- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 22 - พิรุณสุราท้อเซียน และผลผลิตเกล็ดปลา
บทที่ 22 - พิรุณสุราท้อเซียน และผลผลิตเกล็ดปลา
บทที่ 22 - พิรุณสุราท้อเซียน และผลผลิตเกล็ดปลา
บทที่ 22 - พิรุณสุราท้อเซียน และผลผลิตเกล็ดปลา
เขาถือม้วนตำราพฤกษาอาถรรพ์กลับเข้าไปในห้อง
เขาจ้องมองตัวอักษรที่สีซีดจางและเหลืองหม่นบนหน้าปกหนังสือท่ามกลางแสงตะวันยามเย็นที่สาดส่องเข้ามา สัมผัสในมือก็เป็นเพียงกระดาษธรรมดาๆ เท่านั้น
พูดตามตรงไม่ว่าจะใช้สัมผัสวิญญาณกวาดมองหรือใช้ปลายนิ้วลูบคลำ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสัมผัสได้เลยว่าของสิ่งนี้จะเป็น "สัตว์วิญญาณ" ที่ต้องใช้ถึงสองพันจุดในการผูกมัด
ก่อนหน้านี้ตอนที่ผูกมัดกับสัตว์ระดับหนึ่งและระดับสองก็ใช้ไปเพียงยี่สิบและร้อยจุดตามลำดับ
ตามระดับขั้นของสัตว์วิญญาณและพืชวิญญาณที่สำนักสี่ฤดูแจกแจงไว้ ระดับหนึ่งถึงสามเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมลมปราณถึงขั้นสร้างรากฐาน หากสูงกว่าระดับสามขึ้นไปก็จะไปแตะขั้นจินตันแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นก็ระดับจินตันสินะ" พอคาดเดาแบบนี้เขาก็เริ่มรู้สึกว่าของสิ่งนี้กลายเป็นเผือกร้อนในมือเสียแล้ว แต่ถ้าจะโยนทิ้งก็แอบเสียดาย
"ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียรไปก่อนแล้วกัน รอจนกว่าจะถึงขั้นสร้างรากฐานและเข้าสำนักสี่ฤดูได้แล้วค่อยไปหาดูว่ามีวิชาหรือของวิเศษอันใดที่สามารถควบคุมมันได้หรือไม่ ปีศาจตำราระดับจินตันหนึ่งตัวสามารถมอบความช่วยเหลือได้มากเกินไปจริงๆ"
หลังจากตัดสินใจได้เช่นนั้น เขาก็นำม้วนตำราพฤกษาอาถรรพ์ใส่ลงในกล่องแล้วนำไปวางไว้ตรงตู้ โดยแยกไว้คนละที่กับป้ายทองคำประกายปราณและต้นกล้าของแมลงคริสตัลอัคคี
หลังจากนั้นเขาก็หยิบกิ่งท้อกิ่งนั้นออกมา
กิ่งท้อในมือของเขายังคงอบอุ่นราวกับหยก ดอกท้อสองสามดอกบนกิ่งยังมีแสงวิญญาณสีชมพูเรืองรองออกมา และยังพอจะได้กลิ่นหอมหวานละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกท้อจางๆ
"ตามที่ผู้อาวุโสซูหยาบอกไว้..."
เขานำกิ่งท้อมาสัมผัสที่กลางหว่างคิ้วของตัวเองเบาๆ
พลังปราณอันเย็นเยียบสายหนึ่งพลันหลั่งไหลเข้าสู่จุดศูนย์รวมจิตวิญญาณของเขาทันที
พร้อมกับรัศมีสีชมพูของต้นท้อที่พลิ้วไหว ตัวอักษรที่กำลังเต้นระบำอย่างน่าประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างกะทันหัน มันเป็นอักษรจ้วนโบราณทว่าเขากลับสามารถเข้าใจความหมายของพวกมันได้อย่างน่าอัศจรรย์
"พิรุณสุราท้อเซียน!"
สิ่งนี้ไม่เหมือนกับวิชาอาคมเร่งการเจริญเติบโตโดยการร่ายรำคาถาอย่างที่หลี่เยี่ยคิดไว้ มันต้องใช้วัตถุดิบในการช่วยร่าย อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับ "คาถาเมฆฝนจำลอง" ที่เขาเคยเรียนรู้มาก่อนหน้านี้ และยังมีเคล็ดลับในการหมักสุราแนบมาให้อีกด้วย
ต้องใช้กลีบดอกท้อ น้ำพุวิญญาณ น้ำค้างยามเช้า และชาด เพื่อหมักเป็น "สุราท้อ"
จากนั้นใช้เทคนิคพิเศษสาดกระจายออกไปก็จะก่อเกิดเป็นเมฆฝน พืชที่ถูกน้ำฝนรดจะได้รับการเร่งการเจริญเติบโตในระดับที่แตกต่างกัน
ที่สำคัญที่สุดคือกิ่งท้อนี้สามารถใช้แทนกลีบดอกท้อได้ ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าดอกท้อที่ได้รับพรจากเจ้าป่าจนกลายเป็นหยกอีกแล้ว เพียงแค่กิ่งท้อกิ่งนี้ก็ถือเป็นแหล่งหินวิญญาณที่ไม่มีวันหมดสิ้น!
ส่วนประกอบอื่นๆ เขาเพียงแค่ต้องไปตามหาน้ำค้างยามเช้าและชาดมาให้ได้ก็พอ
"มิน่าล่ะตอนที่สหายนักพรตซูหยาจากไปถึงได้พูดกับข้าอย่างมีความหมายแฝงว่าอีกไม่นานจะมีคนมาขอร้อง ที่แท้ก็จะมาขอสุราท้อนี่เอง"
"นี่ถือเป็นช่องทางหาเงินที่ดีจริงๆ"
"หากเป็นน้ำค้างยามเช้า พรุ่งนี้เช้าก็สามารถเก็บรวบรวมได้บ้าง"
"แต่ชาดเนี่ยสิ..."
หลี่เยี่ยหยิบกล่องกลไกที่วางอยู่ด้านข้างซึ่งเขาไม่เคยใช้งานมาก่อนขึ้นมาเงียบๆ นี่เป็นของเล่นจากโรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อ เพียงแค่เขียนสิ่งที่ต้องการลงไปข้างใน ก็จะมีคนธรรมดามาส่งของให้ถึงหน้าประตู
คนธรรมดาในตลาดการค้าก็อาศัยธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ในการรับใช้ "ท่านเซียน" เช่นนี้แหละเพื่อประทังชีวิต
ดูๆ ไปแล้วก็คล้ายกับพี่ไรเดอร์ส่งอาหารเหมือนกันนะ
ตอนนี้เขาเขียนคำว่า "ชาดชั้นเลิศ" ลงบนแผ่นไม้ในกล่อง ตัวเลขจำนวนหินวิญญาณที่ต้องการก็ปรากฏขึ้นตามหลังทันที เนื่องจากเขาต้องการของชั้นเลิศ ราคาจึงตกอยู่ที่หนึ่งก้อนหินวิญญาณต่อหนึ่งตำลึง
"เอามาสิบตำลึงก่อนก็แล้วกัน"
หลังจากที่เขาเขียนจำนวนที่ต้องการลงไป ตัวอักษรด้านบนก็จางหายไปจนหมดในพริบตาและกลายเป็นคำว่า "โปรดรอสักครู่"
หลี่เยี่ยนั่งรออยู่เช่นนั้นประมาณหนึ่งก้านธูป
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
"เร็วกว่าที่คิดแฮะ" เขาเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออก คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือชายหนุ่มในชุดคลุมสีเทาขาว บนร่างไม่มีความผันผวนของพลังปราณแม้แต่น้อย บนเสื้อคลุมยังมีตัวอักษรเขียนว่า "ร้านของชำตระกูลหลิว"
ชายหนุ่มท่าทางนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เขาหยิบกล่องที่รักษาไว้เป็นอย่างดีออกมา
"ท่านเซียนผู้อาวุโส นี่คือชาดสิบตำลึงที่ท่านต้องการขอรับ"
ภายในกล่องมีผงชาดที่มีเนื้อสัมผัสสีแดงสด เปล่งประกายพลังปราณอันเต็มเปี่ยมออกมารอบด้าน แน่นอนว่านี่คือชาดชั้นดีอย่างไม่ต้องสงสัย
"อืม"
"ไม่เลวเลย"
หลี่เยี่ยหยิบหินวิญญาณสิบก้อนส่งให้ชายหนุ่มโดยตรง
"ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส หากไม่มีเรื่องอันใดแล้วผู้น้อยขอตัวกลับก่อนขอรับ"
"ไม่มีอะไรแล้วล่ะ"
ชายหนุ่มรีบกล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วถือหินวิญญาณจากไปอย่างรวดเร็ว
ดูจากท่าทีระแวดระวังของเขาแล้ว คงจะเคยเจอเรื่องที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก ผู้ฝึกตนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนธรรมดา อย่างไรเสียก็ย่อมมีความรู้สึกเหนือกว่าอย่างบอกไม่ถูก
นี่ยังดีที่เป็นตลาดของสำนักฝ่ายธรรมะ หากเปลี่ยนเป็นตลาดฝั่งนิกายมาร คนธรรมดาคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่งกว่านี้
เขาส่ายหน้าแล้วกลับเข้าไปเตรียมตัว
เขาอดหลับอดนอนไปครึ่งค่อนคืนเพื่อจดจำความรู้ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับวิชานี้ให้ขึ้นใจ พร้อมกับหาโอ่งใบใหญ่มาวาด "ลวดลายค่ายกล" ตามที่ระบุไว้ในวิชาอาคมจนเสร็จสรรพ จากนั้นเขาจึงเฝ้ารอวันพรุ่งนี้ให้มาถึงอย่างเงียบๆ
...
วันรุ่งขึ้น
ท้องฟ้ายังไม่สว่างนัก
หลี่เยี่ยหาวหวอดๆ เดินออกมาจากบ้าน อากาศที่เย็นสบายในต้นฤดูใบไม้ผลิทำให้เขาสะดุ้งโหยงและสลัดความง่วงงุนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
"น้ำค้างยามเช้า..."
สิ่งที่เรียกว่าน้ำค้างยามเช้าก็คือน้ำค้างในตอนเช้าตรู่ เขาหาเจอที่บริเวณดอกบัวและผักตบชวาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
หยาดน้ำค้างแต่ละหยดเกาะอยู่บนกลีบดอกบัวสีน้ำเงินอมม่วงและใบผักตบชวารอให้เขามาเก็บเกี่ยว
ตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์พิรุณสุราท้อเซียน น้ำค้างยามเช้าถือเป็นตัวกระตุ้น ต้องนำไปใส่ในโอ่งใบใหญ่ที่วาดลวดลายค่ายกลไว้เรียบร้อยพร้อมกับชาดและกลีบดอกไม้ ผสมกับน้ำพุวิญญาณให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้เป็นเวลาเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวันจึงจะนำออกมาใช้ได้
ปริมาณน้ำขึ้นอยู่กับคุณภาพของกลีบดอกท้อรวมถึงปริมาณของน้ำค้างยามเช้าและชาด ทว่าหลี่เยี่ยไม่ต้องกังวลเรื่องกลีบดอกท้อ ย่อมสามารถทำได้เต็มโอ่งหรือประมาณห้าสิบชั่งแน่นอน
หลายวันหลังจากนั้นเขาก็เอาแต่เก็บรวบรวมน้ำค้างยามเช้าเพื่อเตรียมหมักสุรา กระทั่งประมาณวันที่หก เขาก็บังเอิญพบว่ากระเปาะของผักตบชวาวารีวิญญาณมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจ...
เดิมทีกระเปาะของผักตบชวาจะกลมเกลี้ยงและมีสีเขียวมรกต ทว่าตอนนี้บนพื้นผิวกลับเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวหนาแน่น ซ้ำยังมีแสงสีเลือดสีทองอมแดงไหลเวียนอยู่ในรอยแตกนั้นอีกด้วย
เขาหรี่ตาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนจะกระโดดลงไปในสระน้ำทันที
"ซู่!"
ผิวน้ำในสระเกิดระลอกคลื่นขนาดใหญ่ในพริบตา เหล่าปลาหลีฮื้อมังกรชาดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผักตบชวาพากันแหวกว่ายออกมา สีแดงอมทองบนหัวของพวกมันชัดเจนยิ่งขึ้น กระทั่งรอยนูนเล็กๆ นั่นก็ยังขยายใหญ่ขึ้นด้วย
หลี่เยี่ยทำหน้าครุ่นคิดพลางค่อยๆ แหวกผิวน้ำที่ถูกผักตบชวาวารีวิญญาณบดบังออก และพบว่าที่บริเวณรากของมันมีเกล็ดปลาชิ้นเล็กชิ้นน้อยประมาณยี่สิบกว่าชิ้นจมอยู่ใต้ก้นสระ
เกล็ดปลาเหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีสีแดงอมทอง ทอแสงสดใสท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า
"จะผลัดเกล็ดหนึ่งชิ้นทุกๆ เจ็ดวัน"
"แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามีตั้งยี่สิบกว่าชิ้น..."
"นี่ไม่ใช่เพราะพวกแกพุ่งชนกระเปาะนั่นมั่วซั่วจนทำให้มันร่วงลงมาเยอะขนาดนี้หรอกนะ?"
สภาพอารมณ์ของปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายอยู่ไกลๆ ยังคงเบิกบาน พลังปราณทั่วร่างยังคงเปี่ยมล้น ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยของการบาดเจ็บหรือพลังปราณเสียหายเลยสักนิด ซ้ำยังดูร่าเริงกว่าตอนที่เพิ่งซื้อมาเสียอีก
ในเมื่อพวกมันไม่เป็นอะไร หลี่เยี่ยก็ทำได้เพียงเก็บเกล็ดปลาทั้งหมดขึ้นมา ตอนที่กำลังจะไปเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลองพยายามเด็ดกระเปาะที่เต็มไปด้วยรอยร้าวสีเลือดนั่นออกมา
ผลปรากฏว่าผักตบชวาวารีวิญญาณส่งกระแสความรู้สึกมาว่ามันยังไม่สุกงอม
เขาหมดหนทางจึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ
ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปเตรียมสุราท้อให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาชิมดูว่าไอ้เกล็ดปลานี่มันมีรสชาติเป็นอย่างไรก็แล้วกัน
[จบแล้ว]