- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 19 ล่าเสือ
บทที่ 19 ล่าเสือ
บทที่ 19 ล่าเสือ
ประตูห้องใต้ดินเปิดกว้าง เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนที่มีท่าทางเกรี้ยวกราด
เขาดูอายุราวสามสิบสี่สิบปี ผมสีดอกเลา ใบหน้าเหลี่ยมดวงตากลมโต ดูมีสง่าราศีไม่เบา
พอเปิดประตูออกมาเห็นร่างสามร่างยืนอยู่ข้างนอก สองคนเป็นวัยรุ่นหน้าตาไม่คุ้นเคย ส่วนอีกคนเป็นลูกน้องของตัวเอง เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม "ไอ้หก แกมาทำอะไรที่นี่?"
"พี่หู่" ชายฉกรรจ์รีบยืนตัวตรงตามสัญชาตญาณ "ผม... ผมมารับอาหารเดลิเวอรีครับ"
ส่วนจ้าวซิงเอ๋อร์กลับพุ่งตรงเข้าประเด็นทันที "เด็กอยู่ที่ไหน?"
"เด็กอะไร?" พี่หู่มองเธอด้วยความงุนงง แววตายังคงสับสนอยู่บ้าง
เพิ่งจะโดนพนักงานส่งอาหารด่าเสียหมามาหยกๆ พอเปิดประตูออกมาก็เจอคนมาตามหาเด็ก เป็นใครก็ปรับอารมณ์ตามไม่ทันทั้งนั้น ตอนนี้ในหัวของเขากำลังคิดว่า หรือว่าจะเป็นลูกที่ตัวเองไปไข่ทิ้งไว้ข้างนอกอีกแล้ว?
เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกซะด้วยสิ
แต่ผู้หญิงสวยขนาดนี้ ถ้ามีเรื่องพรรณนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เขาไม่มีทางลืมหรอกมั้ง?
หรือว่าตอนนั้นเมาหนักไปหน่อย?
"ย๊าก—"
ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่พี่หู่กำลังงงอยู่นั้น จ้าวซิงเอ๋อร์กระโจนเข้าใส่ ซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจัง!
ตูม!
หมัดนี้ซัดร่างพี่หู่จนปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลัง ร่วงหล่นลงไปตามขั้นบันไดห้องใต้ดิน หายลับเข้าไปในเงามืดเบื้องล่าง
เยว่เหวินกับชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเบ้ปาก ใครจะไปนึกว่าเด็กสาวท่าทางบอบบางคนนี้ จะเป็นตัวแท็งก์สายดาเมจตัวยงแบบนี้กัน!
เห็นพี่หู่ถูกซัดกระเด็นกลับเข้าไป เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ก็กระโจนตามลงไปติดๆ บันไดห้องใต้ดินนี้ค่อนข้างชัน ทั้งสองคนจึงไม่ได้วิ่งลงทีละขั้น แต่ใช้วิธีกระโดดรวดเดียวลงไปยืนบนพื้นราบด้านล่างเลย
ลูกพี่ใหญ่แห่งแก๊งหัวเสือนอนหมดสติอยู่บนพื้น ถ้ามีเอฟเฟคลูกไก่หมุนติ้วได้คงมีไปแล้ว
เยว่เหวินกำลังจะเดินเข้าไปจับตัว จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่ผิดปกติ
ส่วนพี่หกของแก๊งยังอยู่บนบันไดไม่กล้าตามลงมา แสดงท่าทีลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงประตูห้องใต้ดินปิดล็อกลงกลอนจากด้านนอกซะงั้น
คนข้างในจะอยู่หรือตาย ก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้วโว้ย
ภายในห้องใต้ดิน มีลมคาวคละคลุ้งพัดโชยมาตามพื้น
"พวกแก..." เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานราวกับฟ้าร้องดังขึ้นจากเบื้องหน้า "...เป็นใคร?"
แสงสว่างในนี้สลัวกว่าข้างนอกเล็กน้อย แต่เมื่อปรับสายตาให้ชินได้สักพัก ก็พอจะมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ชัดเจน ที่นี่เป็นพื้นที่กว้างขวาง กวาดสายตามองดูก็พบว่าน่าจะกว้างเป็นพันตารางเมตรได้
ภายในมีทั้งโซฟา โทรทัศน์ เครื่องออกกำลังกาย และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังมีห้องแยกเป็นสัดส่วนอีกหลายห้อง ดูแล้วเป็นพื้นที่พักอาศัยที่สะดวกสบายทีเดียว
เวลานี้ บริเวณโถงกว้างตรงกลาง มีร่างอันใหญ่โตมหึมาสี่ร่างนั่งล้อมวงกันอยู่บนพื้น
แต่ละร่างมีโครงร่างคล้ายมนุษย์ บางร่างสวมเสื้อกล้าม บางร่างสวมชุดสูทเรียบร้อย แต่ส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาปกคลุมไปด้วยขนลายพาดกลอน สีทองแดงสลับดำ รูปร่างสูงใหญ่ถึงสามสี่เมตร กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แถมยังมีหัวเป็นเสือขนาดมหึมา!
บนหน้าผากมีลวดลายตัวอักษร "หวัง" (王) สีดำเด่นชัด
ตัวที่เอ่ยปากถาม คือปีศาจเสือที่สวมชุดสูทโอเวอร์ไซส์นั่งอยู่ตรงกลางสุด ท่านั่งดูโอ่อ่าทรงอำนาจที่สุด ข้อศอกข้างหนึ่งเท้าลงบนหน้าขา ส่วนมืออีกข้างถือไพ่ใบยักษ์อยู่หลายใบ
ใช่แล้ว ปีศาจเสือทั้งสี่ตัวกำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่กันอยู่
ที่มุมมืดไกลออกไป ยังมีเสือดำตัวใหญ่โตอีกตัวหนึ่งหมอบอยู่ในร่างสัตว์ป่า กำลังหลับตาพักผ่อน เวลานี้มันค่อยๆ ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานสว่างวาบราวกับโคมไฟสองดวง
เมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญบุกรุกเข้ามา ดวงตาสีแดงฉานทั้งสิบดวงต่างจับจ้องมาที่คนทั้งสองพร้อมกัน
เห็นได้ชัดว่าใต้ศูนย์บัญชาการแก๊งหัวเสือแห่งนี้ คือรังปีศาจชัดๆ!
เห็นแบบนี้ เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนทำอะไรบุ่มบ่าม ทำเพียงสังเกตการณ์รอบตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับสัมผัสกลิ่นอายของปีศาจเสือเหล่านี้ไปด้วย
ก่อนที่ผู้ฝึกตนจะลงมือประลองกัน มักจะโคจรพลังปราณแท้จริงอย่างเต็มกำลัง เพื่อใช้สัมผัสกลิ่นอายในการประเมินระดับตบะที่แท้จริงของอีกฝ่าย แต่ก็ใช้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น เพราะกลิ่นอายสามารถเก็บซ่อนหรืออำพรางได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ลงมือจริงๆ ก็ไม่สามารถฟันธงถึงความเก่งกาจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ปีศาจเสือพวกนี้แค่นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น แต่พลังกดดันที่แผ่ออกมาตอนเลือดลมสูบฉีด ก็สร้างความหนักอึ้งได้อย่างมหาศาลแล้ว
ความแข็งแกร่งต้องร้ายกาจมากแน่ๆ
ภายหลังยืนหยั่งเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง เยว่เหวินก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อต่อหน้าปีศาจเสือทั้งหลาย
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที พวกปีศาจเสือจ้องมองอย่างเคร่งเครียด คิดว่าเขากำลังจะควักอาวุธอะไรออกมาโจมตี ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน เยว่เหวินกลับล้วงเอาแว่นกันแดดอันหนึ่งออกมาสวม
"เชี่ยเอ๊ย" ปีศาจเสือที่สวมเสื้อกล้ามรัดรูปสีดำอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา "ที่แท้ก็พวกโรคจิต"
"บ้าบอสิ้นดี" ปีศาจเสือสวมสร้อยคอทองคำลุกขึ้นยืน เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "มืดขนาดนี้ยังใส่แว่นกันแดด พ่อมันต้องเป็นแร็ปเปอร์แน่ๆ!"
"ใครเป็นแร็ปเปอร์วะ?" ปีศาจเสือตัวที่หันหลังให้พวกเยว่เหวินได้ยินดังนั้นก็หันขวับมามอง รูปร่างของมันกำยำที่สุด บนหัวยังสวมหูฟังแบบสั่งทำพิเศษที่ครอบหูเสือทั้งสองข้างของมันได้พอดี
"พอได้แล้ว" เสือใส่สูทยกมือขึ้นปราม เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร ในเมื่อบุกรุกเข้ามาที่นี่ และเห็นรูปร่างหน้าตาของพวกเราแล้ว..."
"พวกมันต้องตาย"
...
[ปีศาจเสือวัยเจริญพันธุ์: ราชาแห่งขุนเขาและป่าไม้ ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร นักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดที่กลายร่างมา กระหายเลือด ดุดัน เกลียดชังมนุษย์เพศชายที่ชอบดื่มเหล้าเมามายในป่า พลังต่อสู้เทียบเท่ากับคุณยายที่แข็งแรงดีแปดพันคน เกิดมาพร้อมวิชาอาคมพรสวรรค์อันทรงพลัง แต่ตามตำนานในยุทธภพ เล่าขานกันว่ามีกระบวนท่าหนึ่งที่ชื่อ "สไลด์เสียบ" สามารถทำลายวิชานี้ได้...]
พลังต่อสู้เทียบเท่ากับกองพลคุณยายเลยงั้นเหรอ?
ตั้งแต่เยว่เหวินฝึกตนมา เรียกได้ว่านี่คือสิ่งชั่วร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยเจอมาก็ว่าได้
แถมศัตรูระดับนี้ยังมีถึงห้าตัว ส่วนเสือใส่สูทที่นั่งอยู่ตรงกลางสุด พลังต่อสู้น่าจะทะลุหลักหมื่นคุณยายไปแล้ว ซึ่งเกินขอบเขตที่กระจกส่องปีศาจจะสามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ
ในมุมมองของกระจกส่องปีศาจ ทั่วทั้งห้องใต้ดินอบอวลไปด้วยไอปีศาจสีแดงฉาน ถาโถมเป็นระลอกคลื่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งฉุนจมูก ไม่รู้ว่าปีศาจเสือพวกนี้สังหารชีวิตไปมากเท่าไหร่ ถึงได้มีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงขนาดนี้
ตอนนี้เยว่เหวินไม่มีกะจิตกะใจจะมาคิดแล้วว่า จะได้เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายกี่เหรียญ เพราะเขาไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะได้ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์
"ดูท่าวันนี้คงจบไม่สวยแน่ๆ" เยว่เหวินกระซิบกับจ้าวซิงเอ๋อร์ "เดี๋ยวฉันจะพยายามสกัดพวกมันไว้ เธอหาจังหวะล้วงมือถือโทรเรียกสำนักงานปราบปรามความผิดปกติมาช่วยทีนะ"
ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ขยับตัว อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ขยับตัว สถานการณ์เลยตึงเครียดอยู่ เมื่อปีศาจเสือทั้งหลายล็อกเป้าหมายมาที่พวกเขา ทันทีที่พวกเขาขยับตัวจะโทรศัพท์เรียกคน ปีศาจเสือคงจะลงมือทันที การจะโทรขอความช่วยเหลือจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องรอให้การต่อสู้ตะลุมบอนเริ่มขึ้นก่อน เขาจะเป็นคนรับมืออยู่ด้านหน้า ปล่อยให้จ้าวซิงเอ๋อร์หาจังหวะโทรเรียกกำลังเสริม
สถานการณ์กระจ่างชัดแล้ว แก๊งหัวเสือและลูกพี่ใหญ่นั่นเป็นแค่หุ่นเชิด ขุมกำลังที่แท้จริงของแก๊ง ก็คือปีศาจเสือพวกนี้ในห้องใต้ดินต่างหาก
ทำไมศัตรูของแก๊งหัวเสือถึงมักจะถูกลอบสังหารอยู่เสมอ?
ก็เพราะปีศาจเสือพวกนี้ไม่สามารถลงมืออย่างเปิดเผยได้ พวกมันก็เหมือนกับปีศาจแมวน้อยพวกนั้น ที่ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของเมือง เพียงแต่พวกมันแข็งแกร่งกว่า และเจ้าเล่ห์กว่า จึงร่วมมือกับแก๊งมาเฟียเพื่อกอบโกยผลประโยชน์
หากถูกสำนักงานปราบปรามความผิดปกติจับได้ ปีศาจเสือพวกนี้จะต้องถูกกวาดล้างอย่างแน่นอน
"โอ๊ย..."
จังหวะนั้นเอง พี่หู่ที่นอนสลบอยู่บนพื้นก็ค่อยๆ ได้สติ ลืมตาขึ้นมา แล้วยันตัวลุกขึ้น
"แม่งเอ๊ย กล้าดียังไงมาเล่นงานาทีเผลอ รนหาที่ตายชัดๆ" เขาบิดคอไปมา เดินเข้าไปหาเสือใส่สูท "อาต้า พวกผู้ชายก็จับกินได้เลยนะ แต่เก็บผู้หญิงคนนั้นไว้ก่อน เธออาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน ต้องถามให้รู้เรื่องซะก่อน..."
เพียะ—
เสือใส่สูทยังคงนั่งในท่าเดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพียงแค่สะบัดปลายหางที่อยู่ด้านหลัง พริบตาเดียวก็กลายเป็นเงาติดตา ฟาดเข้าที่พี่หู่จนกระเด็นลอยละลิ่ว พี่หู่ที่เพิ่งจะฟื้นคืนสติกลายเป็นดาวร่วงฟ้าอีกครั้ง พุ่งชนเข้ากับกำแพงฝั่งตรงข้ามดังปัง
จากการเป็นพรมเช็ดเท้า อัปเกรดไปเป็นวอลเปเปอร์ติดผนังแทน
"มนุษย์สองคนนี้มีฝีมือไม่เบา พวกแกระวังตัวด้วยล่ะ" สายตาของเสือใส่สูทดูดุดันทรงอำนาจ มันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนเสียงกร้าวออกมา "ฆ่า!"
"โฮก—"
พยัคฆ์คำรามก้องพงไพร เสียงสวรรค์สะท้านวิญญาณ
ปีศาจเสือหลายตัวส่งเสียงคำรามพร้อมกัน คลื่นเสียงที่แฝงไปด้วยพลังอาคมของปีศาจถาโถมเข้าใส่ ทำเอาสติสัมปชัญญะของจ้าวซิงเอ๋อร์และเยว่เหวินพร่ามัวไปชั่วขณะ กระทั่งแอบรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาลึกๆ
นี่ก็คือหนึ่งในวิชาอาคมพรสวรรค์ของปีศาจเสือ สำหรับสัตว์ป่าที่อ่อนแอในป่าลึก แค่ได้ยินเสียงคำรามนี้ ก็มากพอทำให้วิญญาณแตกซ่านตายคาที่!
แน่นอนว่าเยว่เหวินและจ้าวซิงเอ๋อร์ไม่ได้บอบบางขนาดนั้น พวกเขาแค่พร่ามัวไปชั่วเสี้ยววินาที ก็ดึงสติกลับมาตั้งมั่นได้ ปีศาจเสือสามตัวยามนี้พุ่งทะยานเข้ามาจากทางซ้าย ตรงกลาง และทางขวาเรียบร้อยแล้ว
เสือกล้าม เสือทอง และเสือหูฟัง ต่างกระโจนขึ้นกลางอากาศ เงามืดและสายเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว ความเร็วแต่ละตัวเหนือกว่ากันและกัน จิตสังหารยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ายังไม่ทันที่กรงเล็บจะตะปบลงมา สายลมอันรุนแรงก็เพียงพอที่จะฉีกร่างวัยรุ่นสองคนตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ ได้แล้ว!
เยว่เหวินไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย รีบชักกระบี่ออกมากุมไว้ในมือ ตวาดเสียงดัง "ระวัง! ฉันจะรับหน้าพวกมันไว้เอง เธอหาจังหวะจัดการซะ"
ทางฝั่งจ้าวซิงเอ๋อร์ก็ชูง้าวสามแฉกสองคมที่สูงกว่าตัวเธอขึ้นมา จิตสังหารพลุ่งพล่าน นัยน์ตาเริ่มมีแสงสีแดงวาบวับ ตะโกนลั่น "เข้ามาเลย!"
จากนั้น... เธอพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างตื่นเต้น!
เคล็ดวิชาวรยุทธ์ทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง เลือดลมสูบฉีดพร้อมแสงสีแดงสว่างวาบ คมง้าวทอประกายเย็นเยียบวาววับ มองจากด้านหลังราวกับเทพธิดาหยางเจี้ยนลงมาจุติ!
"เดี๋ยวสิ..." เยว่เหวินมองดูรูปร่างของเธอ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "ฉันบอกให้เธอล้วงมือถือไม่ใช่เหรอ แล้วเธอไปคว้าเอาง้าวสามแฉกสองคมมาจากไหนเนี่ย? อาวุธนี่มันจะอลังการเกินไปหน่อยไหม?!"