- หน้าแรก
- จอมทมิฬแดนมรณะ
- 27 - พลังที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
27 - พลังที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
27 - พลังที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
27 - พลังที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่ทำให้ฉู่เจี้ยนเหลยตัดสินใจตอบโต้อดีตลูกพี่นั้นมีอยู่สองประการ
ประการแรกคือความรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ยังตกค้างอยู่ แต่ประการที่สองนั้นสำคัญกว่า นั่นคือความจน!
เขาสามารถจัดหาอุปกรณ์และฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะอาศัยชื่อเสียงของท่านไซแต่อย่างใด แต่มันมาจากการที่เขาผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง การสังหารและยึดทรัพย์ต่างหากคือเคล็ดลับในการสร้างตัว
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงจำเป็น ไม่เพียงเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังต้องหาเงินมาใช้ในการฝึกฝนด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเร่งความเร็วตรงไปยังจุดที่ซ่อนมอเตอร์ไซค์ไว้ และหยุดลงห่างจากจุดนั้นประมาณร้อยเมตร
ทั้งรถและเสบียงถูกเขาวางไว้ในหลุมตื้นๆ โดยมีผ้าขี้ริ้วสีเดียวกับดินคลุมเอาไว้ หากคนที่ผ่านไปมาไม่สังเกตให้ดีมักจะไม่เห็น
จากนั้นเขาหันกลับไป ใช้กล้องส่องทางไกลมองไปยังทิศทางที่จากมา
"พวกมันมีกันกี่คนกันแน่?" เขาพึมพำเบาๆ "เมื่อคุณจ้องมองไปยังหุบเหว หุบเหวก็กำลังจ้องมองคุณอยู่เช่นกัน"
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ในขณะที่เขาสังเกตอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็กำลังสังเกตเขาอยู่
อากาศในดินแดนรกร้างนั้นไม่ค่อยดีนัก ทัศนวิสัยจึงแย่ แต่ทัศนวิสัยก็ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา อย่างในตอนนี้ เขาพอจะมองเห็นเลือนลางว่ามีมอเตอร์ไซค์สองคันกำลังบึ่งตรงมาในระยะห่างประมาณสองกิโลเมตร
พี่ตงนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ถือกล้องส่องทางไกลและพบตัวเขาแล้วเช่นกัน
"อยู่ข้างหน้านี่เอง ไอ้นี่มันวิ่งไม่ช้าเลยนะ... เอ๊ะ มันเห็นพวกเราแล้วเหรอ?"
ฉู่เจี้ยนเหลยจำตำแหน่งของอีกฝ่ายไว้ จากนั้นหลบไปข้างโขดหิน คุกเข่าเตรียมยิง
ตามทฤษฎีแล้ว ถ้ากล้องส่องทางไกลมองเห็น ตาเปล่าก็น่าจะเห็นด้วย แต่ด้วยระยะห่างสองกิโลเมตร ร่างคนจะดูเหมือนจุดดำเล็กๆ ซึ่งยากต่อการเล็ง ที่น่าเจ็บใจคือปืนเกาส์อัตโนมัติในดินแดนรกร้างส่วนใหญ่ไม่มีลำกล้องเล็ง ทั้งที่ด้วยระยะยิงและอานุภาพของมัน การไม่มีลำกล้องเล็งนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย
ฉู่เจี้ยนเหลยทำได้เพียงสันนิษฐานว่า สภาพแวดล้อมในวันสิ้นโลกนั้นแย่เกินไปจนลำกล้องเล็งไม่มีความจำเป็น เพราะการใช้ปืนนอกจากระยะและอานุภาพแล้ว ความสะดวกในการใช้งานย่อมสำคัญกว่า
แต่การที่เขาจะเล็งยิงให้โดนนั้นค่อนข้างลำบาก ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเรื่องฝีมือ เมื่อก่อนเขาอาจจะยิงไม่แม่น แต่พอมีปืนเกาส์ในมือและฝึกซ้อมไม่กี่ครั้งก็เริ่มเข้าที่
หากจะพูดแบบไม่ถ่อมตัว ฉู่เจี้ยนเหลยคิดว่าทักษะการยิงปืนนั้นเขาเรียนรู้ได้ไวมาก ตอนอยู่บนโลกเดิมเขาแค่ไม่สนใจและเข้าถึงได้ยากจึงไม่ได้ศึกษา เพราะมีอย่างอื่นให้น่าศึกษามากกว่า และถ้าอยากจับปืนก็ต้องไปคลุกคลีกับผู้คน ซึ่งเขาไม่อยากทำ
เขาคิดว่าความแม่นยำของตัวเองไม่เลว แต่แค่มองเห็นไม่ชัด... จะทำอย่างไรดี?
วินาทีต่อมา เขาโคจรพลังภายในไปที่ดวงตา... ให้ตายสิ มันใช้ได้ผลจริงๆ
เป้าหมายไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้น แต่ความคมชัดเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เหมือนความละเอียดของภาพสูงขึ้นในพริบตาเดียว
ที่แท้ที่เขาเห็นเมื่อกี้คือ... ทหารม้าเหรอ?
แต่ทันใดนั้น ตาของเขาก็พร่ามัว ตามมาด้วยความรู้สึกปวดบวมที่ลูกตา
แย่แล้ว! ใส่พลังมากเกินไป... เขาจึงรีบผ่อนพลังลง
เขารู้สึกโชคดีที่ครั้งแรกที่ส่งพลังออกไปคือที่ขา ไม่อย่างนั้นดวงตาของเขาคงพังไปแล้ว การทดสอบที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ต้องทำบ่อยๆ ในอนาคต มิฉะนั้นการมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้อาจเกิดเรื่องร้ายแรงได้
แต่การจะทดสอบได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือเรื่องเงิน ดังนั้นครั้งนี้... ต้องหาให้ได้เยอะๆ หน่อย
เมื่อการมองเห็นกลับมาเป็นปกติ อีกฝ่ายก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเกือบสี่ร้อยเมตร เขาจึงรีบตั้งสมาธิเล็ง
พี่ตงมองพฤติกรรมของเขาผ่านกล้องส่องทางไกลอย่างชัดเจน และอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะ
"ยังจะกล้าขัดขืนอีก คิดว่าตัวเองเป็น 'ปืนไร้เงา' หรือไง?"
ปืนไร้เงาคือพลซุ่มยิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในดินแดนแถบนี้ เคยสังหารศัตรูในระยะไกลสุดได้มากกว่าสิบกิโลเมตร แต่คนคนนั้นใช้ปืนเลเซอร์ซุ่มยิงที่มีลำกล้องเล็ง ซึ่งปืนเกาส์อัตโนมัติเทียบไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม พี่ตงก็ยังมีความรอบคอบ "ขับรถส่ายไปมาหน่อย"
ระยะที่ไกลขนาดนี้เล็งยากอยู่แล้ว หากรถมอเตอร์ไซค์มีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงตลอด อีกฝ่ายไม่มีทางยิงโดนแน่
จากนั้นเขาก็สั่งต่อ "เดินหน้าไปอีกสามร้อยเมตร ถ้ามันกล้ายิง ก็ยิงถล่มกดหัวมันเลย!"
ฮวาปี้ถือปืนกลเกาส์แบบพกพาอยู่ในมือ ระยะหนึ่งพันห้าร้อยเมตรนั้นเพียงพอที่จะยิงกดดันศัตรูได้ แต่เขาลังเลเล็กน้อยแล้วพูดว่า "พี่ตงครับ ยิงกดดันบนมอเตอร์ไซค์มันเปลืองกระสุนมากเลยนะ"
มอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่ย่อมโยกคลอน ไม่ใช่ฐานยิงที่มั่นคง และปืนกลเกาส์ก็กินกระสุนดุมาก เขาจึงกังวลว่าศึกนี้อาจจะไม่คุ้มทุน
แต่พี่ตงกลับฮึดฮัด "มันต้องกล้ายิงพวกเราก่อนสิ"
ในดินแดนรกร้าง จำนวนคนที่มากกว่าถือเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง มอเตอร์ไซค์สองคันกับคนสี่คน นักเดินทางตัวคนเดียวที่ไหนจะกล้าลงมือ?
ที่นี่ไม่ขาดแคลนคนเถื่อน แต่การจะสู้หนึ่งต่อสี่โดยไม่มีเหตุผลนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ลองดูสภาพตัวเองกับสภาพพวกเราสิ—แกไม่มีแม้แต่มอเตอร์ไซค์สักคันด้วยซ้ำ!
แน่นอนว่าความคิดของเขาตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ฝีมือการยิงปืนของอีกฝ่ายไม่มีทางเข้าเป้าหมายที่เคลื่อนไหวในระยะเกินหนึ่งพันเมตรได้แน่ๆ แค่ยิงเป้านิ่งในระยะพันเมตรได้ก็เก่งแล้ว นับประสาอะไรกับเป้าหมายที่ทั้งเคลื่อนที่และส่ายไปมา
เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะแค่แสร้งทำเป็นเล็งแล้วยิงขู่มากกว่า
แต่น่าเสียดายที่ฉู่เจี้ยนเหลยไม่มีแผนจะยิงขู่เลยแม้แต่น้อย ในเมื่อตัดสินใจจะฆ่าแล้ว จะเตือนไปเพื่ออะไร?
ส่วนเรื่องที่ว่าอาจจะเป็นการเข้าใจผิด... ที่อีกฝ่ายแค่เลือกใช้เส้นทางนี้เหมือนกัน? เสียใจด้วย ฉู่เจี้ยนเหลยไม่เคยเชื่อเรื่องความบังเอิญ คนในดินแดนรกร้างทำงานเด็ดขาดอยู่แล้ว และนิสัยของเขาก็ดื้อรั้นเกินกว่าจะยอมรับความเสี่ยง
ตอนเขาหนี เขาไม่สนเรื่องศักดิ์ศรีหรือเหตุผล ดังนั้นตอนโจมตี เขาก็จะไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ ดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ขนาดนี้ มันตามหลังเขามานานขนาดนี้แล้วจะบอกว่าไม่มีเจตนาร้ายงั้นเหรอ?
ขอโทษเถอะ เขาจะไม่ให้โอกาสแม้แต่จะอธิบาย และไม่พิจารณาปัจจัย "ความบังเอิญ" เลยสักนิด
ฉู่เจี้ยนเหลยกลั้นหายใจ สามวินาทีต่อมาเขาก็ลั่นไกอย่างเด็ดขาด
เรื่องระยะเผื่อเขามีคำนวณไว้ในใจอยู่แล้ว การเคลื่อนที่แบบซิกแซกก็ไม่ได้ไร้รูปแบบไปเสียทีเดียว
สิ้นเสียงปืน มอเตอร์ไซค์คันที่ฮวาปี้นั่งซ้อนมาก็ล้มคว่ำทันที ฮวาปี้ที่ถือปืนกลกระเด็นออกจากรถ กลิ้งไปหลายตลบ "เชี่ย... อะไรวะเนี่ย!"
ส่วนคนขับ มีรูเลือดโชกขนาดใหญ่อยู่ที่หน้าอก ดูท่าจะไม่รอดแล้ว
พี่ตงเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจแทบบ้า เพียงนัดเดียวก็ทำลายแผนการทั้งหมดของเขาจนสิ้น
อย่างแรก อีกฝ่ายคือยอดมือนักแม่นปืนที่ใช้ปืนเกาส์ไร้ลำกล้องเล็งยิงเป้าหมายเคลื่อนที่ในระยะกว่าหนึ่งพันเมตรได้สำเร็จ อย่างที่สอง อีกฝ่ายลงมือเหี้ยมโหดมาก สังหารทันทีโดยไม่ลังเล ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมือเก๋าที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่มีใครอยากเจอ
คนขับรถของเขาก็เป็นนักผจญภัยรุ่นเก๋า เมื่อเห็นเหตุการณ์จึงรีบชะลอความเร็วและหักเลี้ยวหลบหลีกอย่างหนักเพื่อไม่ให้ถูกยิง
วินาทีต่อมา เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง ฮวาปี้ที่เพิ่งจะลุกขึ้นมาแบบมึนๆ ก็ปรากฏรูเลือดขนาดใหญ่ที่หน้าอก ปืนกลเกาส์ในมือเขายังไม่มีโอกาสได้ยกขึ้นมาเล็งด้วยซ้ำ
ฉู่เจี้ยนเหลยเห็นชัดเจนว่าในบรรดาสี่คนนี้ คนคนนี้มีอาวุธร้ายแรงที่สุด ดังนั้นนัดแรกเขาจึงยิงคนขับของฮวาปี้ และนัดที่สองจัดการฮวาปี้ ส่วนมอเตอร์ไซค์อีกคันดูเป็นอันตรายน้อยกว่า จึงยังไม่รีบร้อนจัดการ
แต่คนขับรถของพี่ตงเริ่มร้อนรน "หนีกันเถอะ?"
พี่ตงสบถอย่างหัวเสีย "ก็ต้องหนีดิ ไม่หนีก็รอความตายเหรอ!"
คนขับหักแฮนด์รถเลี้ยวโค้งกว้างเพื่อจะบึ่งหนีไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด และพี่ตงที่นั่งซ้อนท้ายก็โชคร้ายกลายเป็นเป้าหมาย
เนื่องจากคนขับขยับรถค่อนข้างแรง ผลการยิงครั้งนี้ของฉู่เจี้ยนเหลยจึงไม่สมบูรณ์แบบนัก กระสุนโดนเพียงไหล่ซ้ายของพี่ตง แต่แรงปะทะของปืนเกาส์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อกระสุนพุ่งผ่าน ร่างของพี่ตงสั่นสะท้านเล็กน้อย และส่วนไหล่ซ้ายลงไปก็หายวับไปทันที
แต่มันยังไม่จบ กระสุนลูกนั้นทะลุไหล่ของพี่ตงไปโดนไหล่ซ้ายของคนขับจนเนื้อแหว่งไปก้อนใหญ่ คนขับที่กำลังเครียดจัดถึงกับไม่รู้ตัวว่าเนื้อตัวเองหายไปชิ้นหนึ่ง
"พี่ตงนั่งให้มั่นนะ ถึงเวลาผมโชว์ฝีมือขับรถของจริงแล้ว..."
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงดังตุ้บ พี่ตงที่ไหล่ซ้ายหายไปครึ่งซีกก็ร่วงหล่นจากรถไปทันที
"อะไรวะเนี่ย..." คนขับเริ่มหน้าเสีย "พี่ตง?"
เขาอยากจะหนีไปเลย เพราะเห็นชัดว่าสู้ไม่ได้แน่ๆ งานนี้เจอของจริงเข้าให้แล้ว หากหัวหน้าไม่ใช่พี่ตง เขาคงหนีไปนานแล้ว เพราะในดินแดนรกร้าง กฎคือผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นที่รอด!
แต่นี่คือพี่ตง ต่อให้เขาหนีรอดไปได้ ชีวิตหลังจากนี้ก็คงไม่สงบสุข
พี่ตงตกจากรถจนมึนหัวไปหมด แต่เขายังรู้ว่าต้องทำอะไร "แกไปเถอะ ฉันไม่รอดแล้ว!"
เขาปักใจเชื่อแล้วว่านี่คือคนที่กลุ่มหงซื่อกำลังตามหาอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ เขาคิดว่าตัวเองคงหนีความตายไม่พ้นแล้ว จึงอยากจะส่งข่าวนี้ออกไป
ในเมื่อแกกล้าฆ่าฉัน ฉันก็ไม่ยอมให้แกอยู่สุขสบายเหมือนกัน! ในนาทีนี้ เขาทำเพื่อความสะใจล้วนๆ
"พี่ตงสู่สุคติเถอะนะ!" คนขับตะโกนเสียงหลง
จากนั้นเขาก็บิดแฮนด์รถเตรียมจากไป "ผมจะส่งข่าวออกไป... เอ๊ะ ทำไมมือซ้ายไม่มีแรง?"
วินาทีต่อมา เขาก็พารถล้มคว่ำกระแทกพื้นอย่างแรง ในดินแดนรกร้างอาจจะมีคนที่ขับมอเตอร์ไซค์มือเดียวได้ แต่ชัดเจนว่าไม่ใช่เขา โดยเฉพาะในสถานการณ์คับขันแบบนี้ รถพลิกคว่ำไปสองตลบ ส่วนเขากลิ้งไปเจ็ดแปดตลบ
สมรรถภาพทางกายของผู้รอดชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มือซ้ายของเขาใช้การไม่ได้แล้ว แต่เขายังพยายามใช้มือขวาควานหาปืน
เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด กระสุนยิงตัดแขนขวาของเขาขาด
ฉู่เจี้ยนเหลยลุกขึ้น ยืนถือปืนค่อยๆ เดินตรงมา เมื่อเข้ามาในระยะประมาณห้าร้อยเมตร เขาก็เล็งไปที่แขนขวาของพี่ตง
"ผมยอมแพ้!" พี่ตงรีบยกมือขวาขึ้นมาเพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ
เขาพยายามข่มความมึนงงจากการเสียเลือดและตะโกนเสียงดัง "นี่มันเรื่องเข้าใจผิด ผมยินดีจ่ายค่าชดเชย!"
คำพูดนี้แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อ แต่มันจำเป็นต้องพูด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสเหลืออีกเลย สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ อีกฝ่ายยอมลดปืนลงและเดินเข้ามาอย่างใจเย็น
ฝีเท้าของฉู่เจี้ยนเหลยเบามากและมีการเคลื่อนที่ที่คาดเดายาก แสดงว่าเขายังคงระแวดระวังอยู่ เมื่อเข้ามาใกล้ เขาก็ยกปืนขึ้นอีกครั้ง เล็งไปที่ศีรษะของอีกฝ่ายและถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ตามผมมาทำไม?"
..............