เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

25 - แมงป่องทราย

25 - แมงป่องทราย

25 - แมงป่องทราย


25 - แมงป่องทราย

ห่างจากค่ายหินระเกะระกะไปประมาณห้าร้อยกิโลเมตร มีค่ายเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่าพั่วเหว่ย

วันหนึ่ง มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับเข้ามาที่ค่ายพั่วเหว่ย คนขับแต่งกายมิดชิดและใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้ การแต่งตัวแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนรกร้าง เพราะพายุทรายที่นี่รุนแรงมาก การใช้ผ้าปิดหน้าเมื่ออยู่กลางแจ้งจึงเป็นเรื่องปกติที่สุด หรือแน่นอนว่าหากคิดจะฆ่าชิงทรัพย์ การมีผ้าปิดหน้าก็ช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้นเช่นกัน

คนขับมอเตอร์ไซค์แวะซื้อน้ำมันและน้ำเล็กน้อย ก่อนจะขับย้อนกลับไปทางเดิม ประจวบเหมาะกับที่มีกลุ่มนักล่าอยู่ในพั่วเหว่ยพอดี มอเตอร์ไซค์สองคันจึงขับไล่ตามไป แต่เพราะปฏิกิริยาตอบโต้ช้าเกินไปนิด จึงคลาดสายตาและตามร่องรอยไม่ทัน

คนที่ขับมอเตอร์ไซค์มาก็คือฉู่เจี้ยนเหลย พื้นที่แถวพั่วเหว่ยเริ่มเข้าใกล้เขตที่มีสัตว์กลายพันธุ์ชุกชุม เขาจึงตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่สักพัก เขาขับวนรอบค่ายรอบหนึ่งเพื่อสลัดคนที่อาจจะสะกดรอยตามมา จากนั้นจึงเลือกทำเลหลบลมที่ห่างจากพั่วเหว่ยไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรเพื่อตั้งค่ายพักแรมชั่วคราว

ฉู่เจี้ยนเหลยเป็นคนที่มีนิสัยระมัดระวังอย่างมาก นิสัยนี้ติดตัวเขามาตลอด แม้จะเป็นแค่ค่ายพักชั่วคราว เขาก็ยังขุดมันจนกลายเป็นที่หลบภัย เขาใช้เวลาหนึ่งวันครึ่งขุดที่หลบภัยแบบกึ่งเปิดโล่งเสร็จ จากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนพลังของเขา

ปรากฏว่าพอฝึกถึงคืนที่สอง ก็มีฝูงแมงป่องทรายล้อมเข้ามา แต่ละตัวมีความยาวประมาณครึ่งฟุต ฉู่เจี้ยนเหลยเห็นดังนั้นก็ดีใจมาก เขาคุ้นเคยกับแมงป่องทรายพวกนี้ดี มันเป็นแมลงธรรมดาที่กินได้ และถุงพิษที่หางยังเอาไปขายแลกเงินได้อีกด้วย เขากำลังกังวลเรื่องอาหารและน้ำที่เหลือไม่มาก แถมไม่มีเงินไปซื้อพอดี ไม่นึกเลยว่าจะมีเหยื่อมาเสิร์ฟให้ถึงที่

ฝูงแมงป่องมีขนาดไม่เล็ก ยั้วเยี้ยนับร้อยตัว เขาชักดาบยาวออกมาไล่ฟันอยู่เกือบชั่วโมง ในที่สุดก็กำจัดพวกมันจนหมดสิ้น มีแมงป่องบางส่วนหนีไปได้บ้างแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเนื้อแมงป่องพวกนี้เพียงพอให้เขาอยู่ได้อีกสามสี่วัน นี่ขนาดเป็นตอนที่เขาต้องใช้พลังในการฝึกนะ หากเป็นช่วงที่เขายังลำบากกว่านี้ เนื้อพวกนี้คงช่วยให้เขาประทังชีวิตได้ถึงยี่สิบวันเลยทีเดียว

แต่หลังจากทำความสะอาดสนามรบเสร็จ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า แมงป่องพวกนี้ถูกดึงดูดมาด้วยอะไร? เขาคิดว่าความเป็นไปได้มากที่สุดคือผลึกสัตว์กลายพันธุ์ เพราะนอกจากสิ่งนี้แล้ว ของอย่างอื่นที่เขามีก็ดูปกติธรรมดา ต่อให้แถวนี้จะมีแมงป่องทรายเยอะ แต่มันก็ไม่ควรจะมากกว่าค่ายหินระเกะระกะมากมายขนาดนี้ น่าเสียดายที่แมงป่องตายเกลี้ยงหรือไม่ก็หนีไปหมดแล้ว เขาเลยหาตัวเป็นๆ มาทดลองไม่ได้อีก

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะผลึกในมือก็เหลือไม่มากแล้ว ของล้ำค่าชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการฝึกฝน แต่ยังช่วยซ่อมแซมร่างกายที่เสียหายจากยาตัดแต่งพันธุกรรมได้ด้วย จนถึงตอนนี้ เขาถูกฉีดยามานานกว่ายี่สิบวันแล้ว อย่างน้อยต้องได้รับยาแก้พิษสี่ครั้งถึงจะรอดชีวิต แต่เขาได้รับไปเพียงสองครั้ง ส่วนครั้งที่สามเขาแอบกินยาแก้ไปนิดหน่อยและใช้ผลึกช่วยต้านทานจนผ่านมาได้ ครั้งที่สี่เขาก็ยังใช้ยาแก้เป็นตัวล่อและใช้ผลึกควบคู่กันไป

เดิมทีเขาพยายามจะซ่อมแซมร่างกายด้วยการฝึกเคล็ดวิชาโคจรลมปราณ แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อย ถึงอย่างนั้นความต้องการสิ่งของภายนอกมาช่วยซ่อมแซมร่างกายก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เขามั่นใจว่าด้วยพลังของตัวเองจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้

เมื่อมีเนื้อแมงป่องเหล่านี้ เขาก็เริ่มกลับมาฝึกฝนอย่างเต็มที่อีกครั้ง และผลลัพธ์ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามวันผ่านไป เนื้อแมงป่องเหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วน เขาจึงต้องหยุดฝึกเพื่อออกไปหาเงิน

ถุงพิษแมงป่องทรายเป็นสินค้าที่ต้องการมาก นอกจากพิษจะแรงแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการกลายพันธุ์ได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาไล่ฟันมั่วซั่วไปหน่อย ทำให้ถุงพิษเกือบครึ่งหนึ่งเสียหาย

เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ แม้ฉู่เจี้ยนเหลยจะฝึกจนสัมผัสถึงลมปราณได้แล้ว แต่เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องเพลงดาบเลยแม้แต่น้อย สมัยที่อยู่บนโลกสีน้ำเงิน (โลกเดิม) เขาเคยมีโอกาสเรียนดาบแต่เขากลับไม่สนใจ ตอนนี้เขาเลยใช้แค่แรงควายเข้าว่า แม้จะบรรลุเป้าหมายแต่สภาพที่เกิดเหตุก็ดูไม่จืดเลยจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เพราะมีพิษรั่วไหลออกมาเป็นจำนวนมากนี่เองที่ช่วยกันสัตว์อื่นไม่ให้กล้าเข้ามาใกล้ ไม่อย่างนั้นฉู่เจี้ยนเหลยคงไม่มีโอกาสฝึกฝนอย่างสงบแบบนี้หรอก ถุงพิษที่เขาเก็บรวบรวมได้มีประมาณสี่ร้อยกว่าถุง ซึ่งน่าจะพอแลกเงินได้บ้าง

หลังจากนั้นเขาเดินเท้าไปยังค่ายพั่วเหว่ย ครั้งนี้เขาเปลี่ยนผ้าปิดหน้าผืนใหม่ แต่ร้านขายของชำในค่ายค่อนข้างหน้าเลือด พยายามติโน่นตินี่เรื่องความสมบูรณ์ของถุงพิษเพื่อกดราคา ฉู่เจี้ยนเหลยไม่ถนัดเรื่องต่อรองราคา ท่าทีของเขาจึงชัดเจนคือ "ถ้าบวกเพิ่มอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ผมจะขาย ถ้าไม่ก็ไม่ขาย!" แม้จะบวกเพิ่มแล้ว ราคาก็ยังต่ำกว่าที่เขาคาดหวังไว้มาก แต่เขาไม่อยากเสียเวลาตื้ออีก

แต่คนเรามักไม่รู้จักพอ เจ้าของร้านคิดว่ายังกดราคาได้อีกจึงต่อรองต่อ ฉู่เจี้ยนเหลยไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเดินหนีทันที เจ้าของร้านมองตามอย่างเย็นชา คิดว่าเขาแค่ล้อเล่น แต่พอเห็นว่าเขาจะเดินไปจริงๆ ก็รีบวิ่งตามไป "เพื่อน เดี๋ยวคุยกันก..."

พูดยังไม่ทันจบ ปากกระบอกปืนสีดำสนิทก็จ่อไปที่เขา พร้อมกับเสียงเปิดเซฟตี้ปืนดังขึ้น ฉู่เจี้ยนเหลยพูดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยเพียงสองคำ "จะปล้น?"

"ผม... ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น" เจ้าของร้านหัวเราะแห้งๆ และกลับมาทำตัวปกติ "ผมจะบอกว่าราคายังคุยกันได้"

"นั่นก็คือการปล้นแบบมีมารยาทเท่านั้นแหละ" ฉู่เจี้ยนเหลยพูดเรียบๆ "ราคาที่ผมบอกคือคำขาด..."

"ถ้าตกลงก็แลกเปลี่ยน ถ้าไม่ตกลงก็อย่าตามมา มันจะมีการตายเกิดขึ้น!"

เขาไม่ได้ขู่ แต่เขากล้ายิงจริงๆ! ในค่ายกลางแจ้งไม่ค่อยมีเหตุร้ายรุนแรงเกิดขึ้นนัก แต่เขาไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นานและไม่มีความผูกพันอะไรกับที่นี่อยู่แล้ว ในเมื่อเขาปิดหน้าปิดตาเอาไว้ พอเดินจากไปใครจะรู้ว่าเป็นฝีมือใคร? เมื่อเห็นเขาหันหลังเดินไปอีกครั้ง แววตาของเจ้าของร้านก็วาบไปด้วยความอำมหิต

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังตะโกนไล่หลังไปว่า "เดี๋ยวก่อน ผมตกลง!"

ไม่ตกลงก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ถุงพิษแมงป่องทรายกำลังเป็นที่ต้องการมาก เขาทำกำไรจากมันได้มหาศาล และเขาต้องทำมาหากินอยู่ที่พั่วเหว่ย จะมาปล้นกันต่อหน้าต่อตาคนอื่นก็คงไม่ดี

เมื่อตกลงราคากันได้ ฉู่เจี้ยนเหลยไม่ได้เอาเงิน แต่แลกเป็นสารอาหารและน้ำแทน รวมถึงชุดปฐมพยาบาลสองชุด ส่วนที่เหลือเขาแลกเป็นกระสุนปืนทั้งหมด สรุปแล้วเขาก็ไม่ได้มีเสบียงเพิ่มขึ้นมากมายนัก ถุงพิษพวกนี้แค่ช่วยชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปในช่วงวันก่อนๆ เท่านั้น

"การฝึกฝนเนี่ย เปลืองเงินจริงๆ" ฉู่เจี้ยนเหลยกลับมาที่ค่ายชั่วคราว ถอนหายใจทิ้ง แล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว การพักอยู่ที่เดิมนานๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง เจ้าของร้านคนนั้นดูท่าทางจะไม่ใช่คนเคี้ยวง่าย การถูกคนแบบนั้นเล็งเป้าไว้... รีบไปเสียจะดีกว่า

เขามองการณ์ไกลได้ถูกต้อง เพราะหนึ่งวันหลังจากนั้น ก็มีคนตามรอยมาจนถึงที่นี่ "ที่แท้ฝูงแมงป่องทรายก็อยู่แถวนี้เองเหรอ?"

หลังจากฉู่เจี้ยนเหลยจากมา เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนดี เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทนต่ออาการกำเริบของยาพิษมาได้สองครั้งแล้ว เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ที่เหมืองนั่นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? เขาจึงขับมอเตอร์ไซค์ย้อนกลับไป

เขาเอามอเตอร์ไซค์และเสบียงทั้งหมดไปซ่อนไว้ จากนั้นก็ใส่ผ้าปิดหน้าและเดินเท้าเข้าไปยังค่ายที่คนขาพิการ เคยอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ร้านขายของชำเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว! เขาไม่ได้เข้าไปถามตรงๆ แต่กลับหยิบเศษผ้าขาดๆ ออกมาผืนหนึ่งแล้วเขียนข้อความลงไป

"รับซื้อไลเคนดอกม่วงที่ยังไม่บานจำนวนมาก"

ในดินแดนรกร้างใช่ว่าจะไม่มีพืชเติบโตเลย เพียงแต่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้ก็มีน้อย แต่หญ้าป่ามีค่อนข้างเยอะ และไลเคนยิ่งเยอะกว่า ไลเคนดอกม่วงมีกลิ่นคาวจัด แต่มีปริมาณน้ำสูงมาก หากหิวจนทนไม่ไหวจริงๆ การกินไลเคนก็ช่วยให้รอดชีวิตได้ แต่ถ้ากินมากไปจะท้องเสีย ดังนั้นหลายคนจึงเก็บไลเคนดอกม่วงไว้เพื่อใช้แทนถุงน้ำสำรอง ของพวกนี้ไม่มีราคาค่างวด ปกติจึงไม่มีใครมานั่งรับซื้อ

ในเมื่อเขารับซื้อ ก็ย่อมมีคนขาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเก็บสะสมของแบบนี้ไว้เยอะๆ ไลเคนดอกม่วงจะเหมาะสมที่สุดในการเก็บเกี่ยวก็คือช่วงก่อนจะออกดอก เพราะจะมีน้ำมากที่สุด และต่อให้เก็บมาแล้ว มันก็ยังสามารถออกดอกได้เอง ซึ่งพอมันออกดอกปริมาณน้ำก็จะลดฮวบ มันไม่ใช่ของที่เก็บไว้ได้นาน คนจนๆ จึงเก็บไว้แค่นิดหน่อยเพื่อใช้ยามจำเป็นเท่านั้น

ของไร้ราคาแถมน้อย คนซื้อก็หาซื้อลำบาก คนขายก็ขายยาก ดังนั้นคนที่รู้จักกันจึงปรึกษากันว่าจะรวบรวมมาขายด้วยกัน แล้วค่อยมาแบ่งเงินกันทีหลัง ในระหว่างนั้น ทั้งสองฝ่ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน จนกระทั่งฉู่เจี้ยนเหลยแกล้งบ่นออกมาว่า "ร้านขายของชำทุกร้านไม่มีใครขายไลเคนเลย... สงสัยจะดูถูกธุรกิจเล็กๆ สินะ"

"สำหรับคนใหญ่คนโตพวกนั้น เรื่องแค่นี้จะนับเป็นธุรกิจได้ยังไง?" หญิงที่ดูซูบโซมคนหนึ่งตอบ

"แล้วคนขาพิการแถวนี้..." ฉู่เจี้ยนเหลยพูดค้างไว้ "อ้อ เขาไปเสวยสุขที่จุดรวมพลแล้วเหรอ?"

"ตายแล้ว" หญิงคนนั้นตอบอย่างไม่ใส่ใจ

"งั้นเหรอ?" ฉู่เจี้ยนเหลยประหลาดใจจริงๆ "ตายยังไงล่ะ?"

เขาเข้าสังคมไม่ค่อยเก่งจริงๆ นั่นแหละ แต่ในความคิดของเขา ปฏิกิริยาของเขามันก็ดูปกติธรรมดามาก หญิงคนนั้นขยับปากกำลังจะพูด แต่ชายที่อยู่ข้างๆ กลับส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอ "หุบปากไปเลย"

จากนั้นเขาก็มองมาที่ฉู่เจี้ยนเหลยแล้วหันไปดุหญิงคนนั้นต่อ "คำไหนควรพูด คำไหนไม่ควรพูด ไม่รู้เรื่องหรือไง?"

หญิงคนนั้นมีสีหน้าขุ่นเคืองแต่ในที่สุดก็ยอมเงียบปากลง

ฉู่เจี้ยนเหลยยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม อดไม่ได้ที่จะถามต่อ "ไปขัดใจคนใหญ่คนโตคนไหนเข้าล่ะ?"

นี่คือข้อเสียของเขา ทั้งที่รู้ว่าควรจะถามแบบอ้อมค้อม แต่พอความอยากรู้อยากเห็นมันพุ่งพล่านเขาก็ทนไม่ไหว ปกติเขาพยายามควบคุมตัวเองดีแล้ว แต่ครั้งนี้สมองมันสั่งการช้ากว่าปาก

หากเป็นคนทั่วไปที่ได้ยินคำถามแบบนี้ต่อไป ย่อมต้องเกิดความระแวงว่าคนคนนี้มาสืบข่าวหรือเปล่า? แต่โชคดีที่ชายคนที่ดุผู้หญิงเมื่อครู่ไม่ใช่คนทั่วไป เขาคลุกคลีอยู่กับชนชั้นล่างมานาน เห็นความเล่ห์เหลี่ยมมาสารพัดรูปแบบ เขาเลยรู้สึกว่าปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามมันคือความอยากรู้อยากเห็นแบบซื่อๆ มากกว่า สายสืบที่ไหนจะโง่ขนาดนี้?

ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่ถามต่อ เขาอาจจะยังระแวงบ้าง แต่ตอนนี้... เขาคิดว่าไอ้นี่มันแค่พวกมือใหม่หัดขับ เขาจึงกระแอมออกมา "นี่... รู้กฎของการถามข่าวหรือเปล่า?"

กฎของการถามข่าว? ฉู่เจี้ยนเหลยคิดครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้าทันที "ผมแค่สงสัย... ผมไม่จ่ายเงินหรอกนะ!" ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองมาสืบข่าวใช่ไหมล่ะ?

ชายคนนั้นยิ่งมั่นใจว่าหมอนี่ไม่ใช่สายสืบเข้าไปใหญ่ สายสืบที่ไหนจะเถรตรงขนาดนี้? เขาจึงลดเสียงต่ำลงแล้วพูดว่า "ไลเคนของผมกับยายคนนี้ ให้คิดเป็นครึ่งส่วนพอ... เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาใช่ไหม?"

เพื่อป้องกันไม่ให้ฉู่เจี้ยนเหลยปฏิเสธ เขาจึงโปรยเสน่ห์ เอ๊ย โปรยเหยื่อล่อ "ผมจะบอกให้ ข่าวนี้สำคัญมาก ถือว่าผมให้คุณราคาถูกสุดๆ แล้วนะ"

"ฟังผมพูดให้จบ แล้วจำไว้ว่าห้ามเอาไปบอกต่อ ไม่อย่างนั้นผมจะตาย แต่คุณน่ะจะตายก่อนผมอีก" พูดจบท้าย เขาก็ใช้คำพูดในเชิงกดดันว่า... ผมรู้ว่าคุณต้องตกลงแน่ๆ

..............

จบบทที่ 25 - แมงป่องทราย

คัดลอกลิงก์แล้ว