู่คุนต้องปวดหัวกับพฤติกรรมของเพื่อนบ้าน
แต่หลัวเฟยเฟยกับตัวเธอเอง กลับไม่ได้ถูกเพื่อนบ้านรังควานอย่างชัดเจน... อย่างน้อยก็ไม่ได้เกิดจากเพื่อนบ้านโดยตรง
มีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างระหว่างพวกเธอหรือเปล่า?
เมื่อหนานเยว่ก้าวออกจากลิฟต์ ก็บังเอิญเห็นฉือเฮ่อกำลังเคาะประตูห้องคุณยายเจ้า
ไม่รู้ว่าไม่อยู่ห้องหรือไม่อยากเจอหน้า แต่คุณยายเจ้าไม่ยอมมาเปิดประตูเลย
ฉือเฮ่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงหันกลับมา พอเห็นว่าเป็นหนานเยว่ เขาก็ส่งยิ้มขื่นๆ ให้
"ดูเหมือนเพื่อนบ้านของผมจะไม่ชอบขี้หน้าผมเอามากๆ การปั๊มค่าความประทับใจคงต้องออกแรงเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะ"
หนานเยว่ชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคนั้น ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
เธอรู้แล้วว่ากุญแจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ไหน!
เธอกับหลัวเฟยเฟยมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเธอมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน จึงทำให้ถูกเล่นงานจากอำนาจมืดอีกฝั่งหนึ่ง
หนานเยว่นึกถึงผู้หญิงเมื่อคืน และท่าทีอึกอักของเสี่ยวหมิ่นตอนที่เธอถามว่าพี่หลี่อยู่คนเดียวหรือเปล่า ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
ผู้หญิงคนนั้น... อาจจะเป็นคนที่อาศัยอยู่กับพี่หลี่?
และที่เธอเล่นงานฉัน ก็เพราะระดับความสนิทสนมของฉันกับพี่หลี่พัฒนาไปถึงระดับหนึ่งแล้ว
หนานเยว่พิมพ์ข้อสันนิษฐานลงในกลุ่มแชท ลู่หลีและกู้เซี่ยงข่ายเป็นคนแรกที่ตอบกลับ คำตอบของพวกเขาสั้นกระชับและจริงใจ
"ขอบใจนะ"
หนานเยว่คือนักกวาดล้างที่มีเบาะแสมากที่สุดและวิเคราะห์สถานการณ์ได้รวดเร็วที่สุดในภารกิจนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอายุหรือประสบการณ์ แต่มันแสดงให้เห็นว่าเธอมีพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้น
แต่ก็มีคนที่เห็นต่าง เช่น จางชิงหยาง
"ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูด ฉันเองก็ทำค่าความประทับใจกับเพื่อนบ้านได้ถึงเกณฑ์เหมือนพวกเธอ แล้วทำไมฉันถึงไม่โดนเล่นงานล่ะ?"
หนานเยว่คิดสักพักก่อนจะตอบกลับไป "ฉันเอนเอียงไปทางความเป็นไปได้สองทาง ข้อแรกคือคุณเชิญเธอเข้าไปในห้อง ถ้าสมมติว่าอำนาจมืดอีกฝั่งถูกเพื่อนบ้านรังแก พอชิงชิงเข้าไปในห้องของคุณ พวกมันก็ย่อมไม่กล้าปรากฏตัว"
"ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ อาจจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว แต่คุณแค่ไม่รู้ตัว"
เป็นการวิเคราะห์ที่เรียบง่าย แต่ประโยคสุดท้ายกลับทำให้จางชิงหยางขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาอยากจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก เขารู้ดีว่าข้อสันนิษฐานของหนานเยว่อาจจะถูก เพราะเขาไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
เมื่อคืนนี้ เขากับชิงชิงไม่ได้มีอะไรกัน แต่ชิงชิงก็ไม่ได้กลับไป เธอค้างที่ห้องของเขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่า NPC ในภารกิจอาจเป็นตัวอันตราย โดยเฉพาะในภารกิจนี้
แต่เขาเป็นพวกโดดเดี่ยวมาตลอด ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง และเขาก็มักจะดูแคลนผู้หญิงที่เก่งกว่าตัวเอง
เขายังนึกอิจฉานักกวาดล้างที่หาคู่ได้ในภารกิจ หรือแค่หาคู่นอนระบายความใคร่
แล้วชิงชิงก็ปรากฏตัว เธอไม่ต้องให้เขาคอยพะเน้าพะนอด้วยคำหวาน หรือต้องเสียแต้มซื้อของมาประเคน เธอกลับเป็นฝ่ายพยายามเอาใจเขา
จริตจะก้านแพรวพราวของชิงชิงทำให้จางชิงหยางมองเธอในแง่ลบนิดหน่อย แต่เธอก็สวยและมีเสน่ห์จริงๆ
ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่เห็นชิงชิง เขาถึงอดใจเต้นไม่ได้
แต่ก็แค่นั้น จางชิงหยางไม่ได้คิดจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่
ยังไงซะ ค่าความประทับใจของเขากับชิงชิงก็น่าจะสูงพอแล้ว ขอแค่เขาหยุดไว้เพียงเท่านี้ ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้น มันก็คงเป็นแค่เรื่องตกใจ ไม่ถึงตายหรอก
ไม่ว่าจะยังไง คืนนี้เขาจะให้ชิงชิงเข้ามาในห้องอีกไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อจางชิงหยางเงียบหายไปจากกลุ่ม หนานเยว่ก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนต้องผ่านภารกิจด้วยตัวเอง สิ่งที่เธอทำได้ก็แค่แชร์ความคิดเห็นเท่านั้น
หนานเยว่ : "พวกคุณเจอเบาะแสอะไรในหนังสือพิมพ์บ้างไหม?"
คนอื่นอาจจะไม่ได้อ่านละเอียดนัก คนที่ตอบหนานเยว่ยังคงเป็นกู้เซี่ยงข่าย
กู้เซี่ยงข่าย : "เจออยู่อันหนึ่ง ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหม ข่าวบอกว่าพบศพเด็กผู้หญิงที่ทะเลสาบใต้"
ลู่หลี : "เด็กผู้หญิง? ทะเลสาบใต้คือทะเลสาบที่รถเมล์วิ่งผ่านหรือเปล่า?"
กู้เซี่ยงข่าย : "จะไปรู้เรอะ"
ลู่หลี : "ขอบใจ บุญคุณนี้ฉันจะจำไว้"
ในภารกิจแทบไม่มีเบาะแสที่ไร้ประโยชน์ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อ แต่ในอพาร์ตเมนต์มีเพียงเพื่อนบ้านของลู่หลีเท่านั้นที่เป็นเด็กผู้หญิง ข้อมูลนี้ชี้เป้าให้เธอได้มากทีเดียว จากที่เคยงมโข่งอยู่ในความมืดมน
เมื่อเห็นว่าในหนังสือพิมพ์มีเบาะแสจริงๆ คนอื่นๆ ก็เริ่มสนใจและหันมาเก็บตัวอ่านหนังสือพิมพ์กันยกใหญ่
หนานเยว่เหลือหนังสือพิมพ์อีกไม่กี่ฉบับ เธอวางแผนว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกตอนกลางวัน
ฝั่งตรงข้ามสี่แยกด้านนอกคือป้ายรถเมล์ หนานเยว่ยืนรอรถอยู่ริมถนน มองดูสัญญาณไฟจราจรที่เสียกระพริบติดๆ ดับๆ อย่างไร้ระเบียบด้วยความเบื่อหน่าย
เมื่อเลื่อนสายตาไป หนานเยว่ก็เห็นอะไรบางอย่างอยู่กลางสี่แยก... จะพูดให้ถูกคือ บางอย่างบนพื้นถนน
หลังจากกวาดตามองถนนที่โล่งว่าง หนานเยว่ก็รีบเดินตรงไปยังกลางสี่แยก
มีรอยดำเล็กๆ อยู่บนพื้น หนานเยว่นั่งยองๆ แล้วใช้นิ้วแตะดู เขม่าสีดำติดมือกกลับมา
นี่มัน... ดูเหมือนร่องรอยจากการเผาอะไรบางอย่าง
ในขณะที่หนานเยว่กำลังครุ่นคิด จู่ๆ รถเมล์คันหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาหาเธอจากระยะไกลโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ดูเหมือนมันกำลังจะพุ่งชนหนานเยว่ที่ยืนอยู่กลางถนนเข้าอย่างจัง