- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 13 ดอกเบี้ยงั้นเหรอ?
บทที่ 13 ดอกเบี้ยงั้นเหรอ?
บทที่ 13 ดอกเบี้ยงั้นเหรอ?
แต่ก่อนตระกูลเยว่ถือเป็นครอบครัวปัญญาชนอย่างแท้จริง พ่อแม่ของเยว่เหวินต่างก็เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง
พ่อของเยว่เหวินเป็นนักวิจัยด้านประวัติศาสตร์ยุคโบราณ ส่วนแม่ของเยว่เหวินเป็นนักวิจัยด้านอักขระต่างมิติ
ก่อนที่จะหายตัวไป สองสามีภรรยา คนหนึ่งออกสำรวจโบราณสถานในยุคพลังวิญญาณครั้งอดีต ส่วนอีกคนก็ทุ่มเทศึกษาอักขระของสิ่งมีชีวิตต่างมิติ หลายๆ ด้านของงานวิจัยมีความทับซ้อนกัน พวกเขาจึงร่วมกันทำวิจัยหลายหัวข้อ และมีชื่อเสียงพอสมควรในวงการวิชาการของเขตเทียนเป่ย
ก่อนเกิดภัยพิบัติพลังวิญญาณ ตำนานปรัมปราจากทั่วทุกมุมโลกต่างถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าที่คนโบราณแต่งขึ้น ทว่าในช่วงหลายร้อยปีหลังเกิดภัยพิบัติพลังวิญญาณ มนุษยชาติถึงได้เริ่มตระหนักว่า ตำนานปรัมปราอันเก่าแก่เหล่านั้นอาจเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในยุคพลังวิญญาณครั้งอดีต เพียงแต่ถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลาจากการบอกเล่าต่อๆ กันมา
การนำตำนานปรัมปราเหล่านี้มาวิเคราะห์ อาจทำให้ค้นพบประวัติศาสตร์ที่แท้จริงในยุคโบราณ ได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกตนมากขึ้น หรือแม้แต่กระทั่งค้นพบโบราณสถานที่หลงเหลือมาจากยุคพลังวิญญาณก่อนหน้านี้ และขุดพบสมบัติเซียนโบราณ
สุสานเสือภูเขางู ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อวิจัยที่พ่อของเยว่เหวินกำลังศึกษาอยู่
ในบรรดาสี่เขตหวงห้ามสมบัติเซียนที่ยิ่งใหญ่ มีแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ มีชื่อเรียกว่า “ขุนเขาสิบหมื่น”
มันคือเทือกเขาที่ประกอบด้วยยอดเขานับไม่ถ้วน กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ภายหลังเกิดภัยพิบัติพลังวิญญาณ มิติเกิดการแปรปรวน ดินแดนหลายแห่งมาบรรจบกันที่นี่ จนกลายเป็นเขตหวงห้ามอันวุ่นวายที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจจากทั่วทุกสารทิศ
แต่เนื่องจากมิติที่แปรปรวน ทำให้เกิดการค้นพบสมบัติจากต่างมิติมากมายในสถานที่แห่งนี้ มันจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามทางสมบัติเซียนไปโดยปริยาย
ทุกยอดเขาในขุนเขาสิบหมื่นต่างก็มีสิ่งชั่วร้ายประจำถิ่น โดยบริเวณที่อันตรายที่สุดนั้นมีอัตราการรอดชีวิตต่ำยิ่งกว่าทะเลปีศาจกลืนวาฬเสียอีก และ "ภูเขางู" ก็คือหนึ่งในสถานที่ลึกลับแห่งนั้น
พ่อของเยว่เหวินใช้เวลาหลายปีในการลงพื้นที่สำรวจ รวบรวมตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานกันในพื้นที่ทางตอนใต้ ท้ายที่สุดก็สามารถปะติดปะต่อภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของภูเขางูขึ้นมาได้สำเร็จ
เรื่องราวเกิดขึ้นในยุครุ่งเรืองสูงสุดของยุคพลังวิญญาณครั้งก่อนหน้า หรือเมื่อราวหกพันปีก่อน ตอนนั้นขุนเขาสิบหมื่นอาจจะยังไม่ถือกำเนิดขึ้นด้วยซ้ำ มันเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์และร่มรื่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่คนโบราณเรียกว่า "หนานเจียง"
วันหนึ่ง อาณาจักรงูจากต่างมิติจุติลงมาอย่างกะทันหัน
ผู้นำของอาณาจักรงูคืออสรพิษมารเก้าเศียร ที่มีระดับตบะเทียบเท่าขอบเขตเทพ ภายใต้การบังคับบัญชาของมันมีปีศาจงูนับไม่ถ้วน หากปล่อยให้แผ่ขยายอิทธิพลออกไป ย่อมนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่หลวงต่อหนานเจียง
ในยามคับขัน วีรบุรุษครึ่งคนครึ่งเสือแห่งเผ่าจิ่วหลีออกโรงช่วยเหลือ ภายหลังผ่านการต่อสู้อันดุเดือดและยากลำบาก ท้ายที่สุดเขาก็ใช้ยอดเขาสูงตระหง่านกดทับอาณาจักรงูทั้งอาณาจักรเอาไว้ ภายหลังวีรบุรุษผู้นั้นได้รับการยกย่องจากชาวหนานเจียงให้ขึ้นเป็นผู้นำ และได้รับการขนานนามว่า "จักรพรรดิสวรรค์พยัคฆ์จิ่วหลี" ที่คอยปกป้องหนานเจียงมานับพันปี
ตอนที่จักรพรรดิสวรรค์พยัคฆ์กำลังจะสิ้นอายุขัย ด้วยเกรงว่าพอตนตายไปแล้ว ปีศาจในภูเขางูจะหลุดรอดออกมาได้ เขาจึงตัดสินใจสร้างสุสานของตนเองไว้บนยอดภูเขางู สร้างค่ายกลอันยิ่งใหญ่ ใช้โครงกระดูกของตนกดทับอาณาจักรงูต่อไป
สถานที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่า "สุสานเสือภูเขางู"
ตราสัญลักษณ์ฝูงงูพันรอบเสือ ก็สลักอยู่บนหน้าผาหินของสุสานเสือนั่นเอง
กาลเวลาผ่านไป ดินแดนหนานเจียงเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จนกลายมาเป็นเขตหวงห้ามสมบัติเซียนอย่าง "ขุนเขาสิบหมื่น" ทว่าชื่อเสียงของจักรพรรดิสวรรค์พยัคฆ์ยังคงเล่าขานกันในแถบตอนใต้ ในปัจจุบันหลายพื้นที่ยังคงกราบไหว้บูชา "เทพจิ่วหลี" เพื่อปกป้องบ้านเรือนและขับไล่สิ่งชั่วร้าย ซึ่งก็มีต้นกำเนิดมาจากเขานั่นเอง
ทว่า...
การ์ดที่ประทับตราสัญลักษณ์ของสุสานเสือใบนี้ ซุกซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?
บางทีอาจจะต้องพกมันเดินทางเข้าไปในขุนเขาสิบหมื่นด้วยตัวเอง ถึงจะล่วงรู้ความจริง
การที่พ่อเอ่ยถึงของสิ่งนี้ในยามคับขัน มีความเป็นไปได้มากว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของพวกเขา
แต่ถ้าบอกว่าขอบเขตที่สี่คือเกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าออกเขตทุรกันดาร งั้นเกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าออกเขตหวงห้ามสมบัติเซียน อย่างน้อยก็ต้องเป็นขอบเขตที่เจ็ด หากระดับตบะต่ำกว่านี้ การก้าวเข้าไปในเขตหวงห้ามก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเยว่เหวินถึงปรารถนาในความแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
กระบี่ทุกเล่มที่ใช้ฟาดฟันปีศาจโคมไฟ ล้วนแฝงไปด้วยความรู้สึกคิดถึงพ่อแม่
แต่การ์ดสีดำใบนั้นพ่อเคยกำชับไว้แล้ว เขาจึงไม่เคยให้ใครดูหรือพบเห็น ส่วนเศษหนังผืนนี้ไม่มีข้อจำกัดนั้น
ถ้าอย่างนั้น
ทำไมไม่ลองไปถามต้าหลงผู้แสนวิเศษดูสักหน่อยล่ะ?
...
ภายในตำหนักสีดำทองที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีทอง เยว่เหวินได้พบกับมังกรยักษ์ที่ขดตัวอยู่บนเก้าอี้ขนาดยักษ์อีกครั้ง
มันยังคงดูสูงส่งและเย่อหยิ่งเช่นเดิม
"หวังต้าหลง ฉันมาอีกแล้วนะ" เขาทักทายแบบกันเองสุดๆ
ต้าหลงดูเหมือนจะเอือมระอากับเขาเต็มทน จึงคร้านที่จะตอบกลับ ทำเพียงจ้องมองตอบด้วยดวงตาที่มีเปลวเพลิงลุกโชน
"มาหานายเพื่อถามอะไรหน่อยน่ะ" เยว่เหวินชูเศษหนังสีม่วงผืนนั้นขึ้น "นายรู้ไหมว่าไอ้นี่มันคืออะไร?"
"ก็แค่เศษหนังเหม็นๆ แผ่นหนึ่ง" แววตาของต้าหลงฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง "เป็นของเผ่ามาร... ดมดูแล้วน่าจะมาจากแถวๆ รักแร้ ปกติเหงื่อชอบออกเยอะ ลองมองดูดีๆ สิ ไม่แน่ว่าอาจจะมีรูขุมขนติดอยู่ด้วยนะ ลองแคะๆ ดู ไม่แน่ว่าอาจจะมีขี้ไคลติดอยู่ตามซอก..."
"พอแล้วๆ ไม่ต้องอธิบายละเอียดขนาดนั้นก็ได้" เยว่เหวินรีบห้ามปรามทันที
ถึงเขาจะไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แต่ถ้าขืนให้ต้าหลงบรรยายต่อไป เขาก็ชักจะไม่อยากใช้มือจับมันแล้วเหมือนกัน
แต่เขารู้สึกสงสัยว่า ทำไมเศษหนังแบบนี้ถึงไปโผล่ที่ร้านขายของเก่า แล้วไปตกอยู่ในมือของพนักงานธรรมดาๆ อย่างจางเหว่ย จนดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังต่างๆ มากมายได้ขนาดนั้น...
เขาจึงเอ่ยถามต่อ "แล้วนายรู้ไหมว่าของชิ้นนี้มีไว้ทำอะไร?"
"อืม..." ต้าหลงกลอกตาไปมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ก็ต้องรู้อยู่แล้วสิ การไขข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกคิดราคาห้าเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย ส่วนวิธีใช้งานคิดราคาสิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย"
"อะไรๆ ก็เก็บเงินไปซะหมดเลยหรือไง?" เยว่เหวินกระทืบเท้าอย่างหัวเสีย "เรารู้จักกันมาตั้งนาน ระหว่างเราไม่มีความหมายของคำว่ามิตรภาพเลยเหรอ?"
"ไม่ส่งนะ" ต้าหลงเตรียมจะหลับตา
"จ่ายก็พอใช่ไหม" เยว่เหวินรีบหยิบเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายห้าเหรียญโยนไปให้ "ฉันขอฟังก่อนว่ามันมีไว้ทำอะไร แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาวิธีใช้งานด้วยหรือเปล่า"
ดวงตาของต้าหลงที่มีเปลวไฟสีแดงลุกโชนเพียงวูบไหวเล็กน้อย เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายกลางอากาศก็ลุกไหม้กลายเป็นควันสีทองสายหนึ่ง ถูกมันสูดเข้าไปในจมูกทันที
"ฟู่..." พอรับเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว มันก็เอ่ยขึ้นช้าๆ "ระหว่างมิติมีปราการกั้นอยู่ ทำให้ไม่สามารถส่งข่าวสารถึงกันได้ ปีศาจมารบางตัวที่มีวิธีการหยาบกระด้างและตบะต่ำต้อย มักจะใช้วิธีฉีกหนังของตัวเองให้คนอื่นนำติดตัวไป แบบนี้ต่อให้มีปราการกั้นมิติขวางอยู่ ก็ยังสามารถส่งข้อความถึงกันได้ตลอดเวลา บนหนังแผ่นนี้ยังมีข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านหลงเหลืออยู่"
"นี่คืออุปกรณ์สื่อสารข้ามมิติของเผ่ามารเหรอเนี่ย?" เยว่เหวินถึงได้บางอ้อ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายไปให้สิบเหรียญ "เอ้า ฉันขอวิธีใช้งานด้วย"
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าบนหนังมารแผ่นนี้เขียนอะไรไว้ เมื่อครู่เพิ่งกอบโกยมาจากสุสานฝั่งตะวันออกเป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้จึงยอมจ่ายอย่างไม่เสียดาย
"แฮ่—"
ต้าหลงพ่นภาษามังกรออกมาหนึ่งคำ ดูเหมือนจะมีแค่เสียงเดียว แต่กลับแฝงไปด้วยข้อมูลอันซับซ้อนมากมาย ราวกับถูกบีบอัดไว้ในรูปแบบของวิถีแห่งเต๋า
ในหัวของเยว่เหวินพลันปรากฏภาพเพ่งสมาธิขึ้นมาหนึ่งภาพ ซึ่งก็คือคาถาอาคมสำหรับใช้งานหนังมารแผ่นนี้นั่นเอง
"ปีศาจมารที่ฉีกหนังของตัวเองแต่ละตัว จะมีคาถาอาคมเข้ารหัสเฉพาะตัว มีเพียงคนที่ได้รับแจ้งจากมันเท่านั้นถึงจะล่วงรู้ได้" ต้าหลงอธิบายเพิ่มเติม "เพียงแต่วิธีการโง่ๆ แบบนี้ สำหรับฉันแล้ว แค่มองแวบเดียวก็แก้รหัสได้แล้ว ส่วนนายจะทำความเข้าใจได้หรือไม่ นั่นก็เรื่องของนายแล้ว"
"โอเค รู้แล้วน่าว่านายเก่ง เรื่องอื่นไม่ต้องมาห่วงหรอก" เยว่เหวินโบกมืออย่างรำคาญ
เมื่อเห็นว่าต้าหลงดูเหมือนจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง เขาจึงล้วงเอาหัวกะโหลกสีดำทองครึ่งซีกนั้นออกมาถามอีก "แล้วเจ้านี่ล่ะ นายรู้จักไหมว่ามันคืออะไร?"
"ก็แค่ขยะแข็งๆ ชิ้นหนึ่ง" ต้าหลงปรายตามองแวบเดียวแล้วตอบทันที
"อ้อ" เยว่เหวินเก็บมันลงไปอย่างผิดหวัง
ดูเหมือนว่าต้าหลงก็ไม่ได้รู้จักของทุกอย่างบนโลก อย่างน้อยก็ต้องเป็นของล้ำค่าระดับพรีเมียมหน่อย ถึงจะคู่ควรได้รับคำวิจารณ์ว่า "หยาบกระด้าง" จากมัน
"จริงสิ" จู่ๆ ต้าหลงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้น "เรื่องที่ขอผ่อนชำระคราวก่อน พอลองเก็บไปคิดดูแล้ว รู้สึกว่าพอจะให้โอกาสนายได้สักครั้ง แต่จะให้ผ่อนฟรีๆ ไม่ได้ ต้องคิดดอกเบี้ยนิดหน่อย"
"โอ๊ะ?" เยว่เหวินจ้องมองมันอย่างระแวดระวัง "นายจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ล่ะ?"
"เคล็ดวิชาขอบเขตปราณกังมูลค่าสามร้อยเก้าสิบเก้า ถ้าจะผ่อนชำระ ก็ผ่อนให้สักเดือนละยี่สิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย ผ่อนให้หมดภายในยี่สิบเดือน" ต้าหลงถาม "ว่าไง?"
"นายหมายความว่า..." เยว่เหวินกะพริบตาปริบๆ "เคล็ดวิชาราคาสามร้อยเก้าสิบเก้า ผ่อนยี่สิบเดือน รวมเป็นเงินสี่ร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย สรุปก็คือคิดดอกเบี้ยฉันแค่เหรียญเดียวงั้นเหรอ?"
"ถ้ารับไม่ได้ งั้นก็ลืมเรื่องนี้ไปซะ" ต้าหลงเอ่ยเสียงเย็น "หนี้ผ่อนส่งนานขนาดนี้ใครจะยอมให้ฟรี!"
"ฉันตกลง! ส่งเคล็ดวิชามาให้ฉันตอนนี้เลย" เยว่เหวินตอบตกลงทันที "ถึงเรื่องคิดดอกเบี้ยนี่มันจะเกินไปหน่อย แต่เห็นแก่มิตรภาพของเรา ฉันยอมให้นายได้กำไรเพิ่มก็แล้วกัน!"
เขาชิงหยิบเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายยี่สิบเหรียญโยนไปให้ทันที
ให้ตายเถอะ
ถึงต้าหลงจะรู้เรื่องการฝึกตนอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ดูจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกมนุษย์เอาซะเลย
อย่าเห็นว่าเจ้านี่ตัวดำเมี่ยม ถ้าเอาไปเทียบกับพวกนายทุนหน้าเลือดล่ะก็ มันก็คือสโนว์ไวต์ดีๆ นี่เอง
เสียงภาษามังกรอันเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับประทับภาพเพ่งสมาธิลงในหัวของเยว่เหวิน "แฮ่—"
ถึงแม้จะใช้เงินเก็บไปจนเกือบหมด แต่การผ่อนชำระเดือนละยี่สิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย ในตอนนี้ก็ไม่ได้สร้างความกดดันให้เขามากนัก รอให้สำนักงานเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ คาดว่าน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
แบบนี้ขอเพียงเขาบรรลุถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นสมบูรณ์ ก็สามารถเริ่มทะลวงระดับได้ทันที
ถ้าขืนรอจนกว่าเขาจะเก็บเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายได้ครบสามร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญ บวกกับต้องเตรียมของวิเศษมากมายสำหรับการเลื่อนระดับเป็นขอบเขตปราณกัง ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกมากเท่าไหร่
ขืนเป็นแบบนั้น ความคืบหน้าในการฝึกตนคงล่าช้าไปมาก
ตอนนี้พอเยว่เหวินมองมังกรยักษ์บนบัลลังก์อีกที กลับรู้สึกว่ามันดูหล่อเหลาเอาการขึ้นมาซะอย่างนั้น
แต่เห็นได้ชัดว่าต้าหลงไม่อยากตอบรับสายตาหวานเยิ้มของเขา พอจัดการธุระเสร็จสิ้น มันก็แค่นเสียงเย็นชาทันที "ไสหัวไปได้แล้ว"
มิติรอบด้านพลันมืดสนิทลงในพริบตา
ปิดไฟส่งแขกซะแล้ว
เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนสู่ร่าง เยว่เหวินลืมตาขึ้น ก็พบว่ามีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เป็นข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านจาก "จอมยุทธ์น้อยฉีท่องยุทธภพ"