- หน้าแรก
- จอมทมิฬแดนมรณะ
- 22 - เซอร์ไพรส์มันใหญ่เกินไป
22 - เซอร์ไพรส์มันใหญ่เกินไป
22 - เซอร์ไพรส์มันใหญ่เกินไป
22 - เซอร์ไพรส์มันใหญ่เกินไป
ฉู่เจี้ยนเหลยใช้มีดสั้นขูดก้อนหินเล็กๆ สองสามครั้ง ภายในก้อนหินสีน้ำตาลนั้นปรากฏประกายสีแดงจางๆ ออกมา
"นี่คือ..." คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมความดีใจที่เริ่มจะเก็บไม่อยู่
เขามองหน้าอีกฝ่ายแล้วลองถามหยั่งเชิง "ผลึกสัตว์กลายพันธุ์?"
ชายหน้าซื่อก้มหน้าไม่ยอมพูด เมื่อของชิ้นนี้ถูกเจอ ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว
ฉู่เจี้ยนเหลยเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับของสิ่งนี้มาบ้าง ว่ากันว่าสัตว์กลายพันธุ์ระดับ B ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะให้ผลึกได้
สัตว์กลายพันธุ์มีการแบ่งระดับ อย่างเช่นหนูขนเข็มหนังดำที่เขากะจะไปล่านั้น เป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่ไม่มีระดับ
ถ้าดวงดีและฝีมือถึงพอ การใช้มีดสั่นความถี่สูงก็ฆ่ามันได้แล้ว
ระดับที่เก่งขึ้นมาหน่อยคือระดับ C ซึ่งใช้ปืนกลจัดการได้ แต่ปกติแล้วปืนเกาส์กระบอกเดียวมักจะไม่ปลอดภัยพอ
ระดับ B ที่สูงกว่าระดับ C อย่างน้อยต้องใช้ปืนกลเกาส์หรือปืนสไนเปอร์เลเซอร์
ทว่าไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ระดับ B ทุกตัวที่จะมีผลึกในร่างกาย ในทางกลับกัน ผลึกระดับ B นั้นหาได้ยากมาก
ถ้าจะให้พูดถึงความน่าจะเป็น มันอาจจะมากกว่าหนึ่งในหมื่น แต่ก็น้อยกว่าหนึ่งในร้อยอย่างแน่นอน
และด้วยเหตุนี้ ราคาของผลึกสัตว์กลายพันธุ์จึงสูงลิบลิ่ว
โดยทั่วไปแล้ว ผลึกระดับ B หนึ่งก้อน สามารถแลกกับรถหุ้มเกราะแบบที่ท่านไซนั่งได้หนึ่งคัน
แถมยังอาจจะได้กระสุนแถมมาอีกจำนวนมากด้วย
ว่ากันว่าเคยมีคนใช้ผลึกสัตว์กลายพันธุ์แลกสิทธิ์การอยู่อาศัยในจุดรวมพลหงซื่อ แถมยังได้ทรัพย์สินเงินทองตามมาอีกมหาศาล
ฉู่เจี้ยนเหลยคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมาเจอของที่ดูเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าแบบนี้
สมกับคำที่ว่า "ฆ่าคนชิงทรัพย์ได้สายรัดเอวทอง สร้างสะพานปูถนนไร้ศพฝัง" ทางที่หาเงินได้เร็วที่สุด ยังไงก็ต้องดูที่กฎหมายอาญาจริงๆ
แต่เขาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก จึงได้ถามออกไปแบบนั้น
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ เขาจึงยกมีดขึ้นมาสับลงไปที่หน้าเท้าของอีกฝ่ายจนหายไปเกือบครึ่ง "ช่วยคุณรื้อฟื้นความจำหน่อย!"
ชายหน้าซื่อเจ็บจนกลิ้งไปมาบนพื้น ร้องโหยหวนออกมา "ไว้ชีวิตด้วย ผมจะพูดแล้ว คุณรับประกันได้ไหมว่าจะไม่ฆ่าผม?"
"คำตอบผมบอกไปแล้ว" ฉู่เจี้ยนเหลยตอบหน้าตาย—ผมบอกแล้วว่าคุณต้องลองเสี่ยงดวงดู
"มันคือครึ่งก้อนผลึก" ชายหน้าซื่อตอบพลางสูดปากด้วยความเจ็บปวด "ผมเก็บได้โดยบังเอิญ!"
เขาไม่ใช่พวกที่มองข้ามความตายได้หรอก การที่ออกไปลอบกัดคนเพียงลำพังมาได้ตั้งนานโดยไม่พลาดท่า แสดงว่าเขามีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงมาก
ที่เมื่อกี้ไม่ยอมตอบ เพราะคิดว่ายังไงก็ต้องตายแน่ๆ แต่ตอนนี้เพิ่งรู้ว่านอกจากความตายแล้ว ความเจ็บปวดมันก็ทนได้ยากเหมือนกัน
เก็บได้โดยบังเอิญ... ฉู่เจี้ยนเหลยต้องสมองบวมแน่ๆ ถ้าจะเชื่อข้ออ้างนี้
แต่ก็นั่นแหละ มันไม่สำคัญ สิ่งที่เขาสงสัยคือ "ครึ่งก้อนนี้ ได้มาจากสัตว์กลายพันธุ์ตัวไหน?"
"เรื่องนี้ผมไม่รู้จริงๆ" ชายหน้าซื่อตอบพลางหอบหายใจ
ใบหน้าซื่อๆ ของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "สัตว์กลายพันธุ์ตัวนั้นไม่ใช่ฝีมือผมฆ่าแน่นอน"
ฉู่เจี้ยนเหลยคิดครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "มีผลึกนี่แล้ว ทำไมคุณไม่เข้าจุดรวมพล จะมาทำอาชีพเลวทรามแบบนี้ทำไม?"
ชายหน้าซื่อแค่นเสียงเฮอะ กัดฟันตอบ "ด้วยพลังของผม ถ้าข่าวหลุดออกไป มีหวังได้ตายเร็วขึ้นกว่าเดิมแน่!"
ฉู่เจี้ยนเหลยเงียบไปทันที ลืมนึกถึงปัจจัยข้อนี้ไปเลย!
กาลครั้งหนึ่ง เขาก็เคยเป็นคนที่มีเงินแต่ไม่กล้าหาเงินมาได้ เพราะตัวเองอ่อนแอเกินไป
ในความเป็นจริง ต่อให้เป็นตอนนี้ ฉู่เจี้ยนเหลยเองก็ไม่แน่ใจว่าจะรักษาครึ่งก้อนผลึกนี้ไว้ได้ไหม
เขามองอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ขอโทษนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ... แต่เซอร์ไพรส์ที่คุณให้มันใหญ่เกินไป"
ชายหน้าซื่อไม่ได้ขอร้องอ้อนวอนอีก แค่ถามเบาๆ ว่า "ช่วยให้มันจบๆ ไปเร็วๆ ได้ไหม?"
"ตามคำขอ!" ฉู่เจี้ยนเหลยยกปืนเลเซอร์ขึ้นแล้วเหนี่ยวไกอย่างเด็ดขาด
พอมองร่างที่ล้มลงกับพื้น เขาก็ส่ายหน้า "พูดได้แค่ว่า ดวงคุณมันซวยจริงๆ"
หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้รีบร้อนไปหาตาแก่ขาเป๋ แต่จ้องมองผลึกตรงหน้าด้วยความสนใจ
มองอยู่พักใหญ่ เขาถึงหยิบแหนบพังๆ ออกมา กะจะคีบผลึกกลับใส่กล่อง
ทว่า ทันทีที่แหนบแตะโดนผลึกนั้น ในสมองของเขาก็เกิดความรู้สึกวูบไหวขึ้นมา เหมือนกำลังโหยหาอะไรบางอย่าง
คิ้วของฉู่เจี้ยนเหลยเลิกขึ้น นี่คือผลกระทบจากพลังงานที่ไม่รู้จักหรือเปล่านะ?
แต่ถัดมา ในตำแหน่งจุดรวมพลังแถวท้องน้อยของเขา ก็มีความรู้สึกเหมือนมีกระแสอากาศสั่นไหวเบาๆ น่าจะเป็นเพราะผลึกก้อนนี้ด้วยเหมือนกัน
จากนั้น ทั้งร่างกายของเขาก็เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก ร่างกายทั้งร่างกลับรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรง!
นี่มันไม่ปกติชัดๆ ถึงเขาจะเดินทางมาไกลและเพิ่งผ่านการต่อสู้มา แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งกินยาบำรุงไปตั้ง 8 หลอดเชียวนะ!
ในส่วนลึก ฉู่เจี้ยนเหลยยังมีความรู้สึกแปลกๆ อีกอย่างหนึ่ง แต่เขานึกไม่ออกว่ามันคืออะไร
เขารู้ว่าน่าจะมีเรื่องอัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งไตร่ตรองเรื่องนี้
นอกเขตในดินแดนรกร้างมันอันตรายเกินไป เขาจำเป็นต้องกลับไปที่แคมป์หินระเกะระกะก่อน เพื่อค่อยๆ เรียบเรียงความคิดและทดสอบดู
เขากลับถึงแคมป์หินระเกะระกะในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา เพื่อเป็นการอำพราง เขาได้ฝังปืนเกาส์กระบอกเก่าเล่มนั้นไว้ข้างนอก
เขาเดินกลับห้องพักของตัวเองเงียบๆ และเริ่มวิเคราะห์ผลึกนี้
หลังจากวิเคราะห์อยู่ครึ่งชั่วโมง เขาพบว่าผลึกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของสมองได้ผลดีเยี่ยม แต่ยังช่วยซ่อมแซมร่างกายได้อีกด้วย
พูดอีกอย่างคือ ในส่วนประกอบของยาแก้พิษพวกนั้น ไม่แน่อาจจะมีส่วนผสมที่คล้ายกับผลึกนี้ก็ได้!
แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดา ยังไม่สะดวกที่จะพิสูจน์ในตอนนี้
เพราะเพิ่งจัดการกับชายหน้าซื่อคนนั้นไป ฉู่เจี้ยนเหลยจึงยังไม่อยากไปหาตาแก่ขาเป๋ชั่วคราว เพื่อไม่ให้คนอื่นเอาไปเชื่อมโยงกัน
แต่เขาก็ไม่อยากไปลานขยะ จึงไปที่แคมป์อีกแห่งเพื่อถามข่าวคราวเกี่ยวกับหนูขนเข็มหนังดำแทน
ครั้งนี้เขาได้พบกับขบวนสินค้าเล็กๆ จากจุดรวมพลหงซื่อ
เป้าหมายหลักของขบวนสินค้าคือมาหาซื้อของ เพื่อไม่ให้ผู้รอดชีวิตต้องลำบากเดินทางไปถึงจุดรวมพลเอง โดยขอกินส่วนต่างนิดหน่อยเป็นการตอบแทน
พวกเขาไม่ค่อยขายสินค้าเท่าไหร่ ไม่งั้นพวกเจ้าของร้านขายของชำตามแคมป์ต่างๆ คงไม่ยอม
ขบวนสินค้าขายข้อมูลให้ฉู่เจี้ยนเหลยหนึ่งอย่าง คิดค่าธรรมเนียมไม่แพง แค่เงินเหรียญสองเหรียญ ถ้าไม่มีเงินสดจะใช้ยาบำรุงจ่ายแทนก็ได้
แต่มีข้อแม้เพิ่มเติมคือ ถ้าฉู่เจี้ยนเหลยล่าหนูขนเข็มหนังดำได้ นอกจากส่วนที่ใช้เองแล้ว ให้ขายให้พวกเขาก่อนเป็นอันดับแรก
ข้อกำหนดนี้แทบไม่มีผลบังคับใช้อะไร เป็นการซื้อใจกันมากกว่า
แต่ฉู่เจี้ยนเหลยก็ตกลงไป เพื่อความสะดวกของทั้งสองฝ่าย
ทว่าพอเขารับปากเสร็จ ก็มีทีมล่าสัตว์สามคนมาเอ่ยปากชวนเขา บอกว่ามีข่าวเรื่องสัตว์กลายพันธุ์ระดับ C
พวกเขาหวังจะรวมกลุ่มสี่คนเพื่อไปล่าสัตว์กลายพันธุ์ระดับ C เพราะยังไงมันก็ดีกว่าการไปล่าหนูตัวเล็กๆ
แต่ฉู่เจี้ยนเหลยตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ในที่แบบดินแดนรกร้างนี้ ระวังตัวไว้ยังไงก็ไม่เกินไปหรอก
ผลคือฝั่งตรงข้ามดูจะไม่พอใจนิดหน่อย ชายร่างกำยำคนหนึ่งแสดงท่าทางดูถูก "ไอ้หนูแกคงไม่มีความกล้าล่ะสิ?"
ฉู่เจี้ยนเหลยพอจะมีวุฒิภาวะอยู่บ้าง เขาแค่ยิ้มรับแต่ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ผมจะมีหรือไม่มีความกล้า มันอยู่ที่คำพูดคุณงั้นเหรอ?
และเพราะการปรากฏตัวของสามคนนี้ เขาเลยกะว่าจะเลื่อนเวลาไปล่าหนูขนเข็มหนังดำออกไปก่อน เพื่อกันเหนียวเผื่ออีกฝ่ายจะแอบตามมา
ส่วนเรื่องค่าข้อมูลที่อาจจะเสียเปล่า? เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น
เมื่อก่อนไม่มีเงิน แน่นอนว่าต้องเห็นค่ายาบำรุงทุกหลอดสำคัญมาก แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นขนาดนั้นแล้ว
หลังจากเขาเดินออกจากแคมป์ นักล่าทั้งสามก็แลกเปลี่ยนสายตากัน "ไอ้หนูนี่มันระวังตัวจัดเลยนะ"
ชายตัวเล็กคนหนึ่งดูไม่ค่อยพอใจ "ก็แค่ปืนกลกระบอกเดียว พี่น่าคนนั้นของนาย... ก็งกเกินไปมั้ง?"
ชายร่างยักษ์ที่เพิ่งหัวเราะเยาะฉู่เจี้ยนเหลยพอได้ยินคำนี้ หน้าตาก็ดูขึงขังขึ้นมาทันที
"พี่น่าทำงานใจกว้างจะตาย ในเมื่อเธอยอมให้คนอื่นยืมไปลุย ก็ต้องทำใจไว้แล้วว่าอาจจะไม่ได้คืน"
"แต่ประเด็นคือผมได้ยินเรื่องนี้มาแล้วมันไม่ค่อยยอมน่ะ ฆ่าคนไปแล้วก็แล้วไปเถอะ ยังกล้าชิงอาวุธไปอีกเหรอ?"
พี่น่าที่เขาพูดถึง ก็คือคนที่ให้ลูกน้องของท่านสามยืมปืนกลไปนั่นแหละ
หลังจากฉู่เจี้ยนเหลยฆ่าคนทั้งสองไป อาวุธของอีกฝ่ายก็กลายเป็นของที่เขายึดมาได้ตามระเบียบ โดยที่เขาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามันมาจากไหน
พี่น่าไม่ได้ไปเอาเรื่องเอาราวกับเขาตรงๆ แต่แค่บ่นให้เพื่อนฝูงฟังเฉยๆ
ผลคือไอ้หนุ่มร่างยักษ์คนนี้กลับเอามาเป็นเรื่องจริงเป็นจัง รู้สึกว่าไอ้เด็กนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง—ก่อนจะยื่นมือมาคว้าของคนอื่นไป ไม่หัดสืบดูหน่อยหรือไง?
พี่น่าพอจะรู้มาบ้างว่า ไอ้โง่ฉู่ ไม่ใช่ไอ้เซ่อคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่พอบ่นไปทีหนึ่ง เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ชายร่างยักษ์จำฝังใจเรื่องนี้ไว้ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม แค่คิดว่าถ้าเจอหมอนี่เมื่อไหร่ จะต้องหาโอกาสสั่งสอนสักหน่อย
ไม่นึกเลยว่าผ่านไปไม่กี่วัน จะได้เจอกันจริงๆ เขาเลยพยายามหลอกล่อให้ออกไปนอกแคมป์
ทว่าฉู่เจี้ยนเหลยมีความระแวงสูงมาก และไม่ได้สนใจเรื่องศักดิ์ศรีอะไร แผนของเขาเลยไม่สำเร็จ แถมเพื่อนร่วมทีมยังหาว่าเขาหาเรื่องใส่ตัว
พวกนักล่าน่ะส่วนใหญ่เป็นพวกพร้อมตายก็จริง แต่การจะไปแลกชีวิตกับใครโดยไม่มีเหตุผล มันดูจะขาดทุนไปหน่อย
อาวุธที่ฉู่เจี้ยนเหลยพกอยู่น่ะถือว่าไม่เลวเลย แต่นั่นก็หมายความว่าถ้าสู้กันขึ้นมา ความเสี่ยงมันก็สูงตามไปด้วย
ถ้าเป็นเรื่องของชายร่างยักษ์เอง เพื่อนอีกสองคนก็คงช่วยอยู่หรอก แต่เพื่อผู้หญิงคนอื่น... มันดูไม่เข้าท่าเลยจริงๆ
ฉู่เจี้ยนเหลยไม่รู้เลยว่า ตัวเองมีความขัดแย้งอย่างอื่นกับนักล่าสามคนนั้นแฝงอยู่ด้วย
แต่ต่อให้รู้ เขาก็คงได้แต่รำพึงว่า "ดินแดนรกร้างมันแคบจริงๆ"
การที่เขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุด ย่อมต้องนำพามาซึ่งกระแสตอบรับและความแค้นต่างๆ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ต้องไปรับยาแก้พิษอีกครั้ง
ในช่วงไม่กี่วันนี้ พวกคอลลินส์พยายามสืบหาที่มาของหุ่นรบสีชมพูกันแทบตาย จนแทบไม่มีเวลาไปคุ้ยขยะ
แต่สุดท้าย ทุกคนก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าหุ่นรบสีชมพูนั่นมันมาจากสำนักไหนกันแน่
จะมีก็แต่ผู้หญิงมอมแมมคนนั้นที่ได้รับข้อมูลมาอย่างหนึ่งว่า หุ่นรบไม่ควรจะมีสีชมพู
เพราะฉะนั้น หุ่นตัวนั้นน่าจะเป็นของที่สั่งทำพิเศษ ข้อมูลนี้ทำให้หลายคนเริ่มคิดหนักและหวาดกลัวอยู่ลึกๆ
จนกระทั่งคืนที่ต้องออกเดินทาง ฉู่เจี้ยนเหลยถึงได้ปรากฏตัวขึ้นแถวลานขยะ
เริ่มมีคนอดใจไม่ไหวถามขึ้นมา "ช่วงไม่กี่วันนี้คุณหายไปไหนมา?"
ฉู่เจี้ยนเหลยทำหน้าซื่อตาใส "ผมก็ไปสืบข่าวมาสิครับ ยังไงพวกคุณก็ไม่ยอมให้ผมเข้าไปในเหมืองอยู่แล้วนี่"
คอลลินส์เก็บความโกรธไว้ไม่อยู่จริงๆ "ไม่ใช่แอบไปอู้งานหรอกนะ?"
ต่อให้ผมอู้งาน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างคุณจะมาวุ่นวายป่ะ? ฉู่เจี้ยนเหลยรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
แต่เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่ถนัดคุยกับคน พูดจาไม่ค่อยเข้าหูคน มักจะทำให้เรื่องเสียด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
เขาก็เลยทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดนั้นไป
มอร์ริสันพอได้ยินก็แทรกขึ้นมาทันที "เขาไม่ใช่คนคุ้ยขยะสักหน่อย แกมีสิทธิ์อะไรไปว่าเขา?"
ช่วงนี้ธุรกิจของเขายังคงไปได้สวย แถมยังยักย้ายถ่ายเทสินค้าได้ตามใจชอบ ชีวิตเลยค่อนข้างสุขสบายและราบรื่น
ในเมื่อเห็นลูกพี่โดนหาเรื่อง เขาก็ต้องออกหน้ามาปกป้องเป็นธรรมดา
……….