เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: ลูกค้าเนืองแน่น

บทที่ 13: ลูกค้าเนืองแน่น

บทที่ 13: ลูกค้าเนืองแน่น


หลังจากต้อนรับเฉิงเหยาและฟ่านหงเสียงกลับไปแล้ว หลัวเฉินก็นำป้ายมาตั้งไว้หน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้า

'ฉลองเปิดร้านใหม่ จำหน่ายสัตว์อสูรคุณภาพสูง และรับฝากเลี้ยงสัตว์อสูร'

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะป้ายได้ผล หรือวันนี้ร้านสัตว์เลี้ยงเฉินหยางเป็นที่สะดุดตา ทว่าในที่สุดก็เริ่มมีผู้คนทยอยเดินเข้ามาในร้านอย่างไม่ขาดสาย

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะแค่แวะเข้ามาดูและไม่ได้มีความคิดที่จะซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลยก็ตาม

แต่หลัวเฉินก็ยังคงพึงพอใจมากเมื่อเห็นยอดจำนวนลูกค้าในภารกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเทียบกับร้านขายสัตว์อสูรแห่งอื่นๆ บนถนนสายการค้าหรือในเมือง ร้านสัตว์เลี้ยงเฉินหยางมีพนักงานเพียงคนเดียวที่ควบทั้งตำแหน่งพนักงานต้อนรับและพนักงานคิดเงิน

แน่นอนว่าเขาไม่สามารถอธิบายรายละเอียดให้กับลูกค้าที่เข้ามาได้อย่างทั่วถึง ผู้มาเยือนทุกคนจึงได้แต่เดินชมตามอัธยาศัย ประกอบกับจำนวนสัตว์อสูรในร้านที่ยังมีค่อนข้างน้อย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแนะนำของกระต่ายหอมกรุ่นซึ่งเป็นสัตว์อสูรดุร้ายระดับสามดาว ก็ยังคงดึงดูดความสนใจของลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูได้

บางคนถึงกับเอ่ยถามหลัวเฉินที่อยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินว่า "เถ้าแก่น้อย สรรพคุณกระต่ายหอมกรุ่นของร้านนายเชื่อถือได้จริงๆ เหรอ?"

หลัวเฉินยืดตัวตรงจากหลังเคาน์เตอร์ "คุณลูกค้าลองสังเกตที่ใบหูของกระต่ายหอมกรุ่นดูสิครับ ขนาดของผลึกคริสตัลที่เกาะอยู่บนใบหูคือตัวแทนระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของมัน

นักเพาะพันธุ์ระดับแนวหน้ายังเคยสันนิษฐานไว้ว่า หากผลึกคริสตัลปกคลุมทั่วทั้งใบหูของกระต่ายหอมกรุ่น พวกมันจะวิวัฒนาการตามธรรมชาติ เพียงแต่ยังไม่เคยมีนักเพาะพันธุ์คนไหนทำสำเร็จมาก่อน

คุณลูกค้าลองดูกระต่ายหอมกรุ่นสองตัวในกรงนี้สิครับ ขนาดของผลึกคริสตัลบนใบหูของพวกมันใหญ่กว่าที่เห็นทั่วไปมากเลยไม่ใช่หรือครับ?"

ลูกค้าเหล่านั้นเข้าไปมองดูใกล้ๆ และพบว่าเป็นจริงอย่างที่หลัวเฉินพูด กระต่ายหอมกรุ่นสองตัวที่กระโดดไปมาอยู่ในกรงมีพื้นที่ของผลึกคริสตัลบนใบหูใหญ่กว่าปกติมาก

เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์และท่าทางนิ่งสงบของหลัวเฉิน บางคนก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว

"เถ้าแก่น้อย นอกจากกระต่ายหอมกรุ่นตัวนี้ที่ถือเป็นสินค้าชั้นดีแล้ว ทำไมสรรพคุณของสัตว์อสูรอีกสองตัวถึงดูไม่ค่อยมีอะไรพิเศษเลยล่ะ?"

เมื่อเผชิญกับคำถามนี้ หลัวเฉินตอบกลับอย่างใจเย็น "สัตว์อสูรสองตัวนั้นเพิ่งซื้อมาและยังไม่ได้รับการเพาะเลี้ยงครับ หากคุณลูกค้าสนใจ ลองแวะมาดูใหม่ในอีกสองสามวันข้างหน้าได้นะครับ"

แม้จะเห็นท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหลัวเฉิน ทว่าลูกค้ารายนั้นซึ่งเป็นชายวัยสี่สิบกว่าที่ทีแรกเพียงแค่พูดติดตลก กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"เอาล่ะ ลูกชายฉันใกล้จะอายุครบสิบสองแล้ว ถ้าสัตว์อสูรที่เถ้าแก่น้อยเพาะเลี้ยงออกมาเป็นของดีจริงๆ ฉันจะพาลูกชายมาอุดหนุนที่ร้านนายก็แล้วกัน"

หลัวเฉินตอบเสียงดังฟังชัด "ตกลงครับ ห้าวัน อีกแค่ห้าวันคุณลูกค้าแวะมาใหม่ได้เลยครับ"

เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงสีสันเล็กๆ น้อยๆ ตลอดช่วงเช้า สิ่งที่หลัวเฉินให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือ กระต่ายหอมกรุ่นอีกตัวถูกขายออกไปแล้วเมื่อเช้านี้

ตอนนี้เขาเหลือสัตว์อสูรอีกเพียงตัวเดียวเท่านั้น ก็จะบรรลุภารกิจขายสัตว์อสูรครบสามตัว

ในช่วงพักกลางวันที่ร้านค่อนข้างเงียบเหงา เขาอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาให้กำลังใจกระต่ายหอมกรุ่นตัวสุดท้าย ตอนนี้ความหวังทั้งหมดในการทำภารกิจของระบบให้สำเร็จฝากไว้ที่มันแล้ว

ทว่าการกระทำของหลัวเฉินกลับสูญเปล่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากระต่ายหอมกรุ่น มันยังคงเคี้ยวอัดเม็ดหญ้าสีเขียวที่เขาป้อนให้อย่างใจเย็น

แม้ว่าเพื่อนกระต่ายหอมกรุ่นอีกสองตัวที่เคยอยู่ด้วยกันจะหายตัวไปแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเพลิดเพลินในการกินของมันเลยแม้แต่น้อย

หลัวเฉินเปิดดูเส้นทางวิวัฒนาการของกระต่ายหอมกรุ่นอีกครั้ง

เส้นทางวิวัฒนาการ: กระต่ายหอมกรุ่น → กระต่ายจิตวิญญาณหอมกรุ่น เผ่าพันธุ์ระดับราชัน

เงื่อนไขการวิวัฒนาการ: กระต่ายหอมกรุ่นยกระดับเป็นสัตว์อสูรดุร้ายระดับหกดาว จากนั้นใช้ดอกชำระจิต หญ้าวิญญาณเร้นลับ และกิ่งก้านใบของเถาจันทราสารท ปรุงเป็นยาสมุนไพรให้กระต่ายหอมกรุ่นดื่ม จะมีโอกาสวิวัฒนาการสำเร็จสูงมาก

ต้องบอกเลยว่าทุกครั้งที่เห็นเงื่อนไขการวิวัฒนาการนี้ หลัวเฉินถึงกับพูดไม่ออก

ดอกชำระจิตเป็นสมุนไพรระดับสัตว์อสูรวิญญาณที่พบได้ทั่วไป จึงไม่ได้ล้ำค่าอะไรนัก

แต่หญ้าวิญญาณเร้นลับนั้นต่างออกไป แม้จะถูกจัดให้อยู่ในระดับสัตว์อสูรวิญญาณเช่นกัน แต่ราคาขายของมันกลับสูงกว่าดอกชำระจิตถึงสามสิบเท่า

เถาจันทราสารทเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิญญาณระดับสูง กิ่งก้านและใบของมันไม่ได้ถือว่าล้ำค่ามากนัก

ถึงกระนั้น แค่ค่าวัสดุสำหรับวิวัฒนาการอย่างเดียวก็ปาเข้าไปราวๆ หกถึงเจ็ดแสนแล้ว

ยังไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้หลัวเฉินจะหาวัสดุเหล่านั้นมาได้หรือไม่ เพราะการเพาะเลี้ยงกระต่ายหอมกรุ่นให้กลายเป็นสัตว์อสูรดุร้ายระดับหกดาวก็ต้องใช้เวลายาวนานมากอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น กระต่ายจิตวิญญาณหอมกรุ่นตัวนี้ยังเป็นเผ่าพันธุ์ระดับราชัน และด้วยการหายตัวไปของหลัวอวี่เหิง ลำพังนักเพาะพันธุ์ฝึกหัดอย่างเขาไม่มีทางควบคุมมันได้เลย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หลัวเฉินยังคงเลือกวิธีการพัฒนาที่มั่นคงกว่า แม้ว่ากระต่ายหอมกรุ่นระดับสัตว์อสูรดุร้ายสี่ดาวจะแทบหาไม่ได้ตามร้านค้าทั่วไปก็ตาม

แต่กระต่ายหอมกรุ่นที่เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักก็ยังสามารถก้าวไปถึงระดับนี้ได้

ดังนั้น คนอื่นคงคิดแค่ว่าร้านสัตว์เลี้ยงเฉินหยางเพิ่งเปิดกิจการใหม่ จึงยอมขายขาดทุนเพื่อเรียกลูกค้าและใช้กลยุทธ์ทางการค้าบางอย่างเท่านั้น

ตอนเที่ยง หลัวหยางเดินทางมาที่ร้านพร้อมกับอาหารห่อใหญ่

เขาวางมื้อเที่ยงชุดใหญ่ที่ถือมาลง แล้วกวาดสายตาสำรวจร้านที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"พี่ พี่ตกแต่งร้านใหม่เหรอ?"

ก่อนหน้านี้หลัวหยางแวะมาที่ร้านสัตว์เลี้ยงเฉินหยางบ่อยกว่าหลัวเฉินเสียอีก ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ภายในร้านจึงสะดุดตาเขาในทันที

แม้ว่าการปรับปรุงร้านครั้งนี้จะไม่ได้ใช้เงินของเขาเอง แต่มันเป็นฝีมือของระบบทั้งหมด

หลัวเฉินยังไม่อาจเปิดเผยการมีอยู่ของระบบได้ จึงทำได้เพียงกัดฟันอธิบายไปว่า "ใช่ หมดไปเยอะเลยล่ะ"

อย่างไรก็ตาม หลัวหยางไม่ได้เซ้าซี้ถามเรื่องนั้นต่อ แต่กลับจ้องมองสัตว์อสูรเพียงสี่ตัวในร้านอย่างสนใจ

"พี่ สัตว์อสูรที่พี่เลือกมาดูคุณภาพดีทีเดียวนะ"

หลัวหยางเป็นแฟนคลับตัวยงของหลัวเฉินมาโดยตลอด ดูเหมือนว่าในบางครั้ง หลัวหยางจะทำตัวเหมือนพี่ชายของหลัวเฉินมาตั้งแต่เด็ก คอยดูแลเอาใจใส่เขาเสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว หลัวเฉินผู้ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีอาการวิญญาณหลุดลอย บางครั้งก็ดูเหมือนคนสติไม่สมประกอบจริงๆ

หลัวเฉินส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ "นั่งลงกินข้าวเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยดู"

"ได้เลย"

เมื่อหลัวหยางขยับเข้ามาใกล้ หลัวเฉินก็สังเกตเห็นความผิดปกติของหลัวหยางได้อย่างเฉียบขาด จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เป็นอะไรไป? ทำไมนายดูหน้าซีดๆ แบบนั้น?"

เมื่อได้ยินคำพูดของหลัวเฉิน สีหน้าของหลัวหยางก็แข็งค้างไปชั่วขณะ "อา คงเป็นเพราะการฝึกซ้อมที่ลานประลองสัตว์อสูรเมื่อเช้านี้มันเหนื่อยเกินไปมั้ง"

หลัวเฉินไม่ได้สงสัยอะไร คิดว่าหลัวหยางไปที่ลานฝึกซ้อมมาจริงๆ "แล้วชือเหยียนล่ะ?"

"เอ่อ เมื่อเช้ามันเหนื่อยมาก กินข้าวเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่ในกำไลข้อมือของมันน่ะ"

ชือเหยียนซึ่งถูกหลัวหยางบังคับให้อยู่ในกำไลข้อมือและกำลังแอบงอนอยู่เงียบๆ ทำได้เพียงยิ้มและไม่พูดอะไร

"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"

เมื่อเห็นว่าหลัวเฉินไม่ได้ซักไซ้ต่อ หลัวหยางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"งั้นกินเสร็จแล้วก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ อย่าหักโหมให้มันมากนักล่ะ"

หลัวหยางก้มหน้าก้มตากินข้าว ตอบรับเพียงเสียงอู้อี้ในลำคอสองสามคำ

ที่หลัวเฉินอยากให้เขากลับไปเร็วๆ ก็เพราะโดยธรรมชาติแล้วเขาไม่อยากให้หลัวหยางขึ้นไปชั้นบนแล้วค้นพบสระชำระล้าง

ดังนั้น มื้ออาหารนี้จึงจบลงโดยที่สองพี่น้องต่างก็มีเป้าหมายแฝงเป็นของตัวเอง

หลังจากกินเสร็จ หลัวหยางก็ไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่ในร้านและรีบกลับไปจริงๆ

ช่วงบ่าย จำนวนลูกค้าในร้านยิ่งมากกว่าช่วงเช้าเสียอีก ไม่นานนัก เงื่อนไขของระบบที่ต้องการลูกค้า 50 คนก็บรรลุผล

ตอนนี้ขอเพียงขายสัตว์อสูรออกไปได้อีกแค่ตัวเดียว ภารกิจแรกของระบบก็จะเสร็จสมบูรณ์

จบบทที่ บทที่ 13: ลูกค้าเนืองแน่น

คัดลอกลิงก์แล้ว